ถามผู้ปฏิบัติหน่อยฮะ เราจะรู้ได้ไงว่าอภิญญาที่ได้มาเป็ฯของจริง ไม่มีมารหรือสิ่งใดในสังสารวัฎมาหลอก

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ืnoom.noi, 6 เมษายน 2020.

  1. ืnoom.noi

    ืnoom.noi หาคนแนะปฏิบัติธรรมให้ได้อภิญญาญาณ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2020
    โพสต์:
    12
    ค่าพลัง:
    +3
    ขอบคุณครับ
     
  2. ฮิมมะผ่าน

    ฮิมมะผ่าน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,628
    ค่าพลัง:
    +779
    ก้ อริยสัจจ ไง

    รู้ทุกข์ ความรู้ว่า อย่างนี้ๆเปนสภาวะทุกขัง

    แล้ว...

    ฟังดีๆนะ

    แล้ว รู้เหตุแห่งทุกข์ จุดตั้งตน ต้นตอของทุกข์

    ตรงเนี่ยะ จะทำให้ทราบที่มา ที่ไป
    ของ รูป และ นาม ว่ามาจากไหน
    เกิดอย่างไร เพื่ออะไร ดับไปอย่างไร

    ทำให้ทราบชัด เหตุของการเกิดอภิญญา
    และ การดับไปของอภิญญา(ถ้าไม่มี
    เหตุ จะเหาะค้างเติ่ง ก้แห้งกรังหนัง
    กรอบกันพอดี)

    ในประวัติเถระ

    เทวดาจะเข้าไปหา พระโมคคัลลนะ

    แต่

    พระพรหม จะเข้าไปหา พระสารีบุตร

    ดังนั้น อภิญญา จะมีหรือไม่ อย่างไร
    ในกรณีที่ สิ่งที่จะใช้สอนพระพรหม
    จขกท ต้องทำความเข้าใจให้ดีว่า

    พระโมคคัลล มี บุคคลธิษฐานอย่างไร

    พระสารีบุตร มี บุคคลาธิษฐานอย่างไร

    ซึ่งต้อง วิจัยเองนะ หากไปฟัง สาวก
    ที่มีอินทรีย์ต่ำกว่า พระสารีบุตร
    ร้อยละร้อย ย่อมไม่ใข่ฐานะจะเปน
    ไปได้ที่สาวกอื่นๆ จะ แก้ปัญหา
    หรือ รู้ถ้วนในบุคคลธิษฐาน
    พระสารับุตรได้ หากใครทำ
    ร้อยละร้อย ย่อมทำด้วยความ
    ไม่รู้ สถานเดียว

    ยกตัวอย่างเข่น หาว่าพระสารีบุตร
    ไม่มีอภิญญา

    ความเปนจริงคือ พระสารีบุตร
    สามารถใช้ คำพูดปรกติ สอน
    ได้ตั้งแต่ เทวดา ยัน พระพรหม
    ไม่ต้องใช้วิธี ข่มจิต เพื่อทรมาน
    อัสมิมามนะ สมณสารูปจึงงาม
    ใสตะติ้งโหน่ง จน มีพระสูตรหลาย
    พระสูตรกล่าวถึง ความใสในใส
    ของพระสารีบุตร
     
  3. ืnoom.noi

    ืnoom.noi หาคนแนะปฏิบัติธรรมให้ได้อภิญญาญาณ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2020
    โพสต์:
    12
    ค่าพลัง:
    +3
    งงครับ 5555555555 ผมความรู้น้อย
     
  4. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,504
    ค่าพลัง:
    +2,371
    ท่านก็จะต้องรู้จัก ปล่อยวางจิตใจให้เป็น
    อันไหนควรปล่อยไป ก็ปล่อยไปไม่เก็บเอาไว้
    ให้ยุ่งยากลำบากใจ ทำทุกอย่างด้วย จิตใจที่สบายๆ
    เป็นพระโสดาบัน ขึ้นไป ที่จะโดนหลอกน้อยลง
     
  5. ฮิมมะผ่าน

    ฮิมมะผ่าน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,628
    ค่าพลัง:
    +779
    มาดูกัน

    อันดับแรก ให้ พิจารณาดีๆว่า

    หากเรา ไม่หลอกตัวเองก่อน
    คนอื่น จะสามารถหบอกเราได้
    ไหม ?

