เรื่องเด่น งานศพหลวงพ่อปาน

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย โพธิสัตว์ ชาวพุทธ, 1 ธันวาคม 2022.

  1. โพธิสัตว์ ชาวพุทธ

    โพธิสัตว์ ชาวพุทธ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    5,297
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,272
    ค่าพลัง:
    +9,482
    42979.jpg


    “งานศพหลวงพ่อปาน”


    เมื่อหลวงพ่อปานตายแล้วก็ปรากฏว่าค้นเงินได้ ๘๐ บาท ไม่ต้องค้นที่ไหนหรอก ฉันเป็นคนเก็บ ทีนี้หลวงพ่อมีหนี้อยู่ ๔,๐๐๐ บาท สมัยนั้นหนี้สินสี่พันบาทไม่ใช่เรื่องเล็ก เจ้าหนี้ก็มาพอดี ก็ถามว่าเจ้าหนี้จะเอาเมื่อไหร่ก็บอก แต่ว่าอาตมาเห็นจะต้องขอเวลาพยายามบอกบุญมาใช้หนี้
    ทุกคนประกาศยกหนี้หมด ไม่เอาแล้ว ไม่มีใครเอาหนี้กับหลวงพ่อ แล้วก็ถามด้วยว่างานศพนี่จะทำยังไง อาตมาน่ะไม่มีเงิน หลวงพ่อมีเงินอยู่ ๘๐ บาทเท่านี้ ค้นที่ไหนอีกก็ไม่มีแล้ว เขาก็บอกว่าท่านจะเอายังไง บอกเรื่องงานนี้ขอให้บรรดาคณะศิษยานุศิษย์ทุกคนจัดกันให้พร้อมกัน อาตมามีแต่เสียงอย่างเดียว แล้วก็ยังเป็นเด็กเป็นพระย่างเข้าพรรษาที่สอง เวลานั้นปรากฏว่ามีใครล่ะเป็นผู้ใหญ่ มีพระยาศรยุทธเศรณีเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐการ แล้วก็อีตาพระยาอะไรจำชื่อไม่ได้เสียแล้ว อ้อ พระยานิติศาสตร์ไพศาลเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็มีรัฐมนตรีอยู่ ๒-๓ คน แล้วก็มีนายประยงค์มีคุณหลวงคุณพระเยอะแยะ ใครต่อใครอีกจำไม่ได้
    อีตาหนวดโง้งก็มา พระยาศรีสงครามก็มา ตาหนวดโง้งๆ เมื่อเป็นฆราวาสไม่ค่อยถูกกัน แกดุแล้วแกก็ไม่กล้าทำเรา ไอ้แกดุ เราแกร่ง พอกัน

    ผลที่สุดพวกนั้นเขาก็รวบรวมกันเข้า จัดเป็นงานขึ้น ทำบุญหลวงพ่อ ๗ วัน สัญญากันว่าวันที่สามจะเอาหลวงพ่อลงหีบ เขาก็เอาหลวงพ่อไปตั้งไว้ที่ศาลา เอาท่านวางไว้บนเตียง เอาเท้าให้เลยออกมานิด คนรดน้ำทุกวัน แต่น่าอัศจรรย์ ๗ วันนี่มีคนมาอาบน้ำท่านทุกวัน ไม่เน่าแฮะ แปลก ไม่เหม็น เหมือนกับคนนอนหลับธรรมดา ไม่เหม็น กลิ่นเหม็นไม่มี เข้าไปถึงตัวก็ไม่มีกลิ่นเหม็น
    แล้วในระหว่าง ๗ วัน ก็มีปาฏิหาริย์บางอย่างจะเล่าให้ฟัง วันที่เขามีเทศน์ มีคล้ายๆ กับใครเอาไฟฉาย เอางี้ก็แล้วกัน เหมือนดวงดาวน้อยๆ มาลอยอยู่ที่เพดานของศาลา วนไปวนมาๆ วนไปจนกว่าเทศน์จะจบ ไอ้ปี่พาทย์ลาดตะโพนนี่ไม่ต้อง หามากันเต็มวัดหมดมาตีกัน ปี่พาทย์
    คนก็เยอะแยะ พระก็นับเป็นร้อย

