บทความให้กำลังใจ(นิทานพื้นบ้าน คติสอนใจ)

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 8 พฤษภาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    Dogtell.jpg
    มาฟังแม่สุนัขกับลูกสุนัขคุยกัน
    (นิทานคำกลอนของท่านพุทธทาสภิกขุ)

    เมื่อมนุษย์ทั้งหลายเบื่อที่จะเข้าวัด แม่หมาตัวหนึ่งก็พาลูกหมาไปฟังเทศน์
    ทางที่จะเข้าวัดนั้นต้องผ่านป่าช้าที่ทิ้งศพมนุษย์ ด้วยความเคารพในธรรม
    แม่หมาจึงเร่งลูกเพราะกลัวจะไปสายส่วนลูกหมานั้นกำลั งหิว จึงขอกินศพก่อน

    … ผู้อ่านลองฟังคำโต้ตอบของหมาแม่ลูกคู่นี้ดู …

    แม่หมา : เจ้าจะกินตรงไหนไวบอกแม่
    ลูกหมา : รสเลิศแท้ตาผีไม่มีสอง

    แม่หมา : อย่าเลยลูก ตามันแส่แต่มอง ทั้งโขนหนังนั่งจ้องกระจกเงา จะหาแลแต่สิ่งที่สวยงาม อย่าน่ะ...เจ้าจะทรามขืนกินเข้า
    ลูกหมา : ถ้าอย่างนั้นฉันกินหูมันได้ไหมเล่า

    แม่หมา : หูมันเฝ้าแต่จะฟังเสียงสอพลอ
    ลูกหมา : (รำพึง) แม่จ๋า หูมันคงไม่ฟังพระสั่งสอน
    ลูกขอวอนกินจมูกได้ไหมหนอ

    แม่หมา : อย่าเลย ถ้าเจ้าหยิ่งในเหล่ากอ มันชอบพอแต่จะดมกลิ่นดีๆ
    ลูกหมา : ถ้าอย่างนั้นลูกจะกินลิ้นมันนะ

    แม่หมา : ตายละ...สับปลับ ปล้อนปลิ้นลิ้นคนนี่ ปากว่า ชอบนิพพานอย่างโน้นนี้ แท้จริงซิ สังสารวัฏฏ์ เต็มอัตรา
    ลูกหมา : ถ้าอย่างนั้นฉันกินมือได้ไหมแม่

    แม่หมา : อับ-ปรีย์ แท้เทียวลูก มือคนหนา หน้าไหว้หลังหลอกต่อครูบา ทั้งเข่นฆ่าเฆี่ยนตีพ่อแม่ตัว
    ลูกหมา : ถ้าอย่างนั้นลูกขอกัดกินตีนของมัน
    แม่หมา : ลูกเอ๋ยนั้นมันร้ายอยู่ใช่ชั่ว ไม่ย่างเท้าเข้าฟังธรรมประจำตัว เดินไปทั่วแต่ทางแห่งอบาย
    ลูกหมา : แม่จ๋าลูกขอกินหัวใจผี(นะแม่นะ)

    แม่หมา : (ขนตั้งชัน) หยุดนะอย่านะนั้น กาลีน่าใจหาย ตัวกู-ของกู อยู่นั้น นะลูกชาย ใจคนร้ายโสมมเสียสิ้นดี...
    นั้นแหละ ลูกหมาที่น่าสงสารจึงได้รู้จักสัตว์ที่เรียกตนเองว่า "มนุษย์" ซึ่งแปลว่า
    "มีใจสูง" ดีขึ้น จึงจ้องมองดูศพด้วยดวงตาเหยียดหยาม ถ่มเขฬะรดแล้วว่า….

    "อ้ายมนุษย์ชาติชั่วเรียกตัวว่ามนุษย์
    ผลที่สุดไม่มีดีอะไรนี่
    อนิจจาหมาไม่กินขำสิ้นดี
    เสียแรงที่ฉลาดอ้ายชาติคน"

    "ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ...สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว"
    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=17330
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    ตายกี่ชาติก็ขาดเธอไม่ได้
    ปัจจุบันนี้มีเรื่องร้ายๆ ให้ได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็นอยู่เสมอๆ เรื่องร้ายๆ ส่วนใหญ่มักเกิดจากตัณหาตัวเดียว ตัณหาที่ทำให้คนต้องอยู่ในห้วงแห่งอวิชชา หน้ามืดตามัว เห็นผิดเป็นชอบ ประกอบกรรมชั่วร้าย

    มีชาย ๒ คนพี่น้อง คนผู้พี่มีภรรยาแล้ว ส่วนผู้น้องนั้นก็ไปคบหาทำชู้กับพี่สะใภ้ พี่สะใภ้เกิดอาการหลงรักผู้น้องขึ้น จึงยุยงให้น้องฆ่าพี่เสียจะได้อยู่ด้วยกันอยางมีความสุข ฝ่ายน้องชายด้วยความรักที่ท่วมทับอย่างโงศีรษะไม่ขึ้นจึงเชื่อนางอย่างสนิทใจหวังจะได้อยู่ร่วมชายคาฉันผู้ผัวตัวเมียกับพี่สะใภ้

    พี่ชายนั้น เมื่อถูกฆ่าตาย เขาได้คิดถึงความรักที่เฝ้าฟูมฝักต่อนางตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้ทำให้เกิดความรักยิ่งในนาง ด้วยความนั้นเอง ทำให้เขามาบังเกิดเป็นงูเขียวอยู่ที่เรือนหลังนั้น ไม่ว่านางผู้เคยเป็นภรรยาจะนั่งในที่ไหน งูเขียวคงวนเวียนไปใกล้ๆ นางด้วยความรักใคร่อยู่ไม่ห่าง

    แต่แล้วเหตุการณ์ซ้ำสองก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เหมือนเหตุการณ์ที่หน้ารัฐสภาที่วนเวียนเกิดขึ้นไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าระหว่างผู้มีอิทธิพลกับคนจนติดดิน...เมื่อนางบังเกิดโทสะฆ่างูเขียวซึ่งอดีตคือสามีของนางเสีย

    ฝ่ายงูเขียวครั้นตายแล้ว ก็ยังมิวานจืดจางความรักที่มีต่อนางได้ จึงมาบังเกิดเป็นสุนัขอยู่ในบ้านนั้นนั่นเอง

    ครั้นสุนัขนั้นเจริญเติบใหญ่ก็บังเกิดความรักใคร่หญิงนั้นอีก ไม่ว่านางจะไปไหน ก็คอยติดสอยห้อยตามไปเสียทุกที จนคนทั้งหลายพากันหัวเราะเยาะเย้ยว่านั่นพรานสุนัขไปแล้วๆๆ จนนางหมดความอดทน เธอสวนวิญญาณฆาตกรอีกครั้ง

    สุนัขผู้โชคร้ายจึงกลายเป็นศพในเวลาต่อมา

    สุนัขนั้น แม้เมื่อตายก็มิได้หายรักไม่ ยังคงรักนางอยู่ไม่จืดจาง จึงได้มาเกิดเป็นโคอยู่ในบ้านนั้น เมื่อเติบใหญ่ก็มีจิตรักใคร่ในหญิงนั้น จะไปไร่ไถนาก็ติดตามไป จนหญิงนั้นเกิดความไม่พอใจ ฆ่าโคตายไปในที่สุด

    โคผู้น่าสงสาร แม้เกิดมาในกำเนิดแห่งเดรัจฉานแต่มันก็ยังมีความรักที่ได้ฟูมฝักมาแต่ครั้งยังเป็นคน ด้วยความรักอันนั้นจึงได้เกิดในท้องแห่งหญิงนั้นนั่นเอง

    เมื่อนางคลอดบุตรมาแล้ว ปรากฏว่าเป็นชาย ตายายญาติพี่น้องต่างดีใจกันเป็นหนักหนาได้บุตรสักคราละทีนี้ ฝ่ายบุตรนั้น ทันทีที่คลอดออกมาก็ระลึกชาติได้ในหนหลังว่า หญิงผู้เป็นแม่นี้เป็นอริศัตรูกับเราทุกชาติทุกครา ไม่ว่าเราจะเกิดในกำเนิดใดก็ตามจองเวรจองภัยฆ่าไปเสียในทุกครา เมื่อระลึกได้ดังนี้แล้ว จึงไม่ให้หญิงผู้เป็นแม่นั้นจับต้องเลย พอนางจะอุ้มแกก็ร้องไห้จนลั่นบ้าน ตายายจึงนำมาเลี้ยงอุปการะไว้ตลอดมา

    ครั้นทารกนั้นเติบใหญ่สอนพูดจาได้ ตายายจึงไต่ถาม ทารกนั้นจึงบอกความว่า หญิงนี้ไม่ใช่มารดาเป็นหญิงข้าศึก เบียดเบียนฆ่าให้ตายมาหลายชาติแล้ว คนทั้งหลายยายตาได้ฟังหลานเล่าเรื่องราวมาให้ฟังก็รู้เหตุ จึงมีความสังเวชสลดใจแล้วก็เลี้ยงไว้ ครั้นหลานโตใหญ่ตาก็พาหลานไปสู่วิหารแห่งหนึ่ง

    ๒ คนตาหลานก็บวชในพระพุทธศาสนา เจริญพระวิปัสสนาก็ได้สำเร็จพระอรหัต ตัดกิเลสขาดจากxxx ดับขันธ์แล้วเข้าสู่พระนิพพานพ้นจากกองทุกข์...

    ตัณหา ไม่มีใครไม่รู้จัก แต่ส่วนใหญ่รู้กันไม่จริง ปล่อยให้มันครอบงำ เหมือนรู้จักโทษของสุรา ยาเสพติด บุหรี่ เหล้า เบียร์ แต่ก็ยังดื่ม ยังเสพ คนเหล่านั้น ไม่มีใครไม่รู้จักโทษของยาเสพติด แต่พวกเขาปล่อยให้ตัณหาครอบงำ การจะตัดตัวตัณหา ไม่จำเป็นจะต้องสละเรือน ออกบวชอย่างในนิทานธรรมบท แต่การพยายามถอนตัวเองจากอบายมุข และสิ่งไม่ดีทั้งหลาย อันเป็นการไม่สนองแก่ตัณหาตัวเอง ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับการจะห่างจากอบาย

    ****************

    นิทานธรรมะ จากวัดไตรมิตร
    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=751
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    ชายชราทั้งสาม
    ผู้หญิงคนหนึ่งออกมาจากบ้านของเธอ
    และได้เห็นชายชราที่มีเคราสีขาว 3 คน
    นั่งอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้านของเธอ
    เธอไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร เธอพูดกับเขาว่า

    "ฉันไม่คิดว่าฉันรู้จักพวกคุณ
    แต่ท่าทางคุณต้องหิวแน่เลย
    โปรดเข้ามาในบ้านและทานอะไรซักหน่อยเถอะ"

    "สามีของเธออยู่ในบ้านไหม" เขาถาม

    "ไม่" เธอตอบ "เขาออกไปข้างนอก"

    "ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็เขาไปข้างในไม่ได้ดอก" เขาตอบ

    ในตอนเย็น เมื่อสามีเธอกลับมาบ้าน
    เธอเล่าให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

    "ไปบอกพวกเขาซิ ฉันกลับมาบ้านแล้ว
    และเชิญเข้ามาในบ้านเถิด"

    เธอก็ออกไปและเชิญพวกชายชรานั้นให้เข้ามาในบ้าน

    "เราเข้าไปในบ้านพร้อมกันไม่ได้หรอก" เขาตอบ

    "ทำไมล่ะ" เธอถาม

    ชายชราคนหนึ่งอธิบายว่า "เขาชื่อ ความมั่งคั่ง"

    เขาพูดและชี้ไปยังเพื่อนของเขา
    และชี้ไปยังอีกคนหนึ่งว่า

    "เขาคือ ความสำเร็จ และฉันคือ ความรัก"

    เขากล่าวต่อไปว่า

    "บัดนี้ จงเข้าไปข้างในและปรึกษากับสามีของเธอว่า
    คนไหนในพวกเราที่คุณต้องการจะให้เข้าไปในบ้านของคุณ"

    เธอกลับเขามาข้างในและบอกกับสามีของเธอ
    สามีของเธอรู้สึกดีใจมาก

    "วิเศษจริงๆ " เขากล่าว

    "เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะเชิญ ความมั่งคั่ง
    เมื่อเขาอยู่กับเรา บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความมั่งคั่ง"

    ฝ่ายภรรยาไม่เห็นด้วย

    "ที่รัก ทำไมเราไม่เชิญ ความสำเร็จ ล่ะ"

    ขณะนั้นลูกสะใภ้ได้ยินทั้งสองกำลังปรึกษา
    จากมุมหนึ่งของบ้าน เธอก็เข้ามาและแนะนำว่า

    "จะไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าเราเลือก ความรัก
    บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความรักไง"

    "เราฟังสิ่งที่ลูกสะใภ้แนะนำเถอะ"
    สามีกล่าวกับภรรยา

    "ออกไปข้างนอกและเชิญความรัก
    เข้ามาเป็นแขกของเราเถอะ"