    ย่อมไม่ได้ ดังนั้น โจทย์ จะอยู่
    ที่ อะไรเปนเหตุ ให้หลอกตน

    ก้จะได้คำตอบ ว่า อัสสมิมานะ
    หรือ มานะ9

    การปรารภว่า ตนรู้น้อย รู้มาก
    รู้เสมอ ฯลฯ

    นะ

    อันดับแรก คือ ห้ามตำหนิจิต
    ห้ามตำหนิตน พอปรารภว่า
    "ผมรู้น้อย" ดูเผินๆ เหมือน
    เปนการกล่าวสัจจ แต่ในทาง
    พฤติจิต ขณะนั้น ปฏิเสธการ
    ใคร่ครวญด้วยความแยบคาย
    และ ประมาท หรือ ปรามาสตน

    ทีนี้ พอ ระงับได้ พินาใหม่
    ทำใหม่ ลองใคร่ครวญด้วย
    "ความเหนต่าง" ออกไปดูสิ

    แทนที่จะ ไหลไปคิด

    ให้สังเกต "ความเหนต่าง"
    ออกไปที่กำลัง มนสิการ
    ปรากฏที่จิต มาจากไหน
    มีเหตุอะไรให้ เกิด ปริเฉท
    สามารถเหนต่างจากเดิม
    ได้ หรือ ค้างเติ่งด้วยกรอบ
    ความเห็นเดิมๆ

    ก้จะเหนว่า สัญญา คือ เหตุ
    ที่ทำให้เกิดความเหนต่าง
    หรือ จมที่เดิม

    เช่น สำตัญว่าตนรู้น้อย หาก
    ไม่สามารถเหนว่า สัญญาไม่เที่ยง

    ไปเข้าใจว่า สัญญาเที่ยง ตนมี
    สัญญา สัญญาเปนตน ก้จะเกิด
    "ทิฏฐิ" เข้ามาบังตา เหมือนตน
    เอาผ้ามาปิดตาตนเอง

    แต่ถ้า เออะ สัญญามีเกิดดับ

    สติ ความระลึกได้ ก้เกิดดับ
    ไม่มีค้างเติ่ง ก้จะเกิดสัมปชัญญะ

    พ้นจาก สัญญา ตนรู้น้อย

    เกิดการ วิวัฏ พิจารณา แง่มุมอื่น

    ยังไม้ต้องได้แง่มุมอะไร

    หากสามารถเหน สัญญาเกิดดับ
    ได้ อัสสมิมานะย่อมดับไป

    มานะ9 ย่อมดับไป

    พระพรหมที่เปนบัณฑิต มีสัมม่ทิฏฐิ
    ย่อมถาม ท่านๆท่านภาวนายังไง
    เหนยังไงจึงวาง มานะ9 อันเปนตา
    ข่ายขังพรหมไว้ในภพสัตว์
    ลงได้ ?

    ท่านๆ ภาวนายังไง จึงมีใจมั่นคง
    พ้นการฟังจากตน และ ผู้อื่น
    ถอนรากการหลอกตน จึง
    พ้นการหลอกจากผู้อื่นโดยชอบ
     
  6. กระร่อน

    กระร่อน อกหักหลักลอยคอยงานสังขารเสื่อม

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 มีนาคม 2020
    โพสต์:
    2,688
    ค่าพลัง:
    +306
    ๑. เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
    ๒. เป็นไปเพื่อความไม่ประกอบทุกข์
    ๓. เป็นไปเพื่อไม่สะสมกองกิเลส
    ๔. เป็นไปเพื่อความอยากน้อย
    ๕. เป็นไปเพื่อความสันโดษ
    ๖. เป็นไปเพื่อความไม่คลุกคลี
    ๗. เป็นไปเพื่อความพากเพียร
    ๘. เป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย
     
  7. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,812
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +11,797
    #คาถาสำหรับสร้างอภิญญา
    ถาม : ภาวนาอะไรคะ ?