    รวมความว่าทำงานกัน ๗ วัน มันไม่ใช่เจ็ดนะ วันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ เอาไปลงหีบ วันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๙ นับวันความจริงมันเข้าวันที่สิบ ทีนี้มีเต่าตัวหนึ่งออกไป ไม่รู้มาจากไหน เขาว่ามากับกอหญ้า คือกอหญ้าที่ลอยไปตามแม่น้ำ ไปถึงหัวเขื่อนก็เดินขึ้นไปบนเขื่อน ขึ้นไปเลย เขาก็เดินดู เต่าตัวใหญ่มาก

    เดินขึ้นไปมันไม่ไปทางไหน คนเดินตามดูว่าจะไปทางไหน ไม่มีใครเขาทำมัน ตอนนี้ไม่มีใครทำบาปหรอก เดินไปๆ มันขึ้นศาลา ไปนอนอยู่ที่ใต้หลวงพ่อ นอนที่ศพหลวงพ่อ เขาไปดูที่หน้าอก เห็นมีชื่อเขียนว่า “พระปาน ปล่อยที่จังหวัดสิงห์บุรี” นี่เต่าตัวนี้ปรากฏว่าท่านมาที่จังหวัดสิงห์บุรีหลายปีแล้ว เขามาถวายท่าน ท่านก็เขียนชื่อไว้ที่หน้าอกว่า “พระปาน ปล่อยที่จังหวัดสิงห์บุรี” ให้คนเขาเขียนด้วยตะปู รอยยังปรากฏ

    เจ้าเต่าตัวนี้นอนอยู่ที่ใต้หลวงพ่อจนกว่าจะทำบุญเสร็จ มีคนเอาอะไรต่ออะไรไปให้อิ่มหมีพีมัน พอเสร็จเรียบร้อยแล้วปรากฏว่าโยมช่วยรับเอาไปเลี้ยง เมื่อเขานำศพหลวงพ่อเก็บ นี่สำหรับปาฏิหาริย์ส่วนอื่นจะไม่กล่าว

    ทีนี้เมื่อถึงวันเผา ต่อจากนั้นก็มีคนมาทำบุญสวดพระธรรมทุกคืน พระรวยตอนนั้น พระรวยทุกคืนมีคนมาทำบุญ เมื่อศพหลวงพ่อยังอยู่ พอทำบุญเสร็จเมื่อถึงวันเผา ถึงกำหนดวันเผาเงินไม่มี ฉันไม่มีเงิน แล้วเงินต่างๆ อะไร เมื่อเขาไม่เอาหนี้สินมันก็แล้วกัน

    เมื่อเงินทำศพหลวงพ่อได้มาเท่าไหร่ก็ให้นายประยงด์เป็นคนเก็บ เขาเป็นนายบัญชี แล้วปรากฎว่า
    เขาทำบุญหมด พระมาเท่าไหร่เขาถวายองค์ละ ๑๐ บาทๆ พระวันละสองสามร้อยองค์ แล้วก็เลี้ยงกันอย่างอิ่มหมีพีมัน คนมาจากต่างจังหวัดเท่าไหร่ก็เลี้ยงกันเต็มที่ แล้วเงินจำนวนนี้ที่เหลืออยู่ เขาก็ให้ไว้ที่วัด ตั้งกองไว้ตั้งกรรมการไว้สำหรับไว้เลี้ยงคนที่มาเยี่ยมหลวงพ่อ คนที่มาทำบุญที่วัด เขาคาดการณ์ไม่ผิด