    ภรรยาออกไปและถามชายชราทั้ง 3 ว่า

    "ใครคือความรัก โปรดเข้ามา
    และเป็นแขกของเราเถอะ"

    ความรักลุกขึ้นและเดินไปยังบ้าน
    ชายชราอีก 2 คนก็ลุกขึ้นและตามเขาไป
    ด้วยความประหลาดใจ
    ภรรยาถาม ความมั่งคั่ง และความสำเร็จว่า

    "ฉันเชิญเพียงความรัก ทำไมคุณถึงเข้ามาด้วยล่ะ"

    ชายชราตอบพร้อมกันว่า
    "ถ้าคุณเชิญความมั่งคั่ง หรือ ความสำเร็จ
    คนใดคนหนึ่ง อีกสองคนก็จะอยู่ข้างนอก
    แต่เมื่อคุณเชิญความรัก ที่ใดที่เขาไป
    เราจะไปกับเขา ที่ใดมีความรัก
    ที่นั่นก็จะมีความมั่งคั่งและความสำเร็จ"

    คุณมีตัวเลือก 2 ข้อคือ
    1. ปิดมันเสีย 2. เชิญความรัก
    โดยแบ่งปันเรื่องนี้กับทุกคนที่รัก

    (อย่าเอาความมั่งคั่ง, สำเร็จในการงาน
    โดยไม่คำนึงถึงความรักต่อเพื่อนร่วมงาน, สังคม และครอบครัว)

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=7012
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    แม่ไก่ฟังธรรม
    โดย พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ)
    จากหนังสือธรรมะของ พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ ป.ธ. ๙) ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ท่านนำออกมาจากพระไตรปิฏกอีกทีหนึ่ง และชี้ให้เห็นว่าผู้ที่เจริญสมถกรรมฐาน จนได้ฌานไปเกิดอยู่ในพรหมโลกแล้ว เมื่อหมดบุญก็สามารถกลับมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานได้อีก

    มีเรื่องเล่าไว้ว่า ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันธะ มีแม่ไก่ตัวหนึ่งอยู่ในที่ใกล้อาสนะศาลา แม่ไก่ตัวนั้นได้ฟังเสียงประกาศธรรมของภิกษุ ผู้เป็นนักปฏิบัติธรรมรูปหนึ่ง กำลังสาธยายเรื่องวิปัสสนากรรมฐานอยู่ ขณะนั้นเอง เหยี่ยวตัวหนึ่งบินมาโฉบเอาแม่ไก่ไปกินเสีย พอแม่ไก่ตัวนี้ตายไปในขณะที่ฟังธรรมอยู่ จึงได้เกิดมาเป็นพระราชธิดานามว่า อุพพรี และได้ออกบวชในสำนักของปริพาชิกาทั้งหลาย

    วันหนึ่งนางได้เข้าไปสู่ในเว็จกุฎี (ห้องส้วม) ทอดพระเนตรเห็นหมู่หนอนแล้วได้เจริญสมถกรรมฐานโดยเอาหนอนเป็นอารมณ์ เรียกว่า ปุฬุวกสัญญา ได้บรรลุปฐมฌาน เพราะสามารถฝึกสมาธิจนได้ฌาน

    ตายจากชาตินั้นจึงได้ไปเกิดในพรหมโลก อยู่บนนั้นเสียนาน ตายแล้วมาเกิดในตระกูลเศรษฐี จากนั้นก็ตายไปเกิดเป็นลูกนางสุกรในกรุงราชคฤห์ ซึ่งเป็นกาลแห่งพระพุทธเจ้าของเรานี้ พระบรมศาสดาได้ทอดพระเนตรเห็นลูกนางสุกรตัวนั้น จึงทรงแย้มพระโอษฐ์ พระอานนท์เถระจึงได้ทูลถาม พระพุทธองค์จึงได้ตรัสตอบข้อความนั้นทั้งหมด (คือเล่าตั้งแต่แม่ไก่มาถึงลูกนางสุกร) ภิกษุทั้งหลายมีพระอานนท์เป็นประมุขได้สดับเรื่องนั้นแล้ว ต่างพากันสังเวชสลดใจเป็นอันมาก

    พระศาสดายังความสังเวชสลดใจให้เกิดแก่ภิกษุเหล่านั้นแล้ว จึงประกาศโทษแห่งราคะตัณหา ทั้งๆ ที่ประทับยืนอยู่ในระหว่างถนนนั่นเอง ท่านตรัสเป็นพระคาถาแปลเป็นใจความว่า
    “ต้นไม้เมื่อรากไม่มีอันตราย ยังมั่นคง ถึงจะถูกบุคคลตัดแล้ว รากก็ยังขึ้นได้อีก แม้ฉันใดทุกข์นี้ก็ฉันนั้น”

    คือเมื่อตัณหานิสัยอันบุคคลยังขจัดไม่ได้แล้ว ย่อมเกิดขึ้นได้อยู่ร่ำไปเหมือนกันอย่างนั้นหมู่สัตว์เกิดตัณหาผู้ทำความดิ้นรนล้อมไว้แล้ว ย่อมกระเสือกกระสนเหมือนกระต่าย ที่นายพรานดักได้แล้วนั้น เพราะเหตุนั้นผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร หวังธรรมเป็นที่สำรอกกิเลสแก่ตนพึงบรรเทา พึงกำจัด พึงนำออก พึงละตัณหา ผู้กระทำการดิ้นรนนั้นเสียด้วยญาน มีโสดาปัตติมรรคญาน เป็นต้นดังนี้

    ฝ่ายลูกนางสุกรตัวนั้น ตายจากชาตินั้นแล้วได้ไปเกิด ในราชตระกูลในสุวรรณภูมิ ไปเกิดในกรุงพาราณสี เกิดในเรือนพ่อค้าม้าที่ท่าสุปปารกะเกิดในเรือนของกฎุมพีชื่อสุมนะ ในเภกกันตคาม มีชื่อว่าสุมนา ต่อมาบิดาย้ายไปสู่แคว้นทีฆวาปีอยู่ในหมู่บ้านชื่อมหามุนีคาม อำมาตย์ของพระเจ้าทุฏฐคามณี นามว่า ลกุณฏอติมพระไปที่หมู่บ้านนั้นด้วยกิจบางอย่าง เห็นนางสุมนาแล้วเกิดรักใคร่ จึงทำการมงคลให้อย่างใหญ่โต และได้พานางไปสูบ้านมหาปุณณคาม

    ครั้งนั้นพระมหาอตุลเถระเที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านนั้น ยืนอยู่ที่ประตูเรือนของนาง เห็นนางแล้วจึงกล่าวกับภิกษุทั้งหลายว่า

    “ผู้มีอายุทั้งหลายลูกนางสุกรถึงความเป็นภรรยาของอำมาตย์ชื่อลกุณฏอติมพระแล้ว โอ.....น่าอัศจรรย์จริง”

    นางสุมนาเมื่อได้ฟังคำของพระเถระแล้ว สามารถระลึกชาติในอดีตได้ทันทีและเกิดความสลดสังเวชใจเป็นอย่างยิ่ง อ้อนวอนสามีขอบวชในสำนักพระเถรีผู้ประกอบด้วยพละ๕ ด้วอิสริยยศชั้นสูงได้ฟังกถาพรรณนามหาสติปัฏฐานสูตรในติสสมหาวิหาร ได้สำเร็จโสดาปัตติผล

    ภายหลังเมื่อพระเจ้าทุฏฐคามณีทรงปราบทมิฬได้แล้ว พระนางสุมนาเถรีได้เดินทางไปสู่บ้านเภกกันตคามซึ่งเป็นที่อยู่ของมารดาบิดา ขณะอยู่ในบ้านนั้นได้ฟังอาสีวิสูปมสูตรในกัลลกมหาวิหาร จนบรรลุพระอรหันต์ในวันปรินิพพาน นางอันพวกภิกษุณีได้ถามแล้วได้เล่าประวัติทั้งอย่างละเอียดแก่ภิกษุณีสงฆ์ แล้วสนทนากับพระมหาติสสเถระ ผู้กล่าวบทแห่งธรรม ผู้มีปกติอยู่ในมณฑลาราม ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ผู้ประชุมกันแล้วกล่าวว่า

    “ในกาลก่อน ข้าพเจ้าตายจากมนุษย์แล้วเกิดเป็นแม่ไก่ ถูกเหยี่ยวตัดศีรษะในอัตตภาพนั้น ได้ไปเกิดในกรุงราชคฤห์ แล้วออกบวชในสำนักของปริพาชิกาทั้งหลายเจริญสมถกรรมฐานได้บรรลุปฐมฌาน ตายไปแล้วบังเกิดในพรหมโลก แล้วมาเกิดในตระกูลเศรษฐี ตายจากนั้นแล้วไปเกิดเป็นสุกร แล้วไปเกิดในสุวรรณภูมิ.....ตายจากนั้นไปเกิดที่บ้านเภกันตคาม ข้าพเจ้าได้เกิดถึง ๑๒ อัตตภาพ อันสูงๆ ต่ำๆ ด้วยประการฉะนี้ บัดนี้ ข้าพเจ้าได้เกิดในอัตตภาพอันอุกฤษฏ์ ขอให้ท่านทั้งหลายแม้ทั้งหมดจงยังธรรมที่เป็นกุศลทั้งหลายให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

    ดังนี้ได้ยังบริษัท ๔ ให้สังเวชสลดใจ แล้วปรินิพพาน

    >> จบ >>

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=2177
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    "ยิ่งให้เร็ว นั้นแหละ จะยิ่งช้า"
    เล่าโดย ท่านพุทธทาสภิกขุ
    นิทานเรื่องที่ ๙ เรื่อง "ยิ่งให้เร็ว นั้นแหละ จะยิ่งช้า" เรื่องนี้ จะมีประโยชน์มาก สำหรับ ครูบาอาจารย์ อาตมา จึงเลือกนำมาเล่า ให้ฟัง "ยิ่งให้เร็ว นั่นแหละ จะยิ่งช้า" เรื่องนี้ ถึงท่านจะ ไม่เรียก ตนเองว่า ครู ก็ตาม ก็ควรจะสนใจฟัง ในฐานะที่ว่า จะเป็นปัจจัย เกื้อกูล แก่การ เข้าใจธรรม และปฏิบัติธรรม
    เรื่องเล่าว่า มีหนุ่มคนหนึ่ง เขาอยากจะเป็น นักฟันดาบ ที่เก่งกาจ เขาไปหา อาจารย์สอนฟันดาบ ให้ช่วยสอนเขา ให้เป็นนักฟันดาบ เขาถาม อาจารย์ว่า จะใช้เวลาสักกี่ปี อาจารย์ ตอบว่า ประมาณ ๗ ปี เขาชักจะรวนเร เพราะว่า ๗ ปี นี้มันเป็นเวลา มิใช่น้อย ฉะนั้น เขาขอร้องใหม่ว่า เขาจะพยายาม ให้สุดฝีมือ สุดความสามารถ ในการศึกษา ฝึกฝน ทั้งกำลังกาย กำลังใจ ทั้งหมด ถ้าเป็นเช่นนี้ จะใช้เวลา สักกี่ปี อาจารย์ก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้น ต้องใช้เวลา สัก ๑๔ ปี" แทนที่จะเป็น ๗ ปี กลายเป็น ๑๔ ปี ฟังดู

    หนุ่มคนนั้น ก็โอดครวญ ขึ้นมาว่า บิดาของเขาแก่มากแล้ว จะตาย อยู่รอมร่อแล้ว เขาจะ พยายาม อย่างยิ่ง ให้บิดา ของเขา ได้ทันเห็น ฝีมือ ฟันดาบของเขา ก่อนตาย เขาจะแสดง ฝีมือฟันดาบ ของเขา ให้บิดา ของเขาชม ให้เป็นที่ชื่นใจ แก่บิดา เขาจะพยายาม อย่างยิ่ง ที่จะแสดง ความสามารถ ให้ทันสนองคุณ ของบิดา จะต้องใช้เวลา สักเท่าไร ขอให้อาจารย์ ช่วยคิดดูให้ดีๆ

    ท่านอาจารย์ก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้นต้อง ๒๑ ปี" นี้มันเป็นอย่างไร ขอให้นึกดู แทนที่จะ ลดลงมา มันกลายเป็น เพิ่มขึ้นเป็น ๒๑ ปี หนุ่มคนนั้น จะเล่นงาน อาจารย์ อย่างไร ก็ไม่ได้ เพราะเป็นอาจารย์ จะทำอย่างอื่น ก็ไม่ถูก นึกไม่ออก เพราะไม่มีใคร จะเป็นอาจารย์ สอนฟันดาบ ให้ดีกว่านี้ ซึ่งเป็น อาจารย์ ของประเทศ ดังนั้น เขาก็ซังกะตาย อยู่ไปกะอาจารย์ ด้วยไม่รู้ว่า จะทำอย่างไรดีนั่นเอง

    หลายวันต่อมา อาจารย์ก็ใช้ คนคนนี้ แทนที่จะเรียก ไปสอน ให้ใช้ดาบ ฟันดาบ กลับให้ทำครัว ให้ทำงานในครัว ให้ตักน้ำผ่าฟืน หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เรียกว่า ต้องทำงานในครัว

    หลายวันล่วงมา วันหนึ่ง อาจารย์ผลุนผลัน เข้าไปในครัว ด้วยดาบสองมือ ฟันหนุ่มคนนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้สึกตัว อุตลุต เป็นการใหญ่ เขาก็ต้องต่อสู้ ไปตามเรื่อง ตามราว ของเขา ตามที่เขาจะสู้ได้ โดยใช้อะไร แทนดาบ หรือ ด้วยมือ เปล่าๆ หรืออะไรก็สุดแท้ สองสามอึดใจ แล้วก็เลิกกัน อาจารย์ ก็กลับไป แล้วต่อมา อีกหลายวัน เขาก็ถูกเข้า โดยวิธีนี้อีก และมีบ่อยๆ อย่างนี้เรื่อยไป ไม่กี่ครั้ง เขาก็กลายเป็น นักฟันดาบ ขึ้นมาได้ โดยไม่รู้สึกตัว จนกระทั่ง อาจารย์บอกว่า กลับบ้านได้ คือจบหลักสูตรแล้ว และปรากฏว่า ต่อมาหนุ่มคนนี้ ก็เป็น นักดาบ ลือชื่อ ของประเทศญี่ปุ่นไป นิทานของเขาก็จบ.

