ฝากนิยายแนวเทพเซียน "หมื่นปราถนาหวนคะนึงคมศาสตรา"

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย สตธศร, 9 มิถุนายน 2022.

  1. สตธศร

    สตธศร Namo Amithapho

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    707
    ค่าพลัง:
    +1,537

    [​IMG]
    IY4sRN0VB4QUlxDhQTqEqdWR3QscZVUpCEeckmw_SLVuZTPlSg2j6dAMpfey7A_EG2sTsN1g=w880-h621-no?authuser=0.jpg

    หมื่นปรารถนาหวนคะนึงคมศาสตรา
    (祈禱愛 武器神)

    ผู้เขียน : 护福天 ฮู้ฝูเทียน

    เรียบเรียง: Ehwaz
    ภาพปก: Blazk


    นิยายอัพเดตอาทิตย์ละสองตอน
    ทุกวันศุกร์ - วันเสาร์


    อย่าลืมติดตามเพื่อรับแจ้งเตือนอัพเดต
    ชื่นชอบ ไม่ชอบอย่างไร

    แนะนำติชมคอมเมนท์กันไว้นะ

    "ข้าไม่ได้หวังกอบกู้เมืองที่ตกล่มจมหาย วิญญาณข้าจะได้รับการสะสางได้อย่างไรเมื่อท่านไม่เคยยอมรับความจริง อดีตที่ล่มจมไปแล้ว ใจข้าเองก็เช่นกัน มันไม่มีวันหวนคืนเช่นเดียวกับความล่มจมนั้น จงมอบอิสระให้แก่กันและไปตามทางของท่านเสียเถิด หากไม่เป็นดังนั้นแม้ชาติภพนี้ ข้าก็จะเลือกทางที่หยกต้องแหลกลาญกันไปข้าง ท่านไชย์ยันติ" นี่คือเสียงเพรียกของดวงวิญญาณ แต่กลับไม่ใช่เสียงเรียกหา หากจะว่าเป็นดั่งคำสาปส่งจากปรารถนาที่ต้องการจะตัดขาดเสียซึ่งความยึดติดอันมีอยู่เพียงฝ่ายเดียวของบุรุษผู้มุ่งหมายจะผูกวิญญาณของอิสตรีนางหนึ่งไว้ชั่วกัปชั่วกัลป์

    เชิญดื่มด่ำไปกับการผสมผสานจินตนาการและประวัติศาสตร์ของโลกแห่งเทพเซียนในพื้นแผ่นดินจีนตอนล่างหรือในต้นทางลุ่มแม่น้ำโขงยุคโบราณ อาณาจักรสิงหวตินาคะปุระ หนึ่งชาติภพที่สะเทือนไปทั่วจนทำให้เกิดเรื่องราวระหว่างสองดวงจิตที่ผูกพันอย่างลึกซึ้งระหว่างศาสตราวุธและนางผู้ให้กำเนิดสิ่งนั้นร่วมกันนับหมื่นปรารถนาไม่สิ้นสุด… ชะตากรรมของพวกเขาจะเป็นอย่างไร สุดจินตนาการ….

    สามบุรุษ หนึ่งสตรี หรือจะมีเพียงหนึ่งเดียวที่ครอบครองใจสตรีได้ แม้จะเป็นความมืดมนอนธการ นางก็หาได้หวาดหวั่นที่จะดำรงอยู่ในเส้นทางที่ตนเลือก บทสรุปจะลงเลยเช่นใด ไปติดตามกันได้ใน หมื่นปรารถนาหวนคะนึงคมศาสตรา

    เรื่องราวและตัวละครสมมุติ
    เขียนขึ้นจากจินตนาการ
    หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านผู้อ่าน
    จะเพลิดเพลินกับนิยายชุดนี้
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 สิงหาคม 2022
  2. สตธศร

    สตธศร Namo Amithapho

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    707
    ค่าพลัง:
    +1,537

    ปฐมบท

    บรรพกาลนานมาแล้ว ณ จักรวาลที่พระมารดาพระบิดาทรงสร้างสรรพสิ่ง เผ่าทั้งหลายประกอบด้วย มนุษย์ สัตวะเทวา คนธรรพ์ ปักษา นาคา อัปสรา จิ้งจอก มาร ยักษาและอสูร ดำรงค์อยู่ร่วมกันในสี่สมุทรหกบรรจบแปดดินแดน
    สรรพสิ่งทั้งหลายมีสภาพวิญญาณตั้งแต่ภูติไปจนถึงเทพเซียนล้วนค่อยๆ พัฒนาสัมผัสและธาตุขันธ์ไปตามระดับการบำเพ็ญเพียร ยกเว้นมนุษย์ซึ่งได้รับหกสัมผัสห้าธาตุขันธ์ตั้งแต่เริ่มต้นบำเพ็ญเพียร เนื่องมาจากในครั้งที่พระบิดาทรงเข้าสู่นิโรธธรรมแล้ว พระมารดาก็ทรงสร้างง้วนดินก้อนแรกและฝังเมล็ดพันธ์ขันธ์ของพระบิดาไว้ในง้วนดินนั้น เพื่อการสร้างโลกธาตุทั้งหลายตามพลังงานของท่านสืบต่อไป โดยแต่งตั้งให้เทพทั้งหลายในบรรพกาลปกปักษ์ดูแลรักษาง้วนดินนั้นไว้ก่อนที่จะทรงเข้าสู่นิโรธสมาบัติรอเวลากำเนิดโลกใหม่อีกครั้ง บรรพบุรุษของเผ่าทั้งหลายก็มาร่วมกันบริโภคง้วงดินเพื่อแลกเปลี่ยนพลังงานของพระมารดาพระบิดา ครั้งนั้นหนึ่งในอาภัสราพรหมที่เป็นบรรพบุรุษของชนเผ่ามนุษย์ได้บริโภคง้วนดินก้อนแรกเข้าไปจำนวนมาก อาภัสรานั้นเมื่อมีความสุขในการเสวยผลของง้วนดิน ก็เกิดความปิติเพลิดเพลินในการบริโภคอยู่เป็นเดือนเป็นปีพรหมโลก จนกระทั้งวันหนึ่งเมล็ดพันธ์แห่งพระบิดาได้งอกออกมา และมีกลิ่นฟุ้งกระจายหอมหวานไปไกลทั่วโลกธาตุ จิ้งจอกบรรพกาลผู้มีหน้าที่ดูแลเฝ้าฟัก ก็กลับหลับใหลไม่ใยดีเป็นเหตุให้ อาภัสราพรหมบรรพบุรุษของมนุษย์เผลอเสวยผลผลิตที่ยังไม่ถึงคราวบริโภคเข้าไป เรื่องจึงร้อนไปทั่วโลกธาตุ ผู้ปกครองสวรรค์ในครั้งนั้น จึงได้ส่งชาวเผ่าจิ้งจอกสวรรค์ไปอยู่ในดินแดนอันไกล้ชิดกับมนุษย์เพื่อเฝ้าแก้ไขข้อผิดพลาดของตน