    ตอบ : #สัมปจิตฉามิ เพราะว่า
    #เพราะว่าหลวงพ่อท่านสั่งไว้ตั้งแต่บวชพรรษาแรกบอกว่าให้ภาวนาบทนี้ให้เป็นปกติ #เพราะว่าบทนี้จะเป็นคาถาสำหรับสร้างอภิญญา #ถ้าใครทำทรงตัวจะเหมือนกับได้กสิณ ๑๐

    #ท่านบอกว่านานไปข้างหน้าบรรดาเดียรถีย์จะโจมตีศาสนาพุทธมาก #โดยเฉพาะเรื่องของอภิญญาสมาบัติเขาจะกล่าวว่าเป็นเรื่องหลอกลวงกัน #เมื่อถึงเวลานั้นแล้วพวกแกจะต้องไปแสดงให้เขาดูว่าเรื่องของอภิญญาเป็นเรื่องจริง ท่านสั่งให้ทำตั้งแต่พรรษาแรกเลย

    แล้วอีกครั้งหนึ่งก็เดินทางไปเยี่ยมสถานีวิจัยลุ่มน้ำแม่กลอง ก็เดินขึ้นไปดูพื้นที่การจัดการลุ่มน้ำของเขาน่ะ เดินไปเรื่อย ๆ มันก็ ๑๑ โมงครึ่งแล้ว ๑๑ โมงครึ่ง ห่างจากสถานีประมาณ ๔ กิโลเมตรเศษ หัวหน้าเขาบอกว่านิมนต์ฉันเพลด้วยครับ เพราะว่าสั่งเขาจัดของไว้แล้ว เราก็มองนาฬิกาตายห่า ! ๔ กิโลครึ่งชั่วโมง.....ยังไงก็ไม่ทันอยู่แล้วใช่ไหม ? ก็เลยต้องใช้วิธีนี้ บอกเออ.....ถ้าอย่างนั้นขอเดินล่วงหน้าไปก่อนแล้วกันนะ พวกโยมตามมาทีหลังก็แล้วกัน แล้วก็เดินของเรา ตั้งใจเสร็จเดินมา มาถึงข้างสถานีรถมันออกมาบอกว่ากำลังจะไปรับพอดีเออ.....ไปรับหัวหน้ากับคนอื่นเขามาก็แล้วกัน ไอ้ของฉันแค่นี้มาถึงแล้ว ก็...ลงไปนั่งฉันดูนาฬิกามันเพิ่งจะ ๑๑ โมง ๔๐ นาทีเท่านั้น ปรากฎว่าเขาตามมาถึงก็โน่นน่ะ แม่จุ๊บเขาบอกว่าท่านเดินยังไงเร็วขนาดนั้น จุ๊บมันวิ่งตามซะจนเลือดกำเดาไหลไล่ไม่ทัน บอกไม่รู้เหมือนกัน เราเดินปกตินี่แหละ รู้สึกว่าระยะทางมันไกลเท่าเดิม แต่ว่ามันถึงเร็ว เท่าที่ใช้ดูก็ใช้บทนี้แหละ แต่ว่าถ้าหากว่าอย่างหลวงปู่จงพาหลวงพ่อไปสุวรรณวิหารอย่างนี้ อันนั้นเป็นอำนาจของกสิณ ๑๐ ไม่ใช่ประเภทคาถงคาถาอย่างนี้หรอก

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ( หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ )
    วัดท่าขนุน จังหวัดกาญจนบุรี
    คัดลอกจากเก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ เดือนมีนาคม ๒๕๔๕
     
  8. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,457
    ค่าพลัง:
    +9,663
    +++ ของจริง คือ ของที่ "ไม่ได้ใช้ ความเชื่อ (มโนเอาเอง)"
    +++ อภิญญา คือ อภิ+ปัญญา หรือ "ปัญญาในการใช้ขันธ์"
    +++ ของจริง คือ "ของที่ไม่เกี่ยวข้องกับ ความงมงายใด ๆ"

    +++ มาร หรือ สิ่งใดในสังสารวัฎ ที่หลอกเก่งที่สุด ก็คือ "มโนเอาเอง"
    +++ มาร หรือ สิ่งใดในสังสารวัฎ ที่ชอบมาหลอก ก็คือ "โกหกตัวเอง"
    +++ มาร หรือ สิ่งใดในสังสารวัฎ ที่ชอบมาหลอก ก็คือ "งมงายเอาเอง"

    +++ ไม่มีมาร หรือ สิ่งใดในสังสารวัฎ จะมาหลอกได้ ถ้าไม่ "มโนเอาเอง"
    +++ ไม่มีมาร หรือ สิ่งใดในสังสารวัฎ จะมาหลอกได้ ถ้าไม่ "โกหกตัวเอง"
    +++ ไม่มีมาร หรือ สิ่งใดในสังสารวัฎ จะมาหลอกได้ ถ้าไม่ "งมงายเอาเอง"