    ท่านลองคิดดูว่า นิทานเรื่องนี้ สอนว่าอย่างไร? ตอบสั้นๆ ที่สุดก็คือว่า การทำอะไร ด้วยความ ยึดมั่น ถือมั่น ว่า ตัวตน ว่าของ ของตนนั้น ใช้ไม่ได้ ไม่มีทางที่จะเป็น ผลดีเลย คือ ถ้าหนุ่มคนนี้ ยังคิดว่า กูจะดี กูจะเด่น อยู่ละก็ มีตัวกู เข้ามาฝึก เป็นตัวกู ที่ใหญ่เอาการ อยู่เหมือนกัน ทีนี้ ถ้ายิ่งจะทำให้ดีที่สุด กูจะทำให้เก่งที่สุด ให้เร็วที่สุด อย่างนี้ด้วยแล้ว ไอ้ตัวกู มันยิ่งขยาย โตออกไปอีก ถ้ายิ่งจะให้ทัน บิดาเห็น บิดาแก่มากจะตายแล้ว ตัวกู มันยิ่งพองมากออกไปอีก มันยิ่งเร่งร้อน ออกไปอีก อย่างนี้ จิตไม่เป็นสมาธิได้ จิตเต็มอัดอยู่ด้วยตัวกู กลัดกลุ้มไปด้วยตัวกูของกู ไม่เป็นจิตว่าง ไม่เป็นตัวสติปัญญา อยู่ในจิต ไม่สามารถจะมี สมรรถภาพเดิมแท้ของจิต ออกมาได้ เพราะมัน กลัดกลุ้ม อยู่ด้วยอุปาทาน ว่า ตัวกูของกู หรือ ความเห็นแก่ตัวนี้ มันเลยไม่เฉียบแหลม ไม่ว่องไว ไม่ active อะไรหมด ฉะนั้น ถ้าขืนทำไปอย่างนี้ จริงๆ แล้ว จะต้องใช้เวลา ๗ ปี หรือว่า ๑๔ ปี หรือว่า ๒๑ ปีจริงๆ

    ขณะที่เขาอยู่ในครัวนั้น เขาไม่มีความรู้สึกว่า ตัวกู ของกู กูจะเอาใน ๗ ปี หรือจะให้ทันบิดาเห็น อย่างนี้ไม่มีเลย กำลังเป็นจิตที่ว่างอยู่ ถึงแม้ว่า อาจารย์จะผลุนผลัน เข้าไปในลักษณะอย่างไร ปฏิภาณของจิตว่าง หรือ จิตเดิมแท้นี้ ก็มีมากพอ ที่จะต่อสู้ออกไปอย่างถูกต้องได้ มันเป็นการ เรียกร้องขึ้นมา หรือ ปลุกขึ้นมา จากหลับ ปลุกจิตอันนี้ ขึ้นมาจากหลับ ตามวิธีของอาจารย์ที่เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะ มาเป็นจิตที่ เบิกบานเต็มที่ ซึ่งต่อไป ก็เอาไปใช้ได้เลย เขาจึงเป็น ผู้สำเร็จหลักสูตร โดยวิธี ประหลาด นั้น ภายในไม่ถึง ๗ ปี หรือ ภายในไม่ถึงปี อย่างนี้เป็นต้น

    เกี่ยวกับข้อนี้ อยากจะให้ท่าน ครูบาอาจารย์ สนใจที่จะนึกดูว่า ความรู้สึกที่เป็น ตัวตน หรือเป็นของตนนั้น อยู่ที่ตรงไหน? เหมือนอย่างว่า เราจะยิงปืน หรือ ยิงธนู หรือว่า ขว้างแม่น ในการกีฬาขว้างแม่น ถ้าจิตของผู้ขว้าง มีความรู้สึกเป็นตัวกูของกู เป็นชื่อเสียงของกู ชื่อเสียง ของโรงเรียนของกู ของมหาวิทยาลัยของกู รัวอยู่ในใจแล้ว ไม่มีวันที่จะ ขว้างแม่น หรือขว้างถูกได้ มันสั่นระรัว อยู่ด้วยตัวกู หรือของกูนี้ ทั้งนั้น ที่ถูกนั้น เมื่อมีความตั้งใจ ถูกต้อง ที่จะทำเพื่อเกียรติยศ ชื่อเสียง ของโรงเรียน หรือของอะไรก็ตาม แล้วเขาต้องลืมหมด ลืมแม้แต่ตัวกู โรงเรียนของกู มหาวิทยาลัยของกู เหลืออยู่แต่สติปัญญา และ สติสัมปชัญญะ ที่จะขว้างด้วย อำนาจสมาธิ เท่านั้น คือพูดตรงๆ ก็ว่า ขณะนั้น มีแต่จิตที่เป็นสมาธิ กับสติปัญญาเท่านั้น ตัวกู ของกู ไม่มีเลย มันจึงเป็นจิตเดิม เป็นจิตตามสภาพจิต มือไม้ไม่สั่น ใจไม่สั่น ประสาทไม่สั่น อะไรๆ ไม่สั่น ปรกติ เป็น active ถึงที่สุดแล้ว เขาจะขว้างแม่น เหมือนอย่างกะ ปาฏิหาริย์ นี้ขอให้เข้าใจอย่างนี้

    หรือว่า ในการจัดดอกไม้ในแจกัน คนจัดจะต้องทำจิตให้ว่าง จากความเห็นแก่ตัวกู หรือชื่อเสียงของกู ตลอดถึงโรงเรียนของกู หมู่คณะ ของกู เสียก่อนแล้ว เสียบดอกไม้ ไปด้วยจิตว่าง จิตบริสุทธิ์ นั่นแหละ คือ สติปัญญา ล้วนๆ ไม่มีตัวกู ไม่มีของกู เจืออยู่ ก็จะได้ แจกันที่สวยที่สุด ไม่เคยปรากฏ มาแต่ก่อน นี่เขาถือเป็นหลัก ของนิกายเซ็น ฉะนั้น ขอให้สนใจ ในการที่จะทำอะไร หรือมีชีวิตอยู่ ด้วยความ ไม่มีตัวกู ของกู มันยิ่งจำเป็นมาก สำหรับครูบาอาจารย์ ที่จะสอนเด็ก ให้ทำงาน ฝีมือดี ด้วยจิตใจ ที่ปรกติ ไม่สั่น ในระบบประสาท ไม่สั่น ในระบบของ ความคิดนึก หรือว่า เมื่อเด็กๆ จะสอบไล่ เมื่อเขารู้สึกตัว อยู่แล้วว่า จะต้องสอบได้แล้ว จะไปมัวห่วง กลัวจะสอบตก จะเสียชื่อ จะเสียเวลา ถ้าสอบไม่ได้ จะไปโดดน้ำตาย เป็นต้น จะต้องไปนึกทำไม นั่นเป็นเรื่องตัวกู ของกู เด็กคนนั้น จะต้อง ลืมสิ่งเหล่านั้น หมด และลืม แม้แต่กระทั่ง ตัวเอง คำว่า "ลืมตัวเอง" นี้ถ้าฟังไม่ดีแล้ว ก็จะไม่เข้าใจ แล้วจะรู้สึกเถียง แย้งขึ้นมาว่า เป็นไปไม่ได้ ที่จริง เราลืมตัวเราเอง นี้ได้ ในลักษณะ หรือกรณีเช่น:

    เด็กๆ ในขณะสอบไล่นั้น จะต้องลืมหมด แม้กระทั่งตัวเอง เหลืออยู่ในใจ แต่ว่า ปัญหาว่าอย่างไร มีใจความว่าอย่างไร แล้วคำตอบควรจะว่าอย่างไร ถ้าจิตใจ ว่างจากตัวกู ว่างจากของกูแล้ว วิชาความรู้ ต่างๆ ที่เคยสะสม มาตั้งแต่แรก เรียนนั้น จะมาหา พรู มาทีเดียว ให้เขาพบคำตอบว่า อย่างนั้น อย่างนี้ และถูกต้องที่สุด แต่ถ้าเขากลัดกลุ้ม อยู่ด้วยตัวกู ของกู แล้ว แม้เขาจะเคยเรียน มามากอย่างไร มันก็ไม่มา มันมีอาการ เหมือนกับ ลืม นึกไม่ออก นั่นแหละ แล้วมันจะ ระส่ำระสาย กระสับกระส่าย รวนเรไปหมด ก็เลยตอบ ไม่ได้ดี ถ้าสอบไล่ ด้วยจิตว่างนี้ จะได้ที่หนึ่ง หรือ ยิ่งกว่า ที่หนึ่ง เสียอีก ฉะนั้น เขาจึงมีการ สอนมาก ในเรื่องที่ว่า อย่าทำจิต ที่สั่นระรัว ด้วยตัวกู ของกู เพราะว่า การทำอย่างนั้น ยิ่งจะให้เร็ว มันจะ ยิ่งช้าที่สุด ตามชื่อของนิทานว่า "ยิ่งให้เร็ว มันยิ่งช้า" หรือ ที่เราจะพูดว่า จะเอาให้ได้ มันยิ่งจะไม่ได้เลย หรือว่า จะไม่เอาอะไรเลย มันยิ่งจะ ได้มาหมด คือ ไม่มีตัวเรา ที่จะเอาอะไรเลยแล้ว มันจะได้มาหมด

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=26602
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    เซ็นเนื้อ เซ็นกระดูก
    ท่านพุทธทาสภิกขุ
    นิทานสุดท้าย ที่อยากจะเล่า ก็คือ เรื่อง เกี่ยวกับเซ็นเนื้อ เซ็นกระดูก ตามชื่อ ของหนังสือ เล่มหนึ่ง ซึ่งชื่อว่า "เซ็นเนื้อ เซ็นกระดูก" คือ หนังสือ ที่เอามา เล่านิทาน ให้ฟัง นี้เอง ควรจะทราบ ถึงคำว่า เซ็นเนื้อ เซ็นกระดูก ด้วยจะง่าย ในการเข้าใจ เซ็นเนื้อ เซ็นกระดูก หมายความว่า ธรรมะ ชั้นที่เป็นเนื้อ เป็นกระดูก ยังไม่ถึง เยื่อในกระดูก ธรรมะชั้นลึกจริงๆ จัดเป็น ชั้นเยื่อในกระดูก นี่เราจะเล่ากัน แต่เรื่อง ชั้นเนื้อ และชั้นกระดูก หมายความว่า ในนั้นมันมี ชั้นเยื่อในกระดูก อีกทีหนึ่ง ถ้าเข้าไม่ถึง มันก็ติดอยู่ แค่เนื้อแค่กระดูก เหมือนที่ เราไม่เข้าถึง หัวใจ ของ พระพุทธศาสนา แล้วก็คุยโวอยู่ ซึ่งมันเป็น ชั้นเนื้อ ชั้นกระดูก ทั้งนั้น ไม่ใช่ ชั้นเยื่อในกระดูกเลย และเมื่อจะพูดกัน ถึงเรื่องนี้ เขาเล่า นิทาน ประวัติ ตอนหนึ่ง ของ ท่านโพธิธรรม คือ อาจารย์ ชาวอินเดีย ที่ไป ประเทศจีน ที่ไป ประดิษฐาน พระพุทธศาสนา นิกายธยานะ ลงไปใน ประเทศจีน ซึ่งต่อมา เรียกว่า นิกายเซ็น ญี่ปุ่นเรียกว่า เซ็น หรือภาษาจีน เรียกว่า เสี่ยง

    เมื่อท่านโพธิธรรม อยู่ในประเทศจีน นานถึง ๙ ปี ท่านก็อยากจะ กลับอินเดีย ทีนี้ไหนๆ จะกลับทั้งที อยากจะลอง สอบดูว่า บรรดาศิษย์ ต่างๆ ที่สอนไว้ที่นี่ ใครจะรู้อะไร กี่มากน้อย ก็เลยเรียก มาประชุม ถามทำนอง เป็นการสอบไล่ว่า ธรรมะที่แท้จริง นั้นคืออะไร ข้อสอบ มีเพียงสั้นๆว่า "ธรรมะที่แท้จริง นั้นคืออะไร?"