    วันเวลาผ่านไปหลายปีพรหมโลก นิสัยรักสนุกเพลิดเพลินของจิ้งจอกบรรพกาลตนนี้ก็ไม่ได้น้อยลงไปเลย การอยู่ในดินแดนที่ไกล้ชิดกับมนุษย์ยิ่งทำให้นางเพลิดเพลินกับการละเล่นของมนุษย์ ผนวกกับนิสัยที่ไม่ค่อยเอาใครของนาง จึงไม่ค่อยข้องแวะกับเทพสรรค์อื่นๆ มากนั้น เมื่อไม่มีสิ่งน่าเพลิดเพลินใดดึงดูดใจนางผู้นี้ ทว่าเทพบรรพกาลก็ยังคงมีตบะที่แก่กล้ากว่าเทพในยุคสมัยหลัง เนื่องมาจากในยุคที่พระมารดาพระบิดาได้ให้กำเนิดเทพบรรพกาลได้อาศัยการกำเนิดแบบโอปาติกะจากสายปราณทั้งสองของท่านโดยตรง แต่แม้จะมีตบะแก่กล้า จนกล่าวได้ว่าเป็นมหาภูติชั้นสูงและได้รับการนับถือจากเทพและภูติทั้งปวง เพียงแต่การบำเพ็ญสำเร็จวิสุทธิของนางกลับยังห่างไกลยิ่งนัก ทั้งชาวเผ่าสวรรค์ไม่ค่อยได้พบเห็นนาง จนมีเพียงภาพวาดอันงดงามให้คนกล่าวขานถึงเท่านั้น

    ทั่วทั้ง สี่สมุทรหกบรรจบแปดดินแดน โลกการบำเพ็ญปราณเริ่มต้นจาก ภูติไปสู่มหาภูติใช้เวลายาวนานถึงพันปีขึ้นไปในกรณีที่ไม่มีผู้ถ่ายทอดให้ เพราะต้องสะสมปราณจากธรรมชาติ โลกของภูติและมหาภูติเองก็มีระดับปราณวิญญาณ 36 ขั้น จึงสำเร็จเป็นมหาภูติ แล้วจึงจะสามารถเลือกมรรคา แบ่งออกเป็น มรรคาเทพ และมรรคามาร แต่ละมรรคาจะต้องเลือกสายพลังปราณย่อยแบ่งเป็นสองสายคือ อิ๋น หรือปราณพระมารดา และ หยาง หรือปราณพระบิดา ตามต้นกำเนิดสายพลังของตน แต่ก็ปรากฏมีไม่มากที่สามารถบำเพ็ญสำเร็จได้ทั้งสองสายไปพร้อมกัน ทั่วดินแดนก็นิยมให้เลือกบำเพ็ญเพียงสายเดียวเว้นแต่มนุษย์ที่บรรพบุรุษได้บริโภคผลไม้ศักสิทธิ์เข้าไปทำให้มนุษย์มีพลังแฝงของพระบิดาผสมอยู่ จึงพบเห็นมนุษย์ที่บำเพ็ญสำเร็จมรรคาคู่ขึ้นมาบ้าง แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็เข้าสู่นิโรธธรรมกลับคืนธาตุธรรมกันหมดแล้วทั้งสิ้น

    จากระดับภูติสู่ระดับเซียน แบ่งเป็นสามชั้นหลัก ระดับล่าง 1-4 ระดับกลาง 5-9 ระดับสูง 10-13 จากนั้นก็จะเข้าสู่การทดสอบเพื่อเป็นวิสุทธิเทพในมรรคาที่ 9 นี่ก็คือเส้นทางของภูติและวิญญาณในจักรวาลนี้ แต่ก็ยังมีมนุษย์ส่วนหนึ่งที่บำเพ็ญจนสำเร็จเซียนได้ ทั้งยังมีเส้นทางพิเศษซึ่งภูติจะบำเพ็ญหรือไม่บำเพ็ญก็ได้สำหรับผู้ที่ปราถนาดินแดนของพุทธะ แต่หากภูติจะบำเพ็ญจะต้องสำเร็จระดับมหาภูติไปแล้วเป็นอย่างน้อย ไม่เช่นนั้นจะต้องอาศัยกำลังของผู้มีกำลัง เซียนหรือองค์คุรุต่างๆ นำพาไป มรรคาพิเศษนี้ยังเป็นที่เล้นลับแม้ในโลกวิญญาณ จะปรากฏให้เห็นก็แต่ผู้บำเพ็ญยูไล หรือสาวกของพุทธะยูไลอยู่บ้าง ส่วนผู้ที่สำเร็จระดับจักรพรรดิ ไปจนถึงระดับพระผู้สร้างยังไม่ปรากฏผู้ใดนอกจากพระบิดาพระมารดาที่บำเพ็ญไปถึงขั้นนี้

    บนดินแดนเหล่านี้ก็ยังมีระบบการบำเพ็ญอื่นๆ ทว่าทั้งหมดล้วนรวมลงในมรรคา 9 ขั้น เมื่อสำเร็จจนถึงขั้น 8 ยังสามารถบำเพ็ญวิถีเล้นลับต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากกล่าวมาข้างต้นนี้ ได้มากมายสุดจินตนาถึง หนึ่งในวิชาสายสุวรรณทวีปของมนุษย์ กล่าวเรียกถึงมรรคาที่ 9 ไว้ว่า “วิชชาโลกุตตระ” เวลาผ่านมาถึง 2000 ปี ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่สำเร็จมรรคาที่ 9 ก็คล้ายจะหายสาปสูญ ว่ากันว่าเค้ายังคงซ่อนเล้นตนอยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ เพียงแต่จะพบเจอได้คงต้องอาศัยวาสนานำพา…