    ทีนี้เมื่อทำบุญ ๕๐ วันผ่านไปแล้ว ทำบุญ ๑๐๐ วันผ่านไปแล้ว เมื่อถึงวันเผา เล่าถึงวันเผา เขาถามว่าจะนิมนต์พระเท่าไหร่ ฉันบอกว่าพระนี่ไม่นิมนต์ เอาเพียงแค่พระที่มีศรัทธามาเอง ไม่จำต้องนิมนต์ เพราะมาติกาบังสุกุลพระพุทธ พระธรรม เขาถามว่าพระเทศน์จะนิมนต์ใคร บอกไม่นิมนต์ ถ้าพระเทศน์มาในงานศพก็จะนิมนต์ขึ้นเทศน์ แต่ที่ไหนได้คิดว่าพระเทศน์จะน้อย พระเทศน์ที่มาในงานศพจริงๆ ๓๐ องค์กว่า

    สมัยนั้นนักเทศน์ยังมีน้อย ล้วนแล้วแต่เป็นนักเทศน์รุ่นใหญ่ทั้งนั้น พระผู้ใหญ่ทั้งหมดในกรุงเทพฯ ไปรวมกันหมดไม่ได้นิมนต์ ไปเอง ท่านไปในงานศพ เราก็นิมนต์ท่านมาติกาบังสุกุล เวลาฉันเพลเขาถวายเงินทุกวัน นายประยงค์บอกวันนี้ ๔๐๐ วันนี้ ๔๕๐ วันนี้ ๕๐๐ มีอยู่วันเดียววันต้นน้อยที่สุด ๓๗๐ องค์

    ไอ้เรื่องคนในงานไม่ต้องห่วงแล้ว ไม่มีที่นอน นอนกลางลานวัดเหมือนเดิม ปี่พาทย์มีด้วยกันทั้งหมด ๑๗ วง หาที่ตั้งไม่ได้ กลางลานวัดลานวา ตีกันเสียงเพรียกหมด แต่ว่าลิเกไม่มีเพราะหลวงพ่อไม่ชอบ พวกลิเกจะไปรับอาสาเล่น บอกไม่มีที่ปลูกโรงหรอกไอ้หนู เอ็งดูกันแล้วก็ไปนั่งร้องส่งพวกปี่พาทย์บ้าง ไปรำต่อข้างหน้าปี่พาทย์บ้าง หรือไม่งั้นก็ช่วยกันทำงานดีกว่า ก็มันเยอะแยะด้วยกัน มันจะไปรำไหวรึ มันก็ช่วยกันทำงาน

    งานเผาศพหลวงพ่อคราวนั้นเงินเหลือจากงานใช้แหลก หุงข้าวเลี้ยงคนตั้ง ๑๖ กระทะ ไม่ใช่ ๘ กระทะ ๑๖ กระทะ นี่หุงหยุดไม่ได้ คนตำบลบ้านสี่ร้อย เขาเรียกบ้านสี่ร้อย อำเภอผักไห่ รับอาสาหุง

    ตั้งกระทะพร้อมกัน ๑๖ กระทะ อย่านึกว่าหุงวันละกี่ครั้ง อย่าไปถามยังงั้นนะ หุงหยุดไม่ได้ ตลอดวัน ตลอดคืน กลางคืนก็ต้องหุงเพราะว่าคนมาไม่ขาดระยะ นี่เห็นไหมข้าวหุง ๑๖ กระทะ หยุดไม่ได้

    แล้วกับข้าวกินเท่าไหร่ ท่านผู้ฟังลองคิดดูซิว่ากับข้าวน่ะกินเข้าไปเท่าไหร่ ถามว่าเอามาจากไหน ไม่ต้องละ ใครมาเขาก็พากันมา ไอ้หมู ไอ้เนื้อควาย บางทีเขาตายเจ้าของไม่เอา ขอหนังกับเขาเท่านั้น ยกมาให้ทั้งตัวเลย หมูเนื้อนับไม่ถ้วน

    พวกทะเลขนจากกรุงเทพฯ พวกสะพานปลาขนกันเป็นลำๆ วิ่งทุกวัน เรือจากกรุงเทพฯ เอาของขึ้น