    ศิษย์ชั้นหัวหน้าศิษย์ ที่เรียกว่า ศิษย์ชั้นมีปัญญา เฉียบแหลม ชื่อ ดูโฟกุ ก็พูดขึ้นว่า "ที่อยู่ เหนือ การยอมรับ และ อยู่เหนือ การปฏิเสธ นั้นแหละ คือ ธรรมะ ที่แท้จริง" คำตอบอย่างนี้ ก็ถูกมากแล้ว ถ้า ผู้ใดฟัง ไม่เข้าใจเรื่องนี้ พึงจัดตัวเองว่า เป็นผู้ที่ ยังไม่รู้ธรรมะได้เลย ไม่รู้ธรรมะ อะไรเลยก็ว่าได้ ถ้าไม่รู้จัก สิ่งที่เหนือ การยอมรับ และการปฏิเสธ

    ท่านอาจารย์ ก็บอกว่า "เอ้า! ถูก! แกได้ หนัง ของฉันไป" นี้ หมายถึง หนังที่หุ้มชั้นนอก ไม่ใช่เนื้อ ไม่ใช่กระดูก คือ ชั้นหนังแท้ๆ เสร็จแล้ว คนนี้ นั่งลง

    นางชีคนที่ชื่อ โซจิ ก็ยืนขึ้น แล้วบอกว่า "สิ่งที่เห็นครั้งเดียว แล้วเป็น เห็นหมด เห็นตลอดกาล นั่นแหละ คือธรรมะแท้จริง"

    ท่านอาจารย์ ก็บอกว่า " เอ้า! ถูก! แกได้ เนื้อ ของฉันไป" คือมัน ถูกกว่า คนทีแรก จึงได้เนื้อไป แล้วเขาก็นั่งลง

    คนที่สาม ยืนขึ้น ตอบว่า "ที่ไม่มีอะไรเลย นั่นแหละ คือ ธรรมะ" เขาใช้คำว่า ไม่มีอะไรเลย เท่านั้น แต่เรา ขยายความ ออกไป ก็ได้ว่า ไม่มีอะไร ที่ถือ เป็นตัวตน เลย นั่นแหละ คือธรรมะแท้จริง

    อาจารย์ ก็บอกว่า "ถูก! แกได้ กระดูก ของฉันไป" คือ ลึกถึง ชั้นกระดูก

    ศิษย์อีกคนหนึ่ง เป็นศิษย์ก้นกุฎิ ชื่อ เอก้า ยืนขึ้น หุบปากนิ่ง แล้วยัง เม้มลึก เข้าไป ซึ่งแสดงว่า นิ่งอย่างที่สุด เป็นการแสดงแก่อาจารย์ว่า นี่แหละ คือ ธรรมะ การที่ต้อง หุบปาก อย่างนี้แหละ คือธรรมะ อาจารย์ ก็ว่า "เออ! แกได้ เยื่อในกระดูก ของฉันไป"

    นิทานเรื่องนี้ สอนว่าอย่างไร บรรดา ครูอาจารย์ ทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่มี สติปัญญา ได้ศึกษา เล่าเรียน มามาก จงลองคิดดู คำตอบที่ว่า อยู่เหนือ การยอมรับ และปฏิเสธนั้น ยังถูกน้อยกว่า คนอื่น ส่วนผู้ที่ตอบว่า ลงเห็นทีเดียวแล้ว เห็นหมด และ เห็นตลอดกาล ด้วย นี่ยังถูกกว่า แล้วที่ว่า ไม่มีอะไรเลยนั้น ยิ่งถูกไปกว่าอีก แล้วที่ถึงกับว่า มันพูดอะไรออกมาไม่ได้ มันแสดงออกมาเป็น คำพูด ไม่ได้ จนถึงหุบปากนิ่งนี้ ยิ่งถูกกว่าไปอีก นี่แหละ พวกเรามี สติปัญญา ละเอียด สุขุม แยบคาย มีความสำรวม ระมัดระวัง สงบอกสงบใจมาก จนถึงกับว่า ไม่หวั่นไหว และเข้าใจ เรื่องไม่หวั่นไหว หรือไม่มีอะไรนี้ได้หรือไม่ ขอให้ลองคิดดู ถึงจะยังทำเดี๋ยวนี้ไม่ได้ ก็ขอให้เข้าใจว่า แนวของมัน เป็นอย่างนั้น คนที่รู้ อะไรจริงๆ แล้ว จะไม่พูดอะไรเลย เพราะรู้ซึ้ง ถึงขนาดที่อยู่ เหนือวิสัย ของการบรรยาย ด้วยคำพูด อย่างที่ เล่าจื้อ ว่า "คนรู้ไม่พูด คนที่พูด นั้นไม่ใช่ คนรู้" นี่ก็หมายถึง ตัวธรรมะจริงๆ นั้น มันพูดไม่ได้ ถึงแม้ ที่อาตมา กำลังพูด อยู่นี่ ก็เหมือนกัน ยังไม่ใช่ธรรมะจริง เพราะมันยังเป็น ธรรมะที่พูดได้ เอามาพูดได้ ลองทบทวนดูว่า ท่านเคยเข้าใจ ซึมซาบ ในความจริง หรือ ในทฤษฎีอะไร อย่างลึกซึ้ง จนท่านรู้สึกว่า ท่านไม่อาจ บรรยาย ความรู้สึก อันนั้น ออกมา ให้ผู้อื่นฟัง ได้จริงๆ บ้างไหม? ถ้าเคย ก็แปลว่า ท่านจะเข้าใจถึง สิ่งที่พูด เป็นคำพูด ไม่ได้

    ธรรมะจริง มันพูดไม่ได้ ต้องแสดงด้วย อาการ หุบปาก แต่ขอให้ถือว่า เรากำลังพูดกัน ถึงเรื่องวิธี หรือ หนทาง ที่จะเข้าถึงธรรมะจริง ก็แล้วกัน แต่ว่า เมื่อเข้าถึงธรรมะจริง แล้ว มันเป็นเรื่อง ที่จะต้อง หุบปาก แต่ถึงกระนั้น มันก็เป็นสิ่งที่ จะต้องถึงเข้า ข้างหน้า เป็นแน่นอน ไม่มี ครูบาอาจารย์ คนไหน จะมีอายุเท่านี้ อยู่เรื่อยไป คงจะเป็นผู้ใหญ่ เป็นคนเฒ่า คนแก่ เห็นโลก ในด้านลึก เห็นชีวิต ด้านลึก โดยสิ้นเชิง เป็นแน่ ฉะนั้นจึงควร เตรียมตัว ที่จะเข้าถึง แนวของ ธรรมะ เสียแต่ป่านนี้ จะไม่ขาดทุน และก็ไม่ใช่ว่า เป็นเรื่องเศร้า หรือ เป็นเรื่องน่าเบื่อ จนเกินไป

    ในที่สุด เราจะต้องมานึกกัน ถึงเรื่อง เปลือก และ เนื้อ บ้าง นิทาน ทั้งหลายนั้น มันเหมือนเปลือก ส่วน spirit ของนิทานนั้น เหมือนกับเนื้อใน แต่ว่า เปลือกกับเนื้อ จะต้องไปด้วยกัน ครูบาอาจารย์ ทั้งหลาย อย่าได้เกลียด เปลือก และ อย่า ได้ยึดมั่น ถือมั่น เอาแต่เนื้อ มันจะเน่าไปหมด ข้อนี้หมายความว่า ถ้าเนื้อไม่มีเปลือก มันจะเน่า จะต้องเป็นเนื้อที่เน่า เนื้อที่มีเปลือก เท่านั้น ที่จะไม่เน่า เหมือนอย่างผลไม้ ถ้าไม่มีเปลือก เนื้อมันจะอยู่ได้อย่างไร จะเป็นมังคุด ทุเรียนอะไรก็ตาม ถ้ามันไม่มีเปลือก ของมัน เนื้อของมันจะอยู่ได้อย่างไร จะสำเร็จประโยชน์ ในการบริโภคของเราได้อย่างไร ทั้งที่เราต้องการบริโภคเนื้อ เปลือกของมัน ก็ต้องมี หรือว่า การที่ผลไม้มันจะออกมาจากต้น มีดอกแล้ว จะเป็นลูก มันยังต้อง เอาเปลือกออกก่อน เพื่อให้เนื้อ อาศัยอยู่ในเปลือก แล้วเจริญขึ้น ถ้าไม่มีเปลือก ส่งเนื้อ ออกมาก่อน มันก็เป็นต้นไม้ ที่โง่อย่างยิ่ง คือ มันจะเป็นผลไม้ขึ้นมาไม่ได้ เพราะเยื่อนั้น จะต้องเป็นอันตราย ไปด้วย แสงแดด ด้วยลม ด้วยอะไรต่างๆ หรือ มดแมลง อะไรก็ตาม ฉะนั้น มันต้องมีเปลือก ที่แน่นหนา เกิดขึ้นก่อน เนื้อเจริญขึ้น ในนั้น ก็เป็นผลไม้ ที่เติบโต แก่ สุก บริโภคได้ นั่นคือ คุณค่าของเปลือก มองดูอีกแง่หนึ่ง มันก็ยิ่งกว่าเนื้อ มันมีค่า มากกว่า เนื้อก็ได้ เพราะ มันทำให้ เนื้อ เกิดขึ้นได้ สำเร็จประโยชน์ แต่เราก็ ไม่มีใคร กินเปลือก เพราะ ต้องการจะ กินเนื้อ ฉะนั้น เราจะต้องจัด เปลือก และ เนื้อให้ กลมกลืน กันไป

    นิทานอิสป หรือ นิทานอะไรก็ตาม ตัวนิทาน มันเหมือนกันกับ เปลือก ที่จะรักษา เนื้อใน ไว้ ให้คงอยู่ มาจนถึงบัดนี้ได้ ถ้าไม่ใส่ไว้ ในนิทานแล้ว ความคิดอันลึกล้ำ ของอิสป อาจจะไม่มาถึงเรา มันสูญเสีย ก่อนนานแล้ว และ จะไม่มีใคร สามารถ รับช่วงความคิด นั้นมาถึงเรา เพราะว่า เขาไม่มี การขีด การเขียน ในสมัยนั้น หรือว่า เอาตัวอย่างกัน เดี๋ยวนี้ว่า ชนชาติเอสกิโม ทางแลปแลนด์ ทางขั้วโลกเหนือนั้น ก็ยังมีวัฒนธรรม หรืออะไรของเขา เล่าต่อกันมา เป็นพันๆปี ยังพูด ยังเล่า ยังสอนกันอยู่ ชนพวกนี้ ไม่มีหนังสือเลย เดี๋ยวนี้ก็ยัง ไม่มีหนังสือ พวกเอสกิโม อยู่ใน "อิกลู" หรือ กระท่อม ที่ทำขึ้นด้วย แท่งน้ำแข็ง แต่พอถึง เย็นค่ำลง ก็จุดตะเกียง เข้าใน กระท่อม แล้วคนที่แก่ ชั้นปู่ ก็นั่งลง เล่าสิ่งต่างๆ ที่ได้ยิน มาจาก บิดา จากปู่ จากทวด เด็กเล็กๆ ก็มา นั่งล้อม และ ฟัง ไม่ใช่ฟังเฉยๆ จำด้วย ทำอย่างนี้ไป เรื่อยทุกวันๆ จนเด็กเหล่านี้ โตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ เป็นบิดา เป็นปู่ ก็ยังเล่าต่อไปอีก ฉะนั้น จึงสืบสิ่งต่างๆ ไปได้เป็นพันๆ ปี แล้วก็อยู่ใน "เปลือก" คือนิทานทั้งนั้น เขาจะต้อง เล่าเป็นนิทาน อย่างนั้น ชื่อนั้น ที่นั่น อย่างนั้นๆ ทั้งนั้น นั่นแหละ คือ อานิสงฆ์ ของเปลือก.