     
  3. สตธศร

    สตธศร Namo Amithapho

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    707
    ค่าพลัง:
    +1,537
    บทที่ 1 เริ่มต้นที่จุดจบ

    “ธรณีและทั่วพิภพเป็นพยาน จงรับเอาทั้งชีวิต เลือดเนื้อ และวิญญาณ ชำระซึ่งมลทินให้แก่ตัวข้า และบรรพชนแห่งผองข้า”
    เสียงกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งจักรวาล หาใช่จะออกจากปากแห่งบุรุษเพียงเท่านั้น กลับพัดผ่านออกมาจากริมฝีปากแดงระเรื่อได้รูปสอดรับกับใบหน้าเพรียวเล็กชวนให้เคลิ้มฝัน ทว่าดวงเนตรกลับดุดันคล้ายจะตัดเหล็กกล้าได้ในพริบเดียว นัยน์ตาสีดำขลับคู่นั้นประหนึ่งว่าถูกจัดวางไว้เช่นกลีบบัว สว่างจากมลทินแต่ก็ไร้ซึ่งชีวิตชีวา สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดเกราะอันสง่างามน่าพรั่นพรึงนี้ คงจะมาจากความแข็งแกร่ง ดุดัน บนลวดลายหงส์คู่มังกรที่ถูกปักสานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยล้อรับไปกับโครงสร้างแท้จริงของชุดเกราะซึ่งทำจากเหล็กน้ำพี้ และอัญมณีลึกลับบนเกาะมนิกกิมัมตามแบบฉบับชาวทมิฬ แลดูถึงภาระของน้ำหนักที่อยู่ตรงหน้าเมื่อรวมกับท่าทีอันสงบนิ่งเยี่ยงเทพเจ้าแห่งความตายตรงนั้น ราวกับว่าไม่ใช่จะเป็นเพียงสตรีที่อยู่ภายใต้โลหะหนักเหล่านี้ได้

    “นี่คงจะเป็นบทเพลงสุดท้ายที่ข้าจะได้บรรเลง สัตยามูระ ความอัปยศนี้คงมาถึงจุดสิ้นสุดของมันแล้ว”

    ดวงตาอันไร้แวว ทอดมองต่ำไปยังเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่ง มีลักษณะเป็นเครื่องสายคล้ายพิน ทว่ากลับมีลักษณะที่ประณีตล้ำค่าไปด้วยลายประดับมุข บ่งบอกว่ามิใช่สิ่งซึ่งสามัญชนจะจับต้องถึงได้ ทั้งยังแปลกพิสดารกว่าพินทั่วไป ปานประหนึ่งเสกสร้างจากเทวโลก แม้จะเป็นเครื่องละเล่นเสียง แต่เมื่อผูกเข้าไว้บนร่างกายสตรีนางนี้ ก็ดูราวกับอาวุธอันทรงพลัง เมื่อสิ้นวาจา สตรีผู้นี้ก็ค่อยๆ วาดนิ้วมือเรียวยาวลงละเลงเข้าไปอย่างบรรจง ห้องเงียบปิดตายค่อยๆ ถูกเติมเต็มไปด้วยตัวโน๊ต 21 เส้นสาย ราวกับว่า จักรวาลทั้งหมดกำลังอยู่ภายใต้อุ้งมือแห่งยมราช เกิดบทเพลงคึกคะนองกรีดผ่าธรรมชาติโดยรอบผสานลู่ล้อรับตามกันไป

    “สัตยามูระเจ้าจงแบกรับน้ำใจข้า แบกรับวิญญาณสุดท้ายของข้า ในบัดนี้”

    เสียงหนักแน่นราวกำลังกล่าวสั่งดังขึ้น เมื่อมาถึงห้องเสียงสุดท้าย คล้ายการตอบกลับของยมราช ที่มาเยือนรอรับไปยังปากเหวลึก มาตรแม้นผู้ฟังไม่อาจทำใจจบ ก็ไม่มีซึ่งเส้นทางล่างผาร้าย ขณะนั้นเกิดปรากฏลำแสงพวยทะยานออกจากกลไกแห่งสัตยามูระ ถอดภาพเครื่องละเล่นพุ่งไปเป็นราชศัสตร์ เมื่อสิ้นเสร็จตัวโน๊ต สองมือที่แลดูบอบบางก็คว้าจับศาสตราวุธเบื้องหน้าเข้ามาอย่างชำนิชำนาญ

    “พบกันชาติหน้าจึงนับเป็นวาสนา สัตยามูระ. วันนี้ สิ้นหน้าที่ สิ้นภาระ แลข้าควรจะคืนเกียรติยศให้ท่านพี่ สงครามนี้จบลงแล้ว ชีวิตที่ข้าต้องแต่งงานกับผู้ที่ทำลายบ้านเมืองของเราก็ควรจะจบสิ้นลงแล้ว คิดถึงวันเวลาที่เรายังคงเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งคนนั้น และยิ้มอย่างมีความสุขจากหัวใจเหลือเกิน... ชีวิตข้ามาถึงจุดนี้ ได้อย่างไรกันนะสัตยามูระ”

    “แม่เมืองนรสิงห์ ข้างนอก...พ่ออ.เมือง..มาแล้วเพคะ” น้ำเสี่ยงที่สั่นเครือด้วยความร้อนรน จนเห็นได้ชัดจากธารกำนัล ที่วิ่งมาอย่างกุลีกุจอ “ยินดีอย่างนั้นสินะ บนความตายในคนของข้างั้นรึ หึ..”

    เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างจากสถานที่ประทับของสตรีนางนี้ ก็ไม่ได้เงียบงันเช่นภายในห้อง มหานครใหญ่อย่างสิงหตินาคปุระ กลับเต็มไปด้วยผู้คนเฉลิมฉลอง กันอย่างเอิกเกริก เสียงกลองมโหระทึกดังขึ้นไม่ขาดสาย ทั้งไม่ใช่เพื่อการประกาศ หรือเตือนภัย เป็นแต่เพียงความคึกคะนองดีใจ ของชนทั้งหลายทั้งปวงในที่นี้

    “แม่เมืองสุรางคนาเจ้าจงเจริญ!! จงเจริญ” เสียงหมู่ชนประกาศร้องแซ่ซ้องสรรเสริญดังไปทั่วท้องถนน “ยายๆ เป็นได๋เพิ่นคือฮ้องสรรเสริญแม่เมืองศรีสุรางคน์เจ้า” เด็กน้อยคนหนึ่งบนท้องถนน เอ่ยถามยายของเขา ยายตอบหลานว่า “ก็แม่เมืองศรีสุรางคน์เจ้า เปิ่นเป็นนางฟ้ามาขับไล่ตั้วเสนียดไปจากเมืองเฮา ละกะเอาลูกมันมาฮื้ออาหารแจกจ่ายให้เฮาพ่อง พ่อขุนเมืองชัยชนะเปิ่นจึงชนะศึกเมืองทมิฬได้สมบัติแก้วมาสู่เมืองเฮา” เด็กน้อยยังไม่ทันสิ้นสงสัยธารกำนัลของแม่เมืองสุรางคนาก็มาถึงตรงหน้าพลันตักแบ่งเนื้อแกงในหม้อใหญ่ออกให้ “อ่าวรับไปจ้ะ ยายและหนูน้อยกินให้อร่อยนะจ๊ะ อาหารพระราชทานเชียวนะ” มโหระทึกดังรัวประสานกันกับเสียงโห่ร้อง “พ่อขุนเมืองไชยันต์จงเจริญ!! จงเจริญ”

    ขณะปวงชนกำลังเฉลิมฉลอง คล้ายจะแยกไม่ออกระหว่างอาการเมามายไปกับน้ำจัณฑ์ หรือกำลังเมาเนื้อที่ไม่ควรกินกันแน่ “โอ้ยเป็นได๋พ่อง คือเมาซั่นติ” ชายหนึ่งหญิงสองกำลังหยอกล้อกันอย่างมีความสุข “เมาจั๋งได๋ละ บ่ได้ร่ำน้ำจั้นสิเมาจั๋งได๋ก๋า” หญิงอีกนางเสื้อผ้าหลุดลุ่ย เปลือยเปล่ากล่าวออกมาจากชานบ้านซ้ำว่า “พี่จ๋าน้องบ่ได๋เมา พี่นั่นแหละเมา บ่เชื่อก็มาเฮ็ดกันเบิ่งแหมะ....”

    ขบวนร่ายร่ำ เต็มไปด้วยน้ำจัณฑ์ และอาหารที่ประกอบจากเนื้อสีเผือก “เนื้อนี้ก็แปลกแท้ จะเฮ้ดย่าง เฮ้ดต้ม เฮ้ดนึ่ง ก็นิ่มฟูแซ่บหลายเด้ สงสัยเพราะมันเป็นเนื้อลูกนังจิ้งจอก นี่ถ้าเราเอาแม่มันมากินได้ มันคือสิแซ่บหลาย วะสู” ทหารเฝ้าหน้าห้องเครื่องสนทนากันอย่างสนุกปาก “เห้ยย!!!! ว่าซ่าน มันสิเสียของเด้ ก่อนสิกินมัน เราน่าจะหยอกล้อเล่นกับมันก่อนติละสู ฮ่าๆๆๆๆ” ทหารหนึ่งนายทำหน้าเจื่อนๆ มองสอดรอบๆ ว่ามีใครผ่านมาหรือไม่ “อยากหัวขาดติละสู บ่เอานำเด้อ.... อีนี่มันมีวิชาอาคมเด้ ถึงขั้นพ่อขุนเมืองไชยหลงหัวปักหัวปำ แถมมันยังมีวิชาฆ่าคนได้ในพริบตา บ่เอาเด้อๆๆๆ”

    ทหารนายอื่นที่เดินผ่าน เมื่อได้ยินพลห้องเครื่องสนทนากันอย่างเมามาย ก็ตกใจรีบกวาดมือเข้าปิดปากสหายของตน “บักพาก มึงอย่าเว้าถึงท่านกุนซือจั๋งซั่น กูสิบอกเมิง พ่อขุนเมืองไชยเพิ่นยังบ่ได้ปล๊ดแม่เมืองนรสิงจากตำแหน่งกุนซือน้อยเด้ ข่อยว่าพระแม่เจ้าเพิ่นทรงสิเฮ้ดทั้งเหมิดนี้ผู้เดียว มันกะยังบ่แน่ บ่มีหลักฐานว่าเสือเผือกนั่นลูกไผ เกิดเป็นลูกพ่อขุนเมืองไชยกับท่านกุนซือขึ้นมาจริงๆ มึงสิหัวขาดเอาเด้อ!!!”

    ณ ตำหนักใหญ่ใจกลางเมืองสิงหตินาคะปุระ ซึ่งรายรอบไปด้วยทัศนียภาพงดงามปานแดนเซียน ภาพของบัวบึงมรกตโอบล้อมศาลาที่พำนักแห่งหนึ่ง ปรากฏร่างคู่ชายหญิงอันเหมาะสมราวกิ่งทองใบหยก

    “น้องหญิง นี่เจ้าทำอะไรลงไป” หญิงสาวที่งดงามดังหยก ร่างสะโอดสะองสวยงามราวเทพยดา เมื่อรวมเข้ากับทัศนีย์ภาพตรงหน้าแล้ว ยิ่งเสริมให้บุคลิกที่งดงามเช่นนางฟ้าอัปสรามาจุติ

    “ท่านพี่ นั่นคือสิ่งอันตรายมันเป็นเสือ ที่จะกินคนเมือง น้องต้องการให้ผู้คนมีขวัญกำลังใจ ท่านพี่ก็รู้ว่า นางจิ้ง... แม่เมืองนรสิงห์นั่นเป็นปิศาจ ทรงเห็นแล้วไม่ใช่หรือเพคะ” ความงามราวดรุณีหยกร่วมกับบรรยากาศละเอียดละออนี้ หากไร้ซึ่งสำเนียงก็คงจะเป็นภาพเขียนที่มีคุณค่ามหาศาลของแม่เมืองศรีมหาสุรางคน์ ทว่าสุรเสียงส่อเสียดนั้น กลับทำให้บรรยากาศอับเฉาลง ปรากฏชัดบนใบหน้าบุรุษผู้หนึ่งนั้น