    +++ ไม่รู้จักขันธ์ ไม่รู้จักความเป็น "ตน" ไม่สามารถควบคุม "ความเป็นตน" ได้
    +++ อย่ามาบอก อย่ามาคุยในเรื่อง "อภิญญา" เลย มันเป็นเรื่อง"เพ้อเจ้อกับตัวเอง"
    +++ มันเป็นเรื่อง "มโนเอาเอง" "โกหกตัวเอง" "งมงายเอาเอง" โดยไม่รู้ตัว ทั้งนั้นแล...
     
  9. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,042
    ค่าพลัง:
    +33,953
    ถ้าคำว่าอภิญญาในที่นี้ ถ้าน้องเข้าใจว่า
    เป็นความสามารถพิเศษทางจิตต่างๆ
    ไม่ว่าจะทางด้านใดๆก็ตาม

    มันไม่ยากเลยที่จะรู้ว่า
    ตนเองพอมีหรือเปล่านะครับ

    ก็ให้ลองใช้งานดู ว่าใช้ได้จริงไหม
    (การที่เรา นั่งสมาธิ หรือไม่เคยนั่ง
    หรือเคยนั่งได้ระดับไหนมาก่อน หรือ
    รู้เห็น โน่นนั่นนี่
    แม้จะพิศดารเพียง ใดไม่ได้บอกว่า
    ตัวจิตจะมีความสามารถใช้งานได้
    เพราะยังเวียนอยู่ในมายาจิต
    เป็นกลจิตชนิดหนึ่งได้อยู่)

    ให้ลองใช้งาน(ในด้านที่เราคิดว่าเราน่าจะมี)
    กับบุคคล
    ทางที่มีประโยชน์
    ว่าเราสามารถใช้
    ความสามารถนั้นๆ
    ให้เกิดผล เห็นผล
    ในด้านที่เราคิดว่าเรามีนั้น
    ภายในเวลาไม่กี่วินาทีได้ไหม
    บุคคลที่เราใช้งานด้วยจะบอกเราได้เอง
    เพราะผลที่ทำได้จะเป็นตัวฟ้อง

    ถึงจะพอเรียกได้ว่า พอมีความสามารถ

    ปล คำว่าความสามารถใช้งานทางจิตได้นั้น
    มีหลายระดับ หลายขั้น หลายความละเอียด
    หลายองค์ประกอบ
    ที่จะมาส่งให้เกิดผล มากน้อย
    ช้าเร็ว ครอบคลุม แตกต่างกันไป

    ส่วน กรรมฐานต่างๆ
    ที่เขียนไว้ ในอากู๋ หรือตามตำรามีชื่อ
    หากฝึกสำเร็จ จนจิตเริ่มพอมีกำลังจิต
    ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
    เหมือนเราหายใจปกตินั้น

    จะบอกว่ามันเป็นเพียง
    แค่การเริ่มต้น ของระดับ
    ความสามารถเท่านั้น

    ดังนั้นชอบได้ เล่นได้ ลองได้
    แต่อย่าไปยึด ไปหลง
    จนกระทั่งลืมไปว่า
    ศาสนาเน้นเรื่องอะไรเป็นหลัก


    ท้ายนี้ หากเกิดความสามารถทางจิตใช้งาน
    ได้จริงขึ้นมา การนำไปใช้เพื่อประโยชน์
    สาธารณะ และทางธรรม จะทำให้เรายังอยู่
    ในเส้นทางได้(ไม่กลายพันธุ์)
    และย่อมได้รับการสนับสนุน
    ส่งเสริมจากสิ่งที่สายตาปกติมองไม่เห็นได้

    อีกทั้งกำลังจิต กำลังสมาธิ ที่ได้มา
    ยังเอามาหนุนส่งเสริมทางด้านปัญญาได้ดี
    เพราะจิตจะเข้าใจในเรื่องนามธรรมต่างๆ
    ได้ดีกว่าปกติ ตลอดจนกำลังสมาธิ
    ก็มากพอที่จะช่วย
    ตัดควบคุมกิเลสได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

    ลองพิจารณาดูนะครับ





     

แชร์หน้านี้

Loading...