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=26602
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    ชายจมูกแหว่ง
    ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพวกภิกษุได้บูชาต้นโพธิ์ด้วยดอกบัวเพราะอาศัยพระอานนทเถระผู้ฉลาดในการกล่าวถ้อยคำ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

    กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นลูกชายของเศรษฐีคนหนึ่งในเมืองพาราณสี มีเพื่อนที่เป็นลูกชายเศรษฐีด้วยกันอีก ๒ คน

    ในสมัยนั้นมีชายจมูกแหว่งคนหนึ่งทำหน้าที่ดูแลสระดอกบัวอยู่ชานเมืองพาราณสี วันหนึ่งในเมืองพาราณสีมีมหรสพ ลูกชายเศรษฐีทั้ง ๓ คนได้พากันไปที่สระดอกบัวเพื่อขอดอกบัวประดับกายไปเที่ยวงานมหรสพนั้น
    " พี่ชาย ผมและหนวดที่ตัดแล้วยังงอกขึ้นได้ ขอให้จมูกของท่านงอกขึ้นเช่นกัน ผมขอดอกบัวด้วยครับ " ชายจมูกแหว่งโกรธไม่ชอบใจจึงไม่ให้ดอกบัวแก่เขา

    ต่อจากนั้น ลูกชายเศรษฐีคนที่ ๒ ได้พูดขอดอกบัวว่า
    " พี่ชาย ข้าวที่หว่านในนายังงอกขึ้นได้ ขอให้จมูกท่านงอกได้เช่นกัน ผมขอดอกบัวด้วยครับ " ชายจมูกแหว่งก็ยังโกรธอีกไม่ให้ดอกบัวแก่เขา

    พระโพธิสัตว์จึงพูดขอดอกบัวเป็นคนที่ ๓ ว่า
    " พี่ชาย คนทั้งสองพูดกับท่านเกินความเป็นจริง ถึงยังไงจมูกของท่านก็ไม่มีวันงอกขึ้นมาได้อีก ผมขอดอกบัวด้วยครับ "
    ชายจมูกแหว่งพอใจจึงพูดว่า " สองคนนั้นพูดมุสา ท่านจึงพูดความจริง เราให้ดอกบัวแก่ท่าน " ว่าแล้วก็ยกดอกบัวให้พระโพธิสัตว์ไปกำใหญ่

    นิทานเรื่องนีสอนให้รู้ว่า อย่าพูดอะไรเกินจริง

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13061
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    อะไรๆ มันก็ไม่แน่...อย่าดีใจ อย่าเสียใจ
    พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

    มีนิทานของชาวจีนเรื่องหนึ่งเล่าว่า....
    สามีภรรยาคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในชนบทกับท่านผู้เฒ่าท่านหนึ่ง
    และมีม้าฉลาดแสนรู้อีกตัวหนึ่ง
    ทั้งสองสามีภรรยารักม้าตัวนี้มาก
    วันหนึ่งม้าหนีไป ทั้งสามีภรรยาเสียใจมาก

    ท่านผู้เฒ่าก็ได้ปลอบใจว่า
    “อย่าเสียใจเลย เพราะชีวิตนี้ไม่แน่”

    เวลาผ่านไปหลายวัน ม้าตัวนั้นก็กลับมาที่บ้าน
    แต่คราวนี้ได้พาแฟนมาด้วย เป็นม้าป่าอีกตัวหนึ่ง
    สามีภรรยาต่างก็ดีใจมาก แต่ท่านผู้เฒ่าก็บอกว่า...
    “อย่าเพิ่งดีใจ เพราะชีวิตนี้ไม่แน่”

    ต่อมาวันหนึ่ง สามีพาม้าตัวใหม่มาหัดขี่เล่นไปรอบๆ บ้าน
    ม้ายังไม่เชื่องดี จึงยังไม่สามารถบังคับได้ดังใจ
    ม้าพาวิ่งลอดเข้าไปใต้ถุนบ้าน
    ตัวเขาชนกระแทกเข้ากับตัวบ้านอย่างแรง
    ตกลงมาพิการแขนขาหัก
    ทั้งสามีภรรยาต่างก็เสียใจกับเหตุการณ์นี้มาก
    ท่านผู้เฒ่าก็ปลอบว่า...
    “อย่าเสียใจ เพราะชีวิตนี้ไม่แน่”

    ต่อมาเกิดสงครามขึ้น ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้าน
    ถูกทางราชการเกณฑ์ไปเป็นทหารทุกคน
    สามีได้รับการยกเว้นเนื่องจากเป็นคนพิการ
    การสู้รบเป็นไปอย่างรุนแรง ทำให้ทหารตายเกือบหมด
    สามีภรรยาก็ดีใจที่ตัวเองไม่ต้องไปเสียชีวิตในการสงครามครั้งนี้...

    นิทานเรื่องนี้สอนเราว่า...
    บางครั้งเราอาจเกิดความรู้สึกว่า เราได้สูญเสียมากมาย...
    เราเสียเปรียบน่าเสียใจ...
    แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว
    เราอาจจะเห็นว่า สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าเสียใจอะไรมาก
    อาจจะกลับกลายเป็นสิ่งที่ดีก็ได้

    บางสิ่งบางอย่างที่เรารู้สึกว่าดี
    แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว
    สิ่งเหล่านี้ก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีก็ได้
    มันก็กลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น

    เป็น “อนิจจัง” ไม่แน่นอนจริงๆ
    เราจึงควรทำความเข้าใจกับเรื่องของ “ความไม่แน่นอน”
    และรู้จัก “ปล่อยวาง”

    :- http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13762
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    ศีลธรรมและสันติภาพจะกลับมาได้อย่างไร
    พระไพศาล วิสาโล
    เมื่อเร็วๆ นี้ มีการพูดกันในหมู่ชาวพุทธบางกลุ่มว่า หากมีพระถูกฆ่าในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ตอบโต้ด้วยการเผามัสยิด ๑ หลังต่อพระ ๑ รูป ในเรื่องนี้ท่านอาจารย์ปราโมทย์ ปราโมชโช ได้ให้ข้อเตือนใจที่ดีมากว่า “การที่เราจะมาชวนกันไปเผามัสยิดนี่ ผิดศีล ๕ นะ คนผิดศีล ๕ จะรักษาศาสนาพุทธได้หรือ กระทั่งศีลยังทำลายเลย” พูดอีกอย่างคือ ถ้าศีล ๕ ยังรักษาไม่ได้ จะรักษาพระพุทธศาสนาได้อย่างไร

    ถ้าเราจะรักษาศาสนา รักษาความดี รักษาความถูกต้องให้เกิดขึ้นในสังคม ก็จำเป็นต้องใช้วิธีการที่ถูกต้องด้วย นั่นคือใช้สันติวิธี ถ้าเราต้องการรักษาความสงบสุข หรือต้องการให้ความสงบสุขกลับคืนมา เราต้องใช้วิธีที่สันติ ถ้าเราต้องการให้ศีลธรรมกลับมา เราต้องใช้วิธีการที่ถูกศีลถูกธรรม นั่นคือ สันติวิธี นี่คือวิธีการที่สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “พึงเอาชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ พึงเอาชนะความชั่วด้วยความดี พึงเอาชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ พึงเอาชนะคนพูดพล่อยด้วยคำสัตย์”

    ยิ่งฝ่ายก่อการร้ายใช้ความรุนแรง เราก็ยิ่งต้องใช้สันติวิธี ยิ่งเขาใช้ความมดเท็จ เราก็ยิ่งต้องใช้สัจจะ

    เมื่อสี่ปีที่แล้วมีการก่อการร้ายที่ประเทศนอรเวย์ มีคนตายเกือบ ๘๐ คน มือปืนมีคนเดียว เป็นชาวนอรเวย์ เป็นฝ่ายขวาหัวรุนแรง ไม่ใช่มุสลิม เด็กถูกฆ่าตายเกลื่อนเลย แต่ปรากฏว่าเขาถูกจับขึ้นศาล ไม่ได้ถูกยิงทิ้ง นายกรัฐมนตรีนอรเวย์กล่าวว่า ชายหัวรุนแรงคนนี้ ต่อต้านนโยบายของรัฐบาล ที่ส่งเสริมสันติภาพ ประชาธิปไตย เปิดรับคนต่างศาสนา หรือผู้ลี้ภัย

    เพื่อที่จะตอบโต้กับวิธีการดังกล่าวนายกรัฐมนตรีนอรเวย์บอกว่า “เราจะรับมือกับการโจมตีครั้งนี้ด้วยประชาธิปไตยที่มากกว่าเดิม เปิดกว้างกว่าเดิม และมีมนุษยธรรมยิ่งกว่าเดิม” ยิ่งเขามีความคิดคับแคบ มีความคิดที่ไร้มนุษยธรรมมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องเอาความใจกว้างสู้กับเขา เอามนุษยธรรมสู้กับเขา

    อันนี้สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าเขามาด้วยความโกรธ ต้องเอาความไม่โกรธสู้กับเขา ถ้าเขามาด้วยความเท็จต้องเอาสัจจะสู้กับเขา ถ้าเขามาด้วยความชั่ว ต้องเอาความดีสู้กับเขา นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมเราควรใช้สันติวิธี และถ้าเป็นไปได้ เราต้องพร้อมที่จะให้อภัย ให้ความรักแม้กระทั่งคนที่เห็นต่างจากเรา แม้กระทั่งคนที่ทำร้ายเราด้วยซ้ำ

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า “หากพวกโจรผู้ประพฤติต่ำทราม จะพึงใช้เลื่อยที่มีที่จับ ๒ ข้างเลื่อยอวัยวะน้อยใหญ่ ผู้มีจิตคิดร้ายแม้ในโจรพวกนั้น ก็ไม่ชื่อว่าทำตามคำสั่งสอนของเรา” พระองค์ยังตรัสอีกว่า เมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ควรสำเหนียกว่า “จิตของเราจักไม่แปรผัน เราจักไม่เปล่งวาจาชั่วหยาบ จักอนุเคราะห์ด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์ อยู่อย่างผู้มีเมตตาจิต ไม่มีโทสะ เราจักแผ่เมตตาจิตไปให้บุคคลนั้น”

    นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ประเสริฐมาก พระองค์เตือนเราว่า พึงมีเมตตา อย่าโกรธเกลียดแม้กระทั่งผู้ที่ทำร้ายเรา นี่เป็นจุดยืนของชาวพุทธ แม้จะทำได้ยาก แต่นี้คือวิธีที่จะเอาชนะความรุนแรง เอาชนะความโกรธ ความเกลียดได้

    คานธีกล่าวไว้น่าสนใจมาก “มันเป็นการง่ายที่จะมีไมตรีกับเพื่อนของเรา แต่การมีไมตรีกับคนที่เป็นศัตรูกับเรา คือหัวใจของศาสนาที่แท้จริง หากเป็นอื่นไปจากนี้ก็เป็นแค่การทำธุรกิจเท่านั้น"

    ในทางธุรกิจนั้น ใครดีกับเรา เราก็ดีตอบ แต่ศาสนาที่แท้จริง ไม่ได้สอนให้ทำดีกับคนที่ดีกับเราเท่านั้น แม้กระทั่งคนที่เป็นศัตรูกับเรา เราก็ควรดีด้วย แม้จะเป็นเรื่องยาก แต่เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะแม้แต่การบรรลุนิพพานซึ่งยากกว่านี้เยอะ ชาวพุทธเราก็ยังเอาพระนิพพานเป็นเป้าหมายของชีวิตได้ ทำไมเราจะทำดีกับคนที่คิดร้ายกับเราไม่ได้

    อาตมาคิดว่า ในยุคที่เต็มไปด้วยความรุนแรง เต็มไปด้วยความโกรธ ความเกลียด การพยายามรักษาใจของเรา ไม่ให้ความโกรธความเกลียดเข้ามาครอบงำ ด้วยการมีสติ ด้วยการมีใจกว้าง รู้เท่าทันความยึดติดถือมั่นในความคิดของเรา พยายามพัฒนาจิตให้มีเมตตาแม้กระทั่งกับคนที่คิดเห็นต่างจากเรา หรือคนที่คิดร้ายเรา รวมทั้งพยายามใช้สันติวิธีเท่าที่เราจะทำได้ เหล่านี้เป็นวิธีการที่ทรงพลังมากในการนำศีลธรรมกลับมาในสังคม ช่วยทำให้ความโกรธ ความเกลียดมลายหายไป หรือลดน้อยถอยลง นี้เป็นวิธีการที่จะช่วยให้สันติสุขกลับคืนมาในสังคม และในขณะที่สังคมยังไม่สงบสุข อย่างน้อยสันติสุขก็กลับมาสู่ใจของเรา

    ปุจฉา : ถ้าเราต้องอยู่ในสถานการณ์บทบาทสมมุติ ในการฝึกอบรมสันติวิธี ซึ่งมีการลบหลู่และล่วงเกิน ถ้าทุกคนที่ถูกทดสอบมีสติ ไม่ไปทำร้ายผู้ที่เข้ามาลบหลู่ แต่ถ้าบุคคลที่เข้ามาในลักษณะที่ไม่ใช่เป็นการทดสอบ แล้วบุคคลนั้นตั้งใจที่จะลบหลู่ และต้องการแสดงออกอย่างนั้นจริงๆ เราควรจะมีขีดจำกัดแค่ไหน และเราจะรักษาสถานการณ์เช่นนั้นไว้ได้อย่างไร เราจะหยุดเขาได้อย่างไร และถ้าเขาไม่ฟังจะทำอย่างไร ถ้าเขาทำต่อไปมากขึ้นๆ เราจะปฏิบัติอย่างไรได้ต่อจากนั้น

    วิสัชนา : เรื่องนี้ ท่านอาจารย์พรหมวังโส ท่านเคยเล่าไว้ในหนังสือ ‘ชวนม่วนชื่น’ เล่ม ๒ มีฝรั่งมาถามท่านว่า "ถ้าหากมีคนเอาพระไตรปิฎกมาฉีกแล้วทิ้งลงส้วมท่านจะทำอย่างไร" ท่านตอบโดยไม่ลังเลว่า "อย่างแรกที่อาตมาจะทำก็คือเรียกช่างประปามา"