    “พอเถอะสุรางคนา พี่บอกแล้วนางไม่ใช่คนที่เจ้าคิดจะต่อกรได้ การกระทำนี้เจ้าทำให้พี่และทั้งเมืองต้องลำบาก เจ้ารู้หรือไม่แม้พี่เองแท้แล้วก็ยังอาจพ่ายต่อมนต์ของนางได้” ผู้กล่าวนี้ รูปร่างแผ่ผายสมส่วนแห่งมหาบุรุษ ยืนอยู่ในชุดเกราะใบหน้าของเขาแม้จะกรำไปด้วยแดดและเหงื่อบ้าง แต่ยังคงดูสง่างามสมแก่เกียรติแห่งกษัตริย์ ที่พึ่งเดินทางกลับเมืองมาพร้อมชัยชนะจากแดนไกล

    แม่เมืองศรีสุราคนา กำลังจ้องมองไปยังผู้ที่อยู่เบื้องหน้า “ท่านพี่ ท่านคือกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่มีสิ่งใดจะต้องเกรงเล่า ข้าสุรางคนาของท่าน ตลอดชีวิตอยู่เพื่อท่าน ข้าไม่เกรงกลัวสิ่งใด ข้าเชื่อในท่านพี่” วาจาที่ตึงเครียดค่อยๆ เบาบางลงด้วยท่าทีอ่อนหวานละมุนละม่อม พลางสวมกอดพ่อขุนเมือง ตัวนางที่บอบบางกว่าบุรุษ พาให้ศีรษะซบลงตรงอกของเขาพอดี ทว่าบรรยากาศนี้กลับทำให้สีหน้าหนักอึ้งของไชย์ยันติผ่อนลงเพียงครึ่งเท่านั้น “สุรางคนา พี่มีกิจต้องไปทำ แล้วจะกลับมาหาเจ้า รอพี่ก่อนหนาน้องหญิง” นารีที่นุ่มนวลดั่งปุยฝ้ายจะทำสิ่งใดได้ เมื่อไม่สามารถมัดใจบุรุษให้อ่อนลง

    “เพค่ะท่านพี่ หม่อมฉันจะไปจัดเตรียมงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้” แม่เมืองสุรางคนากล่าวไม่ทันจบถ้อยความ บุรุษผละตัวออก “พอก่อนน้องหญิง พี่ขอให้งดเว้นงานเฉลิมฉลองเพราะกาลนี้ยังไม่เหมาะสมนัก”

    ความน้อยใจแสดงออกมาทางสีหน้านางน้อย “พี่ท่าน ยังอาลัยอาวรณ์ในแม่เมืองนรสิงห์ แต่ไม่สนใจชาวเมืองและน้องหรือเพคะ เวลานี้ผู้คนต้องการขวัญกำลังใจนะเพคะ”

    ยังไม่ทันจบความ พ่อขุนเมืองไชย์ยันติก็สวนกล่าวนาง “ออกไปก่อนพี่ต้องการอยู่ลำพัง” นางจึงทำได้เพียงยอมรับและเดินจากไป “เพคะ”

    บรรยากาศเงียบงันผิดสังเกต เกิดปะทุลมกรรโชกพัดผ่านตัวพ่อขุนเมืองไชยยันติ ถุงหอมที่ปักลวดลายชนพื้นเมืองทมิฬไว้อย่างละเมียดสวยงาม พลันร่วงหล่นจากที่คล้องติดตัวไว้ เขารู้สึกคล้ายกำลังมีบางสิ่งมากล่าวอำลา “แม้กระทั่งถุงหอมเจ้าก็จะไม่เหลือให้พี่ได้เก็บไว้ใช่หรือไม่..น้องหญิงนรสิงห์”

    ทหารนายหนึ่งรีบรุดเข้ามารายงานสถานการณ์ในเมืองทั้งหมด “นายทหารเจ้าจงรับคำสั่งข้าปกป้องเขตสงวนนั้นไว้อย่าให้คนใดเข้าไปยุ่งได้แม้สักคนเดียว” พ่อขุนเมืองไชย์ยันติ วิ่งออกไปอย่างรีบร้อน ในมือยังคงกำถุงหอมเอาไว้แน่นหนา “นรสิงห์ เจ้ารอข้าก่อน” ....

    “แม่เมืองนรสิงห์ พ่อขุนเมืองช...ชะ...ไช มาแล้...วเพคะ ว้ายยยย แม่เมืองง ตา...ตายแล้ว” น้ำเสียงนั้นของธารกำนัลที่แยกไม่ออกระหว่างความกลัว หรือความจงรักภักดีอุทานออกมาอย่างตกใจ “ชะ...ช..ช่วยด้วย วิญญา....ณ” พลันเป็นลมสิ้นสติไป “เช่นนี้สินะชีวิตข้าในชาติภพนี้จบลงแล้วสินะ จบโดยบริวารญาติมิตรข้าล้วนถูกทำลายเช่นนี้สินะ งั้นเจ้าก็จงรับการพิพากษาจากคำพิพากษาของข้า ลาก่อน สิงหตินคร...”
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 มิถุนายน 2022
  4. สตธศร

    สตธศร Namo Amithapho

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    707
    ค่าพลัง:
    +1,537
    บทที่ 2 ปรโลก

    “น้ำแกงกลืนระทมจ้า น้ำแกงกลืนระทม”
    เสียงเจื้อยแจ้วจำนรรจากู่ร้องประกาศ บนถนนคนเดินสองข้างทางปรากฏร้านค้าหาบเร่แผงลอยวางข้าวของมากมายเรียงรายกันไปคล้ายตลาด ตั้งอยู่คละเคล้ากับฉากหลังคือสถาปัตยกรรมโดยรอบ เป็นอาคารที่สร้างติดๆ กันแม้จะมีลักษณะภายนอกแข็งแรง แต่ก็เป็นงานที่ดูงดงามสบายตาเนื่องจากการประดับประดาแบบผสมผสานตะวันตกและตะวันออกอย่างลงตัว มีสถานที่หนึ่งโอ่อ่าคล้ายวังตั้งอยู่บนที่ราบสูงชันขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะดูโดดเด่นไปกว่าสถาปัตยกรรมเหล่านี้ ผู้คนทั้งหลายล้วนสวมเสื้อผ้าที่แตกต่างกันแต่กลับเป็นสีโทนขาวเทาดำสะอาดตาไม่มีสีอื่นเจือผสม ปลายทางข้างหน้าเป็นทวารประตูขนาดใหญ่ หน้าต่างประตูมากมายในเมืองเมื่อมองผ่านออกไปกลับไม่ใช่ทุ่งหญ้าป่าเขา แต่เป็นดวงดาวและภาพของจักรวาลที่งดงามหลากหลาย ในบรรยากาศอันสบายตา กลับปรากฏหญิงชรานางหนึ่งลักษณะการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด เด่นชัดต่างจากผู้อื่นในท้องตลาด มือหนึ่งถือแว่นขยาย มือหนึ่งถือแก้วน้ำแกง ด้านหลังเป็นร้านแผงลอยที่วางกาน้ำชาและอุปกรณ์อื่นๆ ไว้อย่างรกรุงรัง หญิงแก่เอ่ยถามบุคคลตรงหน้าของนาง