    ไปส่งอาหารพวกสดๆ อาหารปลา อาหารเนื้อพวกจังกวัดสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสาคร ขนของทะเลขึ้นมา พวกบางช้างขนผักขึ้นมา พวกชาวนาพวกจังหวัดสุพรรณบุรี ขนข้าวมา ๔ ลำเรือ ข้าวสารนี่จังหวัดสุพรรณฯ ส่งมา ๘ ลำ ไม่รู้กี่สิบเกวียน และแถมที่อื่นอีกจิปาถะ ของกินไม่หมด นี่คนขนาดนั้นของกินไม่หมด

    แต่ไอ้เรื่องที่เลี้ยงไม่ต้องแล้ว ใครอยากกินยังไงไปตักกินเอาเอง หาคนเลี้ยงไม่ได้ มันเลี้ยงกันไม่หวัดไม่ไหว หนักๆเข้าจานไม่พอ ถ้วยใส่ข้าวราดแกง เอ้า ! กินกันตามอัธยาศัย ถือว่าเป็นพี่เป็นน้องไม่มีใครเขาถือตัวถือตน ขุนน้ำขุนนางเจ้าพระยาอะไรก็เหมือนกัน พระยาศรฯ นี้เป็นต้นเหตุทีเดียว ตักข้าวได้ชามแกงผักบุ้งราดเดินกิน นั่งกินไม่ได้เพราะมีธุระ แล้วสั่งงานโน้น สั่งงานนี้ เดินกินไปด้วย บอก มันหิวกินๆ ดะ อะไรก็กินทั้งนั้น

    ไอ้กับข้าวอย่างหนึ่งที่ทิ้งไม่ได้คือ หนึ่ง แกงผักบุ้ง สอง ต้มหัวตาล ขนมก็ ลูกแมงลักละลายน้ำ เด็กชอบ อันนี้เป็นของที่หลวงพ่อเลี้ยงเป็นประจำ ไปไหนก็ตามท่านต้องมีอาหารอย่างนี้เลี้ยง จะทำอาหารดีอย่างอื่นที่ไหนก็ตาม แต่อาหารอย่างนี้ต้องมี เมื่อท่านตายก็ต้องมีไว้ แล้วก็กลายเป็นของที่ชาวบ้านโปรดไปเสียอีก เขาบอกว่านี่อาหารหลวงพ่อเมื่อสมัยหลวงพ่ออยู่เลี้ยงอย่างนี้ พวกเรากินอย่างนี้กันดีกว่า แล้วกัน รวมไปกินหัวตาลต้มปลาร้า แกงผักบุ้งของหลวงพ่อ เม็ดแมงลักละลายน้ำ กลายเป็นของขายดิบขายดี ไม่ได้ขายหรอก แจกตักกันกินตามอัธยาศัย
    ทีนี้พูดถึงเมื่อเวลาแห่ศพลงไป เขาก็ลือกันว่า คนจะแย่งกระดูกกันบ้าง อะไรกันบ้าง ทีนี้พระถามทำยังไง บอกให้เอาพระยืนสองแถว พระยืนสองแถวจากกุฏิถึงศาลา พระยังเหลือแน่ะ มาก มากเหลือเกิน แล้วก็เอาศพแห่เข้าไประหว่างกลาง มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไม่กี่คนเป็นคนแบกศพ ทุกคนภายนอกให้ยืนพนมมือ ประกาศ เราประกาศยังไงเขาทำยังงั้น ไม่มีใครฝ่าฝืน แม้แต่ลูกเด็กลูกเล็ก

    เวลาจะเผาศพก็เหมือนกัน เอาพระยืนตั้งแต่ศาลาลงไปสองแถว แล้วไปยืนล้อมเมรุเข้าไว้ แล้วก็แห่ศพขึ้นเมรุ เมรุนี่ทำกันสามเดือน ทำกันเอง ลงทุนเยอะ นี่เผาเรียบร้อย ไม่มีเรื่องมีราว
    แล้วตอนนั้นพระของหลวงพ่อฉันเปิดกรุเล็กออกแจกไม่อั้น เขาถามพระหลวงพ่อองค์ละเท่าไร บอกเรื่ององค์ละเท่าไหร่ละไม่มี หลวงพ่อไม่เคยบอกนี่ว่าจะเอาสตางค์ เขาบอกว่า เวลานี้หลวงพ่อตายแล้ว บอกหลวงพ่อตายไม่ได้สั่งก่อนตายนี่ว่าให้เอาสตางค์ ฉันลูกหลวงพ่อ แล้วเขาไปถามคนอื่นๆ อย่างนายประยงค์ก็ดี เจ้าคุณศรยุทธเศรณีก็ดี พระยาประเสริฐก็ดี บอกไม่ได้หรอก เรื่องภายในต้องเป็นเรื่องของพระองค์นั้น