    อาตมาว่านี้เป็นคำตอบที่สมเหตุสมผลมาก เพราะถ้ามีคนเอาพระไตรปิฎกทิ้งลงส้วม ท่อก็ตันแน่ ต้องไปเรียกช่างประปามา

    ท่านให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า ถึงแม้จะมีคนทำลายพระพุทธรูป เผาวัด หรือฆ่าพระ ก็ไม่สามารถทำลายพุทธศาสนา ท่านยังบอกอีกว่า การฉีกพระไตรปิฎกทิ้งลงส้วม ไม่ร้ายเท่ากับการทิ้งเมตตาและการให้อภัยลงส้วม อันหลังนั้นท่านยอมไม่ได้

    ศาสนา คือความรัก ความเมตตา การให้อภัย แม้มีวัดเยอะ มีคัมภีร์มากมาย มีคนบวชเป็นเรือนแสน แต่ถ้าเมื่อไรก็ตาม ไม่มีความรัก ไม่มีความเมตตา ไม่มีการให้อภัย ไม่มีการเคารพผู้อื่น มีแต่ความรุนแรง เมื่อนั้นก็เท่ากับว่าศาสนาถูกทิ้งลงส้วมไปแล้ว

    ที่ท่านพูดน่าคิดมาก อาจจะแรงในความรู้สึกของใครหลายคน แต่อาตมาอยากให้คิดต่อว่า เขาฉีกพระไตรปิฎกลงส้วม เพราะอะไร เขาต้องการยั่วยุให้เราโกรธ เราก็ต้องรู้ทันเขา และไม่ยอมที่จะเข้าไปในเกมเขา การที่เราไม่โกรธก็เท่ากับว่า เราชนะเขาแล้ว ใช่ไหม เพราะถ้าเราโกรธ เราก็แพ้เขา อย่างไรก็ตามอาตมาว่า ในกรณีนี้เราต้องทำมากกว่านี้ คือต้องทั้ง ‘ทำจิต’ และ ‘ทำกิจ’

    ทำจิตคือไม่โกรธ ไม่เกลียดเขา ทำกิจก็คือ ต้องคุย ต้องเจรจากับเขาว่า เขาทำอย่างนั้นเพื่ออะไร ต้องการอะไร ที่สำคัญคือไม่ใช้ความรุนแรงกับเขา

    มีเหตุการณ์หนึ่ง น่าประทับใจมาก ในเกาหลีเมื่อประมาณสองสามร้อยปีก่อน มีกองทัพบุกเข้ายึดเมืองๆ หนึ่งซึ่งเป็นเมืองพุทธ กองทัพนี้นับถือลัทธิขงจื๊อและเป็นปฏิปักษ์กับพุทธศาสนา ไม่ว่าไปถึงไหนก็เผาทำลายวัดและฆ่าพระ ดังนั้นเมื่อพระในเมืองนี้รู้ว่าเมืองถูกยึดแล้วจึงพากันแตกตื่นทิ้งวัด มีเจ้าอาวาสคนเดียวที่ไม่หนี

    เมื่อแม่ทัพมาถึง เห็นเจ้าอาวาสยืนอยู่ในวัด ไม่มีทีท่าหวาดกลัว ก็ชักดาบแล้วพูดขึ้นว่า “ท่านรู้ไหมว่า ท่านกำลังยืนอยู่หน้าคนที่สามารถฟันท่านให้ขาดสองท่อนได้โดยไม่กะพริบตา"

    เจ้าอาวาสหาได้หวั่นไหวไม่ กลับตอบว่า
    “ท่านรู้ไหมว่า ท่านกำลังยืนอยู่หน้าคนที่พร้อมถูกฟันขาดสองท่อนโดยไม่กะพริบตา”
    แม่ทัพได้ยินเจ้าอาวาสพูดเช่นนั้น ก็ยอมแพ้ แพ้ใจเจ้าอาวาส เพราะรู้ว่ากำลังเจอคนที่กล้ากว่าเขา ใจถึงกว่าเขา

    อาตมาคิดว่า สิ่งที่เจ้าอาวาสทำนั้นสะท้อนถึงหัวใจของพุทธศาสนาเลยทีเดียว นั่นคือไม่โกรธเกลียดคนที่คิดจะทำร้ายตน ยอมให้เขาทำร้ายดีกว่าที่จะโกรธเกลียดเขาหรือตอบโต้เขาด้วยความรุนแรง

    มีพระธิเบตองค์หนึ่ง ชื่อลาเซ ริมโปเช เมื่อจีนเข้าไปยึดธิเบตเมื่อ ๖๐ ปีที่แล้ว ท่านไม่ได้หนี เนื่องจากท่านเป็นพระผู้ใหญ่ เมื่อไม่ยอมทำตามพรรคคอมมิวนิสต์ก็ถูกทรมาน ท่านถูกขังถูกทรมานนานนับสิบปี จนกระทั่งท่านได้รับอิสรภาพ ก็ลี้ภัยมาอยู่อินเดีย ตอนนั้นท่านชรามากแล้ว มีนักข่าวไปถามท่านว่า ตอนที่ถูกคุมขังในธิเบตนั้นท่านกลัวอะไรมากที่สุด

    แทนที่ท่านจะพูดถึงการทรมานของทหารจีน ท่านกลับตอบว่า ท่านกลัวว่าจะโกรธคนที่ทำร้ายท่าน

    ทำไมท่านจึงพูดเช่นนั้น คงเพราะท่านเห็นว่าหากท่านโกรธเขา ท่านก็อาจจะทำร้ายเขาซึ่งเป็นการผิดศีล เป็นบาป แต่นั่นคงไม่ใช่เหตุผลเดียว อีกเหตุผลหนึ่งที่อาตมาเข้าใจก็คือ เมื่อท่านถูกทหารจีนทรมาน ตราบใดที่จิตใจท่านเป็นปกติ ไม่โกรธเกลียดเขา ท่านก็แค่ทุกข์กาย ใจไม่ทุกข์ด้วย แต่ทันทีที่ท่านโกรธเกลียดเขา ท่านจะไม่ทุกข์กายเท่านั้น แต่ทุกข์ใจด้วย ซึ่งอย่างหลังนั้นเลวร้ายกว่าความทุกข์กายมาก

    ทำนองเดียวกับคนป่วย ป่วยกายนั้นไม่เท่าไร แต่ป่วยใจนั้นหนักมาก พระพุทธเจ้าสอนว่า ป่วยกาย แต่อย่าให้ป่วยใจ ท่านลาเซก็คงเห็นอย่างนี้เหมือนกันว่า ปวดกาย ไม่เท่ากับปวดใจ การถูกทำร้ายหรือถูกทรมานไม่ถือว่าเลวร้าย เมื่อเทียบกับตอนที่ถูกความโกรธครอบงำ เพราะถ้าเมื่อไรที่โกรธ นั่นแปลว่าแย่แล้ว แย่เพราะว่า จิตย่อมคิดร้าย ซึ่งเป็นบาป ขณะเดียวกัน เมื่อจิตโกรธ ก็เป็นทุกข์ ทุกข์ทั้งกาย ทุกข์ทั้งใจ

    สรุปก็คือ เมื่อเจอเหตุการณ์อย่างที่คุณถามมา เราควรทำทั้งสองอย่างร่วมกัน คือทำกิจและทำจิต การทำกิจก็เป็นเรื่องสำคัญ คือต้องเจรจา ต้องพูด ต้องคุย ต้องใช้สันติวิธียับยั้งการกระทำที่มิชอบของเขา ในขณะเดียวกันไม่ว่าผลของการเจรจา พูดคุย หรือสันติวิธีจะออกมาเช่นไร เราก็ต้องทำจิตด้วย คือไม่โกรธเกลียดเขา เพราะว่า ศาสนาที่แท้ อย่างที่ท่านอาจารย์พรหมวังโสพูด อยู่ที่ความเมตตากรุณา ไม่ใช่อยู่ที่วัตถุ ไม่ใช่อยู่ที่สิ่งของ ถึงแม้เรารักษาสิ่งของไว้ได้ เช่น รักษาพระพุทธรูปหรือคัมภีร์ไว้ได้ แต่ถ้าเราทำร้ายเขา ฆ่าเขา ก็เท่ากับว่าศาสนาหายไปแล้ว อย่างน้อยๆ ก็หายไปจากใจของเรา
    :- https://www.visalo.org/article/KomChadLuek590131.html

     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    นิทานเซ็นพระภิกษุใจสิงห์
    พระอาจารย์ชยสาโร
    หากท่านมีความทุกข์ใจ หรือท้อแท้หมดกำลังใจ ลองอ่านเรื่องนี้ดู เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่เสมือนเป็นนิทานเรื่องแต่งขึ้นมา

    เรื่องเกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อ 250 ปีที่แล้ว พระธุดงค์อายุ 40 กว่าๆกำลังเดินธุดงค์ในเขตภูเขา ไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชาวบ้านเห็นท่านมาก็ดีใจ รีบนิมนต์ท่านสวดศพชาวบ้านที่ตกเหวตาย ท่านสวดเสร็จแล้วชาวบ้านพาท่านไปดูที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าทางจากหมู่บ้านที่คนตายไปสู่อีกหมู่บ้านหนึ่งเลาะภูเขาผ่านเหวลึก ถ้าฝนตกทางลื่นอันตราย มีคนตายบ่อย

    พระท่านสงสาร คิดอยากช่วยชาวบ้าน ท่านจึงตัดสินใจหยุดการธุดงค์อยู่ตรงนั้น และตั้งปณิธานว่าจะขุดอุโมงค์ให้ชาวบ้าน ให้เขาพ้นภัยธรรมชาติเสียที คาดว่าระยะทางที่ต้องขุดเพื่อทะลุภูเขาก็น่าจะประมาณ 400 เมตร ท่านบอกชาวบ้านว่าอาตมาจะอยู่ที่นี่และจะขุดอุโมงค์ให้ลูกหลานจะได้ปลอดภัยต่อไป ชาวบ้านสงสัยว่าท่านองค์นี้เป็นบ้าไปแล้วหรือ วิปลาสหรือเปล่า ภูเขาหินไม่ใช่ภูเขาดินนะท่าน พระองค์เดียวจะขุดภูเขาหินยาวตั้ง 400 เมตรได้อย่างไร นอกจากชาวบ้านไม่ขอบคุณ ไม่ให้กำลังใจเลย แล้วยังไม่สนับสนุน บางคนยังหัวเราะเยาะด้วยซ้ำไป

    พระท่านไม่หวั่นไหวเพราะท่านตั้งใจมั่นอยู่แล้ว เริ่มงานแรกๆ ชาวบ้านก็ไม่ค่อยจะสนใจ นึกกันว่าไม่นานท่านจะท้อใจแล้วแอบหนีไป แต่ท่านไม่ไปไหน เสียงค้อนตีเหล็กสะกัดของท่าน ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก... ออกจากปากอุโมงค์ทุกๆ วัน ไม่มีเว้นแม้แต่วันเดียว หนึ่งปี สองปี สามปี ผ่านไป สามปีท่านได้แค่ 40 เมตร 45 เมตร แต่ท่านไม่ท้อถอย ได้ประมาณ 15 เมตร ต่อปี คิดเป็นวันประมาณ 4-5 เซ็นติเมตรต่อวัน ทำทุกวันๆอย่างสม่ำเสมอ เอาการขุดหินเป็นข้อวัตรปฏิบัติของท่าน อยู่ในถ้ำทำงานตั้งแต่เช้าจนมืดทุกวัน

    นานๆเข้าชาวบ้านบางคนเห็นพระเอาจริงเอาจังชักละอายท่าน ก็มาช่วยบ้าง ชุดแรกหลายคนหน่อย พอเห็นงานมันหนักขนาดไหนก็ทยอยกันกลับบ้าน ไม่ไหว ยังไม่มีศรัทธาพอ ไม่นานท่านก็อยู่องค์เดียวเหมือนเดิม ขุดอุดโมงค์ต่อไป 5 ปี 6 ปี 7 ปี 8 ปี 9 ปี 10 ปี 15 ปี 18 ปี ขุดอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน ตอนนี้เป็นหลวงพ่อเสียแล้ว ขาก็ไม่ค่อยดี ตาก็ไม่ค่อยดีแล้ว ทำงานรู้ตัวว่าเหนื่อยกว่าแต่ก่อน เหนื่อยก็เหนื่อยช่างมัน ดีไปอย่าง กิตติศัพท์ของหลวงพ่อดังไปถึงเมืองหลวง รัฐจึงส่งช่างมาช่วย ตอนนั้นการขุดอุโมงค์เสร็จแล้ว 80 กว่าเปอร์เซนต์