    “แม่หนูไม่พูดไม่จา พึ่งเคยมาที่นี่สินะ เจ้ามีปลายทางจะไปไหนกันแม่หนูน้อย”

    สตรีที่ถูกท้วงหันกลับไปมองผู้ถามด้วยสายตาไร้ชีวิตชีวาคล้ายภาพสุดท้ายก่อนตายของนาง “ไปไหนได้... ช่างอัปยศ ภพชาติที่ผ่านมาของข้า ไปเกิดใหม่ก็คงจะเป็นทางออก” ครั้นกล่าวจบสตรีนางนี้ก็หยิบน้ำแกงในมือหญิงชราไปดื่ม

    “พูดจาห้วนจริงๆ สงสัยสมัยที่เจ้ามาคงจะไม่น่าอภิรมย์สินะ ที่โลกวิญญาณนี่ ต้องจ่ายพลังทิพย์เป็นการแลกเปลี่ยนกันนะแม่หนู แต่แม่หนูคงมีเยอะไม่เบาในชาติที่แล้วมา.....อ้าวเดินไปแล้วนั่น!!! น้ำแกง!!!! น้ำแกงลืมระทมพ่อหนุ่ม สงสัยจะมาจากที่เดียวกัน คนสมัยนั้นไม่สนใจคนแก่จริงๆ”

    ตามหลังสตรีที่เดินไปอย่างไร้ชีวิตนั่น ปรากฎหนุ่มรูปงามสะดุดตา ผิวพรรณเปล่งประกายดังเพชร ร่างสูงโปร่ง ดวงตาเรียวยาวได้รูปงดงามเช่นมังกร เมื่อมองเข้าไปนัยน์ตาละม้ายวิญญาณบริสุทธิ์ประดุจดั่งทารกแรกเกิด ทว่าชายหนุ่มกลับแต่งกายด้วยผ้านุ่งเพียงผืนเดียว

    “โอ้วไม่นะพ่อหนุ่ม นั่นไม่ใช่ว่าเจ้าพึ่งเกิดใหม่สินะ” หญิงชราหยิบแว่นขยายมาส่องไปยังชายหนุ่มและสตรีที่เดินอยู่ก่อนหน้าของเขาสลับไปมา “นี่มันมหาภูตศาสตรา... เจ้าเด็กนี่ปลุกภูตได้รึนี่ น่าสนใจๆ น่าสนใจจริงๆ”

    ไม่นานหญิงชราก็เปลี่ยนร่างกลายเป็นเด็กน้อย ดูจะมีอายุราวๆ 12-13 ขวบ พร้อมรวบคว้าชุดสีขาวงดงาม และวัตถุบางอย่างคล้ายกับสร้อยที่ถักผสมอัญมณีต่างๆ วิ่งตรงไปยังบุรุษผู้นั้น

    “พี่ชายๆ ตามแม่หญิงคนนั้นมาหรือครับ พี่ชายรับนี่ไปแลกกับอันนั้นได้ไหม.”

    เด็กน้อยพลันชี้ไปที่ผ้านุ่งของเขา บุรุษกำลังจะถอดผ้าผืนเดียวนั้นให้เด็กน้อย “ไม่ๆ!!!! ไม่ได้นะพี่ชาย” จากเด็กน้อยก็กลับกลายร่างเป็นชายวัยกลางคน “นี่ไงเจ้าเห็นไหม บุรุษต้องไม่ล่อนจ้อน ถ้าเจ้าถอดผ้าออกมาล่อนจ้อน เจ้าก็จะถูกเข้าใจว่าเป็นผีเร่ร่อน....” พลางเดินเข้ามาแนบประชิดตัวบุรุษผู้กำลังจะทำการเปลือยเปล่าร่างกายของเขา “นี่เจ้าจะยอมแลกเปลี่ยนกับข้านิดๆ หน่อยๆ เจ้าก็ไม่ต้องทำเช่นนั้น น่าอับอายๆ มาเถอะๆ หลับตาลง” จากนั้นชายวัยกลางคนเพียงดีดนิ้วก็ทำให้เสื้อผ้าของบุรุษตรงหน้า ดูงดงามราวกับเทพเซียน

    “สงสัยคงจะไม่รู้ภาษาสื่อสารด้วยสินะ ข้าโม่ซือไม่แล้งน้ำใจๆ งั้นเอานี่ไป น้ำค้างแห่งความรู้ ฮ่าๆๆ”

    ชายวัยกลางผู้เรียกตัวเองว่าโม่ซือ หันคว้าขวดแก้วเล็กๆ ที่เขียนไว้ว่าหมื่นน้ำค้างหลันฮวาจากแดนอัปสรา ณ ร้านแผงลอยของเขา แล้วเปิดปากขวดหยาดไอบางๆ ลงบนฝ่ามือซ้าย กวัดไกวหัตถ์ขวาไปมาบนอากาศสองสามครั้งประสานเข้ากับการเคลื่อนไหวสลับซ้ายขวาอย่างสมดุล ไม่นานพลันปรากฏ เมล็ดน้ำค้าง ขนาดเท่าลูกกลอนบนฝ่ามือ จากนั้นใช้เพียงสองนิ้วตวัดเข้าไปอย่างรวดเร็วที่จุดเถียนเซียนหรือหน้าผากของบุรุษ ดวงตาบุรุษเบิกโพลงตื่นสว่างขึ้น ณ บัดดล “สัตยามูระ ชื่อของข้า”