    เพราะท่านสั่งต่อหน้าคนทั้งหมดว่า ในเมื่อท่านตายไปแล้วให้พระองค์นี้จัดแทนท่านทุกอย่าง พระผู้ใหญ่ท่านยังไม่สั่งเลย ก็ให้เป็นเรื่องของพระองค์นั้นๆ บัญชายังไงก็ใช้ได้เลยเรื่องภายใน
    เอาเข้านั่น แหม เราโตเบ้อเร่อเลย แต่ก็ไม่ได้โตเบ้อเร่อมาก ก็เบ้อเร่อเรื่องแจกของกับบัญชางานทางครัว เลี้ยงไม่อั้น สตางค์ไม่ได้ออกนี่ ชาวบ้านเขาออก เมื่อเผาศพกินกันแหลกลานแบบนั้นแล้ว ทำงานศพเจ็ดวันเจ็ดคืน ลองคิดซิ ผอม น้ำหนักตัวลดเยอะ เหลือเงินจากการใช้จ่ายจริงๆ สี่หมื่นบาท เห็นมั้ย…สมัยโน้นสี่หมื่นบาทไม่ใช่เรื่องเล็ก กินกันแหลก ใช้กันแหลกตอนนั้น ถวายพระก็องค์ละสิบๆๆ สำหรับพระฉันเพลนะ พระมาฉันเพลวันตั้งหลายร้อย องค์ละสิบๆๆ ก็ลองคิดดูเหอะเจ็ดวัน

    วันสุดท้ายจริงๆ ตอนเย็น ตอนสวดหน้าไฟน่ะถวายสตางค์ ปรากฏว่ามีพระเจ็ดร้อยกว่าองค์ ไม่ได้นิมนต์ มากันเอง ไอ้นี่ลูกศิษย์ลูกหา ลูกของลูกศิษย์ลูกหาบ้าง

    ทีนี้เมื่อท่านตายไปแล้วก็เลยคิดว่าเงินจำนวนนี้จะเอาไปทางไหนไม่ควร ก็เอาหล่อรูปท่าน สร้างมณฑปให้ท่าน แล้วก็สร้างโรงเรียนประชาบาล แล้วก็วัดไหนที่ท่านสร้างไว้ชำรุดทรุดโทรมก็เอาไปช่วย แล้วก็เอาเงินไปช่วยสร้างโบสถ์วัดเสาธง จังหวัดสุพรรณบุรี

    เป็นอันว่างาน เสร็จลิ้นไป นี่เรื่องของหลวงพ่อปาน เล่าย่อๆ แล้วท่านก็ตาย ตายดี แล้วความตายนี่แหละบรรดาท่านผู้ฟังทุกท่านจงจำไว้ว่า คนเรา จะเกิดอยู่ในฐานะใดก็ตามมันต้องตาย ไอ้ความตายนี่อย่าไปกลัวมันเลย มันไม่ควรจะกลัวความตาย คนเราเดินเข้าไปหาความตายทุกวัน ถ้าขืนไปกลัวความตายมันก็หลอกตัวเอง คนไหนยังหลอกตัวเองคนนั้นยังเอาดีไม่ได้ ต้องพยายามรู้ตัวไว้เสมอว่า เราเกิดมาเพื่อตาย


    พระราชพรหมยาน,ธัมมวิโมกข์ (2538),170,43-47
    Facebook : นิตยสารธัมมวิโมกข์ วัดท่าซุง
    #สมัครสมาชิกนิตยสารธัมมวิโมกข์ได้ที่ ID Line : thammavimok2021
     

แชร์หน้านี้

Loading...