    ในช่วงที่มีหวังจะสำเร็จนั้น วันหนึ่ง ซามูไรหนุ่มคนหนึ่งเดินทางไปถึงอุโมงค์ เขากำลังตามหาพระองค์หนึ่ง ได้ข่าวว่ามีพระหลวงตาอยู่ที่นี่ ก็มาดูว่าใช่องค์ที่ต้องการพบหรือไม่ ถึงปากถ้ำซามูไรขอให้คนงานนิมนต์พระออกมารับแขกหน่อย หลวงพ่อเดินออกมา พอเห็นหน้าซามูไรก็รู้ทันทีว่าเป็นใคร มาเพื่ออะไร

    คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ ก่อนที่ท่านจะบวชเป็นพระ หลวงพ่อองค์นี้เคยเป็นคนรับใช้ของแดมิโย ซึ่งเป็นตำแหน่งคล้ายกับขุนนางของไทย แล้วได้แอบเป็นชู้กับเมียน้อยของเจ้านาย เจ้านายจับได้จะฆ่าแต่ลูกน้องสู้ ก่อนที่เดมิโยจะชักดาบ เขาจับเชิงเทียนใหญ่ ตีหัวของเจ้านายตาย เห็นเดมิโยตายแล้วก็หนีไปกับผู้หญิง

    เมื่อหนีไปแล้วใจก็หวั่นไหว หวาดกลัวตลอด เดือดร้อน รู้สึกว่าตัวเองทำบาปหนักสาหัส ฆ่าผู้มีพระคุณเพียงเพราะกามฤทธิ์ของตัณหา ความสำนึกผิดค่อยๆ บ่อนทำลายความรักผู้หญิง เริ่มทะเลาะกันบ่อยๆ ไม่มีความสุขอย่างที่เคยคาดหวัง พอเงินหมด เขาก็กลายเป็นอันธพาล เป็นนักจี้ปล้น ทำบาปกรรมเพิ่มขึ้นทับทวี

    สุดท้ายก็รู้สึกบาป ขอแยกทางกับผู้หญิง เข้าวัดเพื่อละลายบาปกรรม เกลือ (บาป) มันมากแล้ว ต้องพยายามละลายด้วยน้ำ (บุญ) ที่จริงตอนหลวงพ่อเข้าวัดยังไม่คิดจะบวช คิดเพียงแค่ว่าต้องสารภาพบาปกับพระ ทำบุญแล้วฆ่าตัวตาย แต่เจ้าอาวาสบอกไม่ต้องฆ่าตัวตายหรอก ให้บวชดีกว่า ตายจากโลก และทำคุณงามความดีชำระของเก่า

    ท่านก็ยอม เมื่ออยู่กับครูบาอาจารย์ได้สักระยะหนึ่งก็ออกธุดงค์ สุดท้ายก็ถึงหมู่บ้านนี้แหละ เป็นสถานที่ที่พระตัดสินใจอุทิศตนเพื่อชำระบาปโดยการสร้างความดีให้กับชาวบ้าน ไม่หวังสิ่งตอบแทน กี่วันกี่ปีก็ไม่ว่า จะสู้อยู่จนกว่าประสบความสำเร็จหรือหมดลม หลวงพ่อเดินออกจากถ้ำเห็นซามูไร

    “โยมคงเป็นลูกชายของท่านเดมิโยใช่ไหม”

    “ใช่” ซามูไรตอบ เสียงเย็นชา พลางมองหลวงพ่อด้วยสายตาเกลียดชัง

    เวลาแก้แค้นของเขาถึงแล้ว ไล่ผู้ฆ่าคุณพ่อจนมุมได้แล้ว ซามูไรหนุ่มชักดาบเตรียมสังหารคนชั่ว ส่วนหลวงพ่อไม่แสดงอาการสะทกสะท้านใดๆ ไม่เป็นไร ก็สาสมอยู่ งานของหลวงพ่อแทบจะเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้รัฐบาลมาช่วยงานแล้ว อีกไม่นานอุโมงค์จะเสร็จแล้ว อาตมาไม่มีกังวล เชิญทำสิ่งที่คุณเห็นว่าสมควร หลวงพ่อคอยวาระนี้มานานแล้ว

    ชาวบ้านที่ยืนดูกันอยู่อ้าปากค้าง เห็นท่าไม่ดี วิ่งไปจับขาซามูไร ขอร้องให้ซามูไรอดทนหน่อย อย่างน้อยขอให้คอยจนกว่าอุโมงค์จะเสร็จ หลวงพ่อไม่หนีไปไหนหรอกครับ ให้ท่านทำงานของท่านให้เสร็จก่อนได้ไหม ซามูไรหนุ่มคิดหนักแล้วพยักหน้า แต่นิสัยของซามูไรคือใจร้อย คอยอยู่ 2 วัน 3 วัน 4 วัน ก็ไม่เห็นงานมีวี่แววจะเสร็จ

    คืนหนึ่งซามูไรนอนไม่หลับ ถือดาบเดินเข้าไปในอุโมงค์ ตั้งใจจัดการให้เรื่องมันจบสักที เข้าไปแล้วได้ยินเสียงก๊อกๆ ปรากฏว่าดึกมากแล้วท่านก็ยังทำงานอยู่ ทำงานพลางสวดมนต์พลาง ซามูไรได้ยินเสียง ขนลุก ทำไม่ลงกลัวบาป เดินออกจากถ้ำด้วยจิตใจสับสน ทำไมคนเลวที่ฆ่าคุณพ่อจึงกลายเป็นคนบริสุทธิ์อย่างนี้

    วันรุ่งขึ้น คณะขุดอุโมงค์มีอาสาสมัครเพิ่มหนึ่งคน..... ซามูไรหนุ่มมาช่วยงาน ทำงานช่วยหลวงพ่อ อยู่ใกล้ชิด คอยสังเกตนิสัยของท่าน น่าเลื่อมใสจริงไหม หรือท่านเสแสร้ง เวลาผ่านไปอีกเดือนเศษ อุโมงค์ทะลุภูเขาแล้ว ไชโย ! หลวงพ่อวางเครื่องมือช้าๆ สวดมนต์อุทิศส่วนกุศลแล้วหันไปทางซามูไรหนุ่ม เปล่งวาจาว่า..... ได้เวลาเสียที เชิญทำหน้าที่ได้ หลวงพ่อพร้อมแล้ว ! ท่านกล่าวพร้อมกับก้มศีรษะลงต่ำ

    แต่ซามูไรหนุ่มไม่ทำอะไร ยืนอยู่ตรงนั้นน้ำตาไหลพราก แล้วหมอบตัวลงกราบหลวงพ่อ ขอฝากตัวเป็นศิษย์

    ที่มา : จากนิทานเซ็น เล่าเรื่องโดย พระอาจารย์ชยสาโร
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=36553
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    เชื่อฉันซิ
    (พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ)
    อาจารย์ที่อินเดียคนหนึ่งที่ไม่ใช่ชาวพุทธนะ ท่านสอนให้ลูกศิษย์เชื่อฟังอาจารย์ ให้ทำเฉพาะสิ่งที่อาจารย์สั่งให้ทำเท่านั้น ถ้าอาจารย์ไม่สั่งล่ะก้อ อย่าได้ทำเป็นอันขาด

    วันหนึ่งอาจารย์พาลูกศิษย์สามสี่คนนั่งเกวียนไปธุระที่ต่างจังหวัด อาจารย์นั่งพิงเกวียนหลับไป ผ้าโพกศีรษะของอาจารย์ตกลงไปบนถนน แต่ลูกศิษย์ก็ไม่กล้าเก็บเพราะอาจารย์ไม่ได้สั่งไว้ เดินทางไปอีกหลายกิโลกว่าอาจารย์จะตื่น

    อาจารย์ “เอ๊ะ! ผ้าโพกอาจารย์หายไปไหน”
    ลูกศิษย์ “ตกลงไปบนถนนครับผม”
    อาจารย์ “อ้าว! แล้วทำไมไม่เก็บล่ะ”
    ลูกศิษย์ “ก็ท่านอาจารย์ไม่ได้สั่งไว้นี่ครับ”
    อาจารย์ “ทำไมเจ้าถึงโง่อย่างนี้นะ ต่อไปสิ่งใดตกลงไปบนถนนล่ะก้อ เจ้าต้องเก็บนะ จำไว้ให้ดี”

    แล้วอาจารย์ก็หลับต่อ ทีนี้วัวที่ลากเกวียนถ่ายลงไปบนถนน ลูกศิษย์รีบจอดเกวียนลงไปเก็บขี้วัว เพราะอาจารย์สั่งไว้ว่า อะไรตกก็ต้องเก็บ

    อาจารย์ “อ้าว! อะไรตกอีกละนั่น”
    ลูกศิษย์ “ขี้วัวครับอาจารย์”
    อาจารย์ “ปัดโธ่โว้ย! เก็บมาทำไม ทำไมศิษย์เรามันถึงได้งี่เง่าขนาดนี้นะ”

    ว่าแล้วอาจารย์ก็เขียนรายการว่าต้องเก็บอะไรบ้างอย่างละเอียดมอบให้ลูกศิษย์ไว้ แล้วจึงเดินทางต่อ พอดีเป็นช่วงที่ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อมาก เกวียนกระเด็นกระดอน จนอาจารย์พลัดหล่นลงไปบนถนน ร้องให้ลูกศิษย์ช่วย ลูกศิษย์ตรวจดูรายการ ไม่มีท่านอาจารย์อยู่ในรายการที่ต้องเก็บขึ้นเกวียน ลูกศิษย์เข้าใจว่าอาจารย์กำลังทดสอบความเชื่อฟัง จึงไม่ยอมจอดเกวียน อาจารย์เลยต้องวิ่งไล่ตามเกวียนจนทัน แล้วรีบเติมชื่อตัวเองลงไปในรายการนั่น

    ลูกศิษย์ไม่ได้ใช้สติปัญญาของตัวเองเลย เพราะต้องทำตามที่อาจารย์สอนเท่านั้น ท่านอาจารย์สอนว่า การมีศรัทธายึดติดในตัวบุคคลไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ถ้าอาจารย์ต้องการสร้างความผูกพันให้ลูกศิษย์ยึดติดในตัวอาจารย์ ทางพุทธเราถือว่าเป็นอาจารย์ที่ไม่ดี ไม่ใช่กัลยาณมิตรของลูกศิษย์ อาจารย์ที่เป็นกัลยาณมิตรของลูกศิษย์นั้น ต้องฝึกลูกศิษย์ให้ใช้สติปัญญาของตัวเอง รับผิดชอบตนเอง และเป็นที่พึ่งของตนเองได้ เหมือนหมอที่ดีย่อมต้องการให้คนไข้พ้นจากการเป็นคนไข้ ไม่ต้องการให้ใครเป็นคนไข้ของหมอตลอดชีวิต

    พระพุทธองค์สอนว่า การมีศรัทธาในตัวบุคคลมีโทษ ถ้าความเชื่อของเราผูกพันกับพระองค์ใดองค์หนึ่ง หรืออาจารย์ท่านใด เมื่ออาจารย์เสียชีวิตไป เราจะรู้สึกเสมือนขาดที่พึ่ง ที่ร้ายไปกว่านั้น คือ ถ้าอาจารย์คนนั้นสึกไป หรือมีเรื่องอื้อฉาว ศรัทธาของเราก็จะเสื่อมทันที ท่านจึงให้เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ไม่ใช่เอาพระองค์นั้นองค์นี้เป็นที่พึ่ง

    --
    ที่มา : 'เรื่องท่านเล่า' หนังสือรวมนิทานที่พระอาจารย์ชยสาโรเมตตาเล่าไว้
    เรียบเรียงโดย ศรีวรา อิสสระ

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=47691
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    มากเกินไป
    พระมหาวีระพันธ์ ชุติปัญโญ

    ชาวนาคนหนึ่งเพียรทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างผลผลิตคือ ข้าวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เขาคิดว่าความร่ำรวยที่ได้มากจากการทำนานี้ จะทำให้ชีวิตของเขาและครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายมากขึ้น
    ยิ่งนานวัน ชาวนาก็มีความอยากได้ในสิ่งต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เข้าข่ายถูกความโลภบังตาบังใจ เมื่อเก็บเงินได้มากพอสมควร เขาจึงคิดที่จะซื้อที่นาเพิ่มขึ้นอีก เพราะความรู้สึกบอกเขาว่าที่นาที่มีอยู่นั้นยังน้อยเกินไป

    อยู่มาวันหนึ่ง ชาวนาได้ข่าวว่ามีเศรษฐีใจดีคนหนึ่งจะขายที่ดินให้กับผู้ที่ต้องการซื้อ เขาจึงรีบไปขอเจรจากับมหเศรษฐีก่อนใครอื่น

    เมื่อมหาเศรษฐีเห็นอาการที่ชาวนาแสดงออก ที่ดูมีความอยากได้มากจนเกิดเหตุ ก็รู้ได้ทันที่ว่าชาวนาคนนี้มีนิสัยอย่างไร จึงกล่าวท้าทายเพื่อหยั่งเชิงว่า ชาวนาจะกล้าแลกเปลี่ยนกับเงื่อนไขที่ตนสร้างขึ้นหรือไม่

    "ข้าขายที่ดินราคาไม่แพงหรอก ข้าขอแลกกับเงินที่เจ้านำติดตัวมาก็พอ หลังจากนั้นถ้าเจ้าต้องการที่ดินเท่าไรก็สามารถที่จะครอบครองได้เลย แต่มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่ง"