    หญิงสาวที่มุ่งหน้าย่างสู่ประตูทวารบานใหญ่ หยุดเยื้องก้าว พลางหวนกลับ ระหว่างจ้ำเดินผ่านหน้าชายหนุ่มผู้เรียกตนว่า สัตยามูระ นางมิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด เพียงแต่มองจ้องแล้วเดินผ่านไปยังโรงน้ำชาเบื้องหลังบุรุษนั้น

    “เจ้าหนุ่ม นางจำเจ้าไม่ได้หรอกเพราะนางดื่มน้ำลืมระทมของข้าแล้ว”

    สายตาชายหนุ่มซึ่งทอดมองตามหญิงสาว พลันเหลียวกลับมายังโม่ซือทันควัน “นิ น้องชายเจ้าดูสิ นางจำไม่ได้ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ นางจำได้เจ้าจะทำ...” ยังไม่ทันกล่าวจบ สัตยามูระเดินดิ่งไปยืน ยังเบื้องหน้านางผู้นั้น “เจ้าต. ต.ติดดด..หนี้ข้า” โม่ซือเริ่มสังเกตเห็น ผลค้างเคียงจากยาของเขา “หรือวิชาเซียนปรุงยาของข้าจะมีปัญหา ไม่สิๆ ทำไมเจ้าถึงติดอ่างได้ละ” เขาพูดพลาง ครุ่นคิด เดินไปมา ใกล้แผ่นหลังชายหนุ่มนั้น

    “เจ้าบ้า ข้าไม่รู้จักเจ้าจะไปติดหนี้เจ้าตอนไหน ออกไปซะ ก่อนข้าจะถีบส่งออกไป”

    หญิงสาวในชุดโต๊ะโรงน้ำชาบริเวณที่จัดไว้บริการลูกค้าบุญ-บารมีชั้นเลิศ กล่าวกับชายหนุ่มด้วยสีหน้าแววตาที่เบิกโพลงสุกสว่างสดใสแต่แฝงไว้ซึ่งความดุดันเช่นเก่าก่อน เปลี่ยนจากสภาวะเมื่อเข้ามาในแดนสถานแห่งนี้แรกๆ อย่างสิ้นเชิง “อภิโถ่! ยายเฒ่าอัปสราหลอกให้ข้าไปจิกของเก๊มาแน่ๆ เลย ไม่ได้ๆ ต้องไปหาของมาแก้ ...อ้าวตีกันซะแล้วพวกท่าน” โม่ซือกล่าว พลางย้ายร่างของเขาไปยังม้านั่งชุดเดียวกันกับโต๊ะน้ำชาของแม่นางท่านนั้น “เจ้านี่นะ จำยายแก่ไม่ได้แล้วหรือ” หญิงสาวมองด้วยความครุ่นคิดพลันหันมาถาม “ท่านคือใครกัน” โม่ซือสีหน้าเจื่อน

    “นี่ข้ากลายเป็นเรื่องระทมที่เจ้าต้องลืมหรือเนี่ย”

    สีหน้าหญิงสาวเปลี่ยนพลางค่อยๆ เผยยิ้มบางๆ ออกมา สัตยามูระได้เห็นรอยยิ้มจริงใจที่นางปรารถนาก่อนสิ้นลง นั่นเป็นภาพจิตปีติแรกที่เขาพบในรอบกลางถึงปลายชีวิต และหลังความตายของนาง “โม่ซือหรือ... ยังชอบใช้ชื่อจีนอยู่สินะ ข้าอาจจะหลอกล้อท่านเล่น เหมือนที่ท่านหลอกเจ้าหนุ่มคนนั้นไปๆ มาไง โม่ซือ” โม่ซือนึกอยู่ชั่วครู่ คิดวนเวียนว่าจะมีใครกล้าหลอกจิ้งจอกเฒ่าอย่างเขาได้ “อะไรกันนี่เจ้าหลอกข้างั้นหรือ ข้าจิ้งจอกเฒ่าจะถูกใครหลอกได้ ห๊ะ” ชายหนุ่มยังคงยืนงงๆ อยู่ท่ามกลางบรรยากาศตรงนั้น

    “ในสี่สมุทรหกดินแดนจิ้งจอกแสนซนอย่างท่านจะมีใครหลอกลวงได้ลงนอกจาก....” โม่ซือถึงกับคืนร่างจิ้งจอก แสดงท่าทีเหมือนเด็กน้อยกำลังได้ขนมถูกใจ “ท่านป้าอู๋หมิง” น้ำเสียงดีใจของเด็กน้อย ทำให้เขายิ่งน่าเอ็นดู “ที่แท้ข้าว่าแล้วว่าทำไมช่างดูคุ้นเคยนัก แล้วดูนี่สิท่านไปทำอะไรมาข้าถึงหากลิ่นปราณท่านไม่พบเลย พลังของท่านหายไปไหนหมด... ท่านรู้ไหมตอนนี้ทั้งสวรรค์ล้วนตามหาให้ท่านกลับไปผ่านพิธีเลือกคู่ หลังจากจบภพมนุษย์นั้น พวกเราก็หาท่านไม่เจออีกเลย...” โม่ซือน้อยกล่าว สายตาของสัตยามูระ ยังคงแปลกใจในตัวพี่โม่ซือของเขา ชายคนนี้ยังมีอะไรให้แปลกใจได้อีกบ้าง

    “นั่งก่อนๆ น้องชาย ไม่ต้องตกใจ ข้าน่ะเป็นภูตจิ้งจอกที่ใจดีแต่ชอบสนุกไปนิด ไม่ใช่วิญญาณที่น่ากลัวเลยนะ เอ๊ะ!! เจ้ามากับท่านป้าหรือเจ้าจะเป็น อาข้า รึเป็นลุง ..น้า ยังไงน้า..”

    หญิงสาวเริ่มจ้องมองไปที่สัตยามูระ “เจ้าโง่ นามเจ้า คืออะไรนะพูดอีกทีสิ” ชายหนุ่มจากสีหน้าเรียบเฉย ค่อยเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วเข้าหากัน พลันตอบหญิงสาวไปว่า “เจ้า..ติด น... หนี้..ข้า” หญิงสาวไม่รีรอเตรียมจะทำตามคำกล่าว หมายจะถีบส่งเขาออกจากโรงน้ำชาแห่งนี้

    “ท่านป้าใจเย็นก่อน ท่านนึกดีๆ สิท่านจำเขา จำสัญญาต่อเขาไม่ได้เลยจริงๆ หรือ? พ่อหนุ่มนี่รึ จะโชคร้ายถูกรวมเป็นเรื่องระทมของท่านซ่ะแล้ว”

    หญิงสาวสงบลง ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง “ข้าจำได้ว่า ข้ามีเครื่องดนตรีและอาวุธที่ชื่อสัตยามูระในสมัยที่ข้าไปเกิดเป็นสิงคัมเดวีในเผ่าทมิฬ อื้มม... ชื่อคล้ายเจ้านี้จริงๆ ด้วยนะ หรือเจ้านี่จะแอบอ้าง..” โม่ซือน้อยรีบตอบอู๋หมิง “ถูกต้องแล้ว เขาก็คือมหาภูตที่เกิดจากอาวุธของท่านเพราะท่านมอบวิญญาณขันธ์และเลือดให้เขาส่วนหนึ่ง แต่ดูเหมือนท่านจะทำโดยสภาพจิตใจที่ไม่สมบูรณ์ในตอนนั้น เขาเลยออกมาสภาพเป็นแบบนี้ไง”

    สายตาทั้งหมดบนโต๊ะสนทนา มองไปยังสัตยามูระที่กำลังขมวดคิ้ว “เจ้าตต..ติด หนี้ ข้า” ได้ยินดังนั้น อู๋หมิงถึงกับถอนหายใจ “เจ้าโม่ซือ ผ่านมาขนาดนี้ยังปรุงยาไม่ได้เรื่องจริงๆ สินะ” โม่ซือมีสีหน้าขวยอาย

    “ข้าไม่ได้ทำผิดพลาดในขั้นตอนปรุงยาเลยจริงๆ นะ แต่วัตถุดิบที่ข้าไปเอามา มันเป็นของเก้ อย่างแน่นวล”

    หญิงสาวดีดมือลงเบาๆ ที่หูของโม่ซือด้วยความเอ็นดู “เจ้าเด็กโง่ ขโมยมาก็สมควรแล้ว นิสัยชอบสะสมของทิพย์ของเจ้าจักรวาลคงจะกองไปด้วยขยะที่เจ้าซุกซ่อนไว้แล้วล่ะสิ..” อู๋หมิงพูดพลางหัวเราะหยอกเบาๆ “เราควรจะทำให้เขามีขันธ์สมบูรณ์ดีไหม ดูสิตอนนี้เขาเป็นแค่ภูตอ๊องๆ ไปแล้ว” โม่ซือครุ่นคิดข้างหนึ่งฟุบลงเท้าโต๊ะ หนึ่งมือตั้งขึ้นเกยคาง เพ่งพิศไปมาระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาว “ข้าคิดออกแล้ว!!!! ข้าว่าท่านคงจะทำปราณฤทัยดอกบัวของพระมารดาหนี่ว์วาหายไป ทำให้พลังของท่านซี้แหงแก๋ไปด้วย ...แต่ความจำท่านเรื่องที่ระทมได้ถูกลืมไปแล้วด้วยฤทธิ์ยาดับระทม.... งั้นเราคงจะต้องพึ่งพาแก้วประสานวิญญาณเพื่อเข้าไปค้นหาผ่านความทรงจำของท่านป้าเพียงแต่...”



    สีหน้าของสัตยามูระดูเหมือนจะไม่ต้องการให้นางทำเช่นนั้น จู่ๆ ชายหนุ่มลุกพรวดพราด พลันดึงมือหญิงสาวตรงหน้า ออกจากโรงน้ำชาทันที “เจ้... ติ ...ด.. ห ....นี้...ข้า”

    น้ำเสียงของเขาดูเหมือนพยายามแสดงความหนักแน่น แม้จะลดอาการติดอ่างลงได้นิดหน่อยแต่ก็ยังคงเป็นข้อความที่เหมือนเด็กหัดพูด “ได้ เจ้าทึ่ม นี่เป็นปัญหาของข้าและข้าจะต้องรับผิดชอบเจ้าอย่างแน่นอน ข้าอู๋หมิงคนนี้จะชดใช้ให้เจ้าเอง” โม่ซือน้อยตามออกมาหน้าโรงน้ำชา สวมคว้าแขนบุคคลทั้งสองเข้าไว้ด้วยกัน

    “พอแล้วๆ ไม่ลองก็ไม่รู้ งั้นไปดูกันซักตั้ง”

    โม่ซือเพียงหลับตาชั่วขณะ ทั้งสามก็ปรากฎยังสถานที่แห่งหนึ่ง แม้จะเต็มไปด้วยความงดงามของกลุ่มดาวในท้องฟ้า แต่ลักษณะของทิพย์ล่องลอยอยู่เกะกะคล้ายถังขยะอวกาศ มองภายนอกไม่เหมือนจะเป็นของสะสมล้ำค่า กระจัดกระจายทั่วไปไม่มีหมวดหมู่ “เดี๋ยวนะ ขอข้าหาก่อนๆ” โม่ซือพยายามค้นหา บางสิ่งในสถานที่แห่งนี้กลับทำให้อู๋หมิงอึ้งชะงักในกิจกรรมของหลาน

    ในที่สุดโม่ซือก็พบสิ่งนั้น “เจอแล้วทุกท่านพวกท่านพร้อมหรือยัง หนึ่งในของแรร์ไอเทมของข้า ข้าเอามาเก็บไว้กลางเขาจักรวาล ฮ่าๆๆๆ” เงียบสงบไปครู่ อู๋หมิงจึงเอ่ยออกมา “เจ้าเด็กคนนี้ สะสมสมบัติคือความรกจริงๆ” โม่ซือน้อยขวยเขินขึ้น “ท่านป้าอู๋หมิง...” น้ำเสียงเบาๆ คล้ายกำลังโอดครวญกลบเกลื่อนอาการอาย “เอาล่ะแต่พลังเซียนของข้าไม่ด้อยเลยนะ งั้นเรามาเริ่มกันตั้งแต่ต้นเลยแล้วกัน ตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ที่ท่านจะลงไปจุติยังแดนมนุษย์”

    ติดตามอ่านต่อได้ที่
    https://writer.dek-d.com/taleafterlife/writer/view.php?id=2317246
    https://www.readawrite.com/a/Z4u2l0-หมื่นปรารถนาหวนคะนึงคมศาส
    https://www.joylada.com/story/629625010335f0e067d7933c
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 มิถุนายน 2022

แชร์หน้านี้

Loading...