    "ข้อแม้อะไรรึท่าน?" ชาวนาถามแทรกขึ้นด้วยความอยากรู้

    "ข้อแม้มีอยู่ว่า ข้าจะให้เวลาเจ้าหนึ่งวันเต็ม ๆ ในการกำหนดเขตพื้นที่ที่เจ้าต้องการ เริ่มตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น จนถึงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าในยามเย็น ถ้าเจ้าเดินกำหนดเขตได้ก่อนที่พระอาทิตย์ตกดิน พื้นที่เหล่านั้นจะเป็นของเจ้า แต่ถ้าไมทันเวลาที่กำหนดไว้ เจ้าจะไม่ได้แม้แต่พื้นที่หยิบมือเดียว" มหาเศรษฐีกล่าว

    "ตกลงตามนี้ ข้ายอมเหนื่อยหนึ่งวันเพื่อแลกกับที่ดินที่ท่านสัญญาว่าจะให้"

    ชาวนารีบตอบรับเงื่อนไขด้วยความดีใจ เพราะเขาคิดว่ามีแต่คนโง่เท่านั้นที่ไม่กล้บรับข้อเสนอดังกล่าว

    เมื่อทั้งสองต่างยอมรับในเงื่อนไขที่แต่ละคนเสนอมาทั้งก็ได้นัดแนะวันเวลาในการจับจองพื้นที่ในวันรุ่งขึ้น ครั้นวันใหม่มาถึง ชาวนารีบมารอมหาเศรษฐีด้วยใจจดจ่อ เมื่อแสงแห่งรุ่งอรุณทาบขอบฟ้า ชาวนาก็รีบเดินเพื่อกำหนดเขตพื้นที่ที่ต้องการทันที

    เขาเดินและทำสัญลักษณ์เพื่อจับจองพื้นที่จนถึงเทีี่ยงวันก็เริ่มรู้สึกว่าคงเพียงพอที่จะเดินโค้งกลับไปยังจุดเริ่มต้น ในขณะที่กำลังจะเดินวนกลับ ท้องไส้ก็เริ่มปั่นป่วนเพราะความหิว แต่ด้วยเกรงว่าจะไม่ทันเวลา ชาวนาจึงบอกกับตัวเองว่าให้ถึงเส้นชัยเสียก่อนแล้วค่อนทานอาหาร ถือว่าเป็นเฉลิมฉลองไปในตัว

    ชาวนาเริ่มเดินวนกลับเพื่อกำหนดเขตพื้นที่ด้วยความหวังว่าจะกอบโกยที่ดินให้ได้มากที่สุด ในขณะที่พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง เป็นเหตุให้ชายผู้ถูกความโลภครอบงำต้องเพิ่มพลังจากการเดินเป็นการวิ่งแทน

    เมื่อชาวนาออกแรงวิ่ง แต่ตัวเองไม่ได้ทานอาหารแม้เพียงน้อย กำลังที่มีอยู่ก็เริ่มอ่อนแรงลง แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะหยุดพัก เพราะกลัวว่าสิ่งที่พยายามมาทั้งวันจะไม่มีผล จึงเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อจะวนกลับไปที่จุดเริ่มต้นให้ทัน

    สิ่งที่เกิดตามมาเมื่อชาวนาออกแรงวิ่งก็คือ อาการเหนื่อยล้าที่มากกว่าปกติ ทั้งโหยหิว ทั้งอ่อนล้า เพราะกำลังเริ่มหมดลง แต่เพราะความอยากได้คอยผลักไส ชาวนาจึงต้องฝืนใจพยุงร่างกายเพื่อไปให้ถึงจุดเริ่มต้นก่อนที่พระอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า

    ขาของชาวนาเริ่มก้าวช้าลง ในที่สุดก็หมดแรงที่จะไปต่อส่งผลให้ชาวนาถึงกับทรุดตัวลง เหมือนว่าชีวิตจะแดดิ้นสิ้นใจลงที่ตรงนั้น แต่แม้จะต้องคลานกลับไปยังจุดเริ่มต้น ชาวนาก็ไม่ละความพยายามที่จะไปให้ถึง

    ในขณะที่กำลังคลานเข้าเส้นชัยตามที่ตกลงกันไว้กับมหาเศรษฐี สายาตาของชาวนาก็เริ่มมองสิ่งที่อยู่ข้างหน้าพร่ามัวลงเรื่อย ๆ เขาค่อย ๆ คลานไปยังจุดเร่ิมต้นที่ออกเดินทางในตอนเช้า พร้อมกับลมหายใจที่แผ่วเบาลงทุกขณะ

    ชายผู้ถูกความโลภผลักไสบอกับใจตัวเองว่า "ใกล้จะทำสำเร็จแล้ว" เขายิ้มน้อย ๆ ให้กับตัวเอง พร้อมกับเรี่ยวแรงที่มีอยู่ค่อย ๆ หมดลง ในที่สุดชาวนาก็สิ้นใจตายที่จุดสิ้นสุดของเขตพื้นที่ที่เขาแสวงหามัน

    [​IMG] [​IMG] [​IMG] ข้อคิด ::

    [​IMG] ชีวิตที่มีความอยากได้มานำพา มักพ่วงปัญหาจนก่อให้เกิดเป็นความทุกข์ และเป็นภาระให้เราต้องแบกหามเสมอเมื่อวันหนึ่งที่ "ความอยาก" มีกำลังมากกว่าความพอดี ทุกพื้นที่ของความรู้สึกย่อมถูกต่อยอดเป็นความโหยหาที่ชวนให้ปวดหัวมากกว่ารับรู้แล้วเบาตัว

    [​IMG] เพราะชีวิตที่มีความสุขนั้น มิใช่อยู่ที่ว่าใครมีอะไรมากกว่ากัน แต่อยู่ที่ว่าใครรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่ได้มาต่างหาก แม้ว่าเราจะได้ครอบครองสิ่งที่ชีวิตเคยเรียกร้องมานาน แต่หากไม่มีวิธีเกี่ยวข้องเพื่อปรองดองในระยะยาว สิ่งที่เคยคิดไว้วาจะช่วยสร้างความสุขให้ ก็มักแปรเปลี่ยนเป็นความทุกข์ให้เราต้องอยู่กับมันอย่างผู้ทนฝืนแทน

    แต่เมื่อใดที่เรามีวิธีวางใจและเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ อย่างมีสติ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดูเหนื่อยหนักสักเพียงใด เราก็จะเรียนรู้ที่จะน้อมรับอย่างผู้มีวิธีการที่ดีพอ แม้วันหนึ่งอาจรู้สึกว่ามันหนักเกินจะแบกรับไหว เราก็วางมันลงได้ด้วยใจที่พร้อมจะปล่อยวาง

    จากสิ่งที่มองว่าน่าจะก่อให้เกิดความทุกข์ กลับกลายเป็นเรื่องสนุกให้เราได้เรียนรู้ที่จะพิชิตมันอย่างผู้มีชั้นเชิง เป็นความท้าทายที่พร้อมจะเปลี่ยนเราให้กลายเป็นคนฉลาดที่จะรับมือกับเรื่องร้าย ๆ แล้วเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเรื่องดีแทน

    โปรดระวัง "ความอยาก" ที่มากจนเกินงาม เพราะมันจะทำให้ชีวิตของเราตกไปสู่ความต่ำทราม โดยที่เราไม่อาจกล่าวโทษใครได้ เมื่อความร้ายกลายร่างเป็นนายมาบังคับเรา นอกจากโทษตัวเองเท่านั้น ที่ช่างโง่เขลาเสียจริง
    ธรรมอำนวยพร
    ขอให้.....มีจิตที่รู้ ที่ตื่น ที่เบิกบาน (พุทธะ)
    ขอให้.....ทำการงานด้วยความสุข (อิทธิบาทสี่)
    ขอให้.....ขจัดทุกข์ได้ด้วยปัญญา (อริยสัจสี่)
    ขอให้.....มีดวงตาที่เห็นความจริง (ไตรลักษณ์)
    ขอให้.....เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยไตรสิกขา (ศีล, สมาธิ, ปัญญา)
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=48503

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 มีนาคม 2026
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    มีปัญญาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน :
    ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า
    มีครอบครัวของเศรษฐีฮินดูครอบครัวหนึ่งมีลูกชายสี่คนและลูกสะใภ้สี่คน ภรรยาของเศรษฐีเป็นคนเก็บกุญแจคลังสมบัติเอาไว้ ต่อมาเมื่อภรรยาเสียชีวิตลง เศรษฐีชราก็จะต้องมอบหมายกุญแจคลังสมบัตินี้ให้สะใภ้คนใดคนหนึ่งในสี่คนนี้ดูแล แต่เขาจะเลือกใครดีนะ ?

    วันหนึ่งเศรษฐีชราจึงเรียกสะใภ้ทั้งสี่คนมาพบ พร้อมกับมอบเมล็ดข้าวโพดให้คนละ ๕ เมล็ด และบอกว่า “พวกเธอเก็บรักษาเมล็ดข้าวโพดเหล่านี้เอาไว้ให้ดีเชียวนะ อีก ๕ ปีข้างหน้าฉันจะมาพบพวกเธอและ ฉันจะมอบกุญแจคลังสมบัติของตระกูลให้กับผู้ที่เก็บเมล็ดข้าวโพดเหล่านี้เอาไว้อย่างดี” แล้วเศรษฐีชราก็จากไป

    สะใภ้คนแรกรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องงี่เง่าเหลวไหลสิ้นดี ใครจะโง่เสียเวลามาดูแลเมล็ดข้าวโพดเล็ก ๆ ๕ เมล็ดนี้เอาไว้ตั้ง ๕ ปี เอาไว้เมื่อถึงเวลานั้นเธอค่อยไปหาเมล็ดข้าวโพดใหม่ ๆ มาแสดงต่อเศรษฐีก็ได้ เธอจึงขว้างเมล็ดข้าวโพดทิ้งไป

    สะใภ้คนที่สองรู้สึกแปลกใจมาก รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องแปลกประหลาด ชะรอยเมล็ดข้าวโพดเหล่านี้คงจะเป็นเมล็ดข้าวโพดพลังวิเศษเป็นแน่แท้ เธอจึงคิดว่า คงจะดีกว่าหากเธอได้กินเมล็ดข้าวโพดนี้เพื่อให้ร่างกายเธอได้รับพลังวิเศษ จากนั้นอีก ๕ ปี ค่อยหาเมล็ดข้าวโพดมาแสดงต่อเศรษฐีก็ได้ เธอจึงกลืนเมล็ดข้าวโพดนี้ลงไป

    สะใภ้คนที่สามเป็นคนโลภ เธอต้องการครอบครองกุญแจนั้น จึงนำเมล็ดข้าวโพดทั้ง ๕ เมล็ดไปเก็บรักษาที่หิ้งบูชาของเทพเจ้าอย่างดี และเฝ้าดูอยู่อย่างสม่ำเสมอมิให้คลาดสายตา

    สะใภ้คนที่สี่เป็นคนฉลาด เธอคิดว่าหากเก็บเมล็ดข้าวโพดเหล่านี้ไว้เฉย ๆ ก็คงจะฝ่อไป เธอจึงนำไปเมล็ดพันธุ์ทั้ง ๕ เมล็ดไปเพาะไว้ที่สวนหลังบ้าน เมื่อถึงฤดูกาลเธอก็เก็บเกี่ยวผลผลิตและขยายพันธุ์ เมื่อเวลาผ่านไป ๕ ปี ข้าวโพดเหล่านั้นก็กลายเป็นแปลงข้าวโพดขนาดใหญ่และยังมีเมล็ดข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวเอาไว้แล้วอยู่ในยุ้งฉางด้วย

    เมื่อเวลาผ่านไปครบ ๕ ปี เศรษฐีชรามาพบกับสะใภ้ของเขาทั้งหมดอีกครั้งและขอให้ทุกคนแสดงเมล็ดข้าวโพด

    สะใภ้คนแรก, คนที่สอง, คนที่สาม ต่างก็นำเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดมาแสดงต่อท่านเศรษฐีและแจ้งวิธีการของแต่ละคนให้ท่านเศรษฐีทราบ

    ส่วนสะใภ้คนที่สี่นั้นบอกว่า คุณพ่อคะ เมล็ดพันธุ์ที่คุณพ่อมอบให้นั้นหนูได้นำไปปลูกจนงอกงาม เก็บเกี่ยว และ ขยายพันธุ์เรื่อยมา ขณะนี้หนูเก็บเมล็ดข้าวโพดทั้งหมดที่เกิดจากเมล็ดข้าวโพดทั้ง ๕ นั้น อยู่ในยุ้งฉางนี้แล้วค่ะ เชิญคุณพ่อให้คนมาขนไปได้เลย

    ท่านเศรษฐีจึงว่า เธอฉลาดมาก เธอนี่แหละคือผู้ที่จะเก็บรักษากุญแจคลังสมบัตินี้ [​IMG]

    นิทานสอนใจจากท่านอาจารย์โกเอ็นก้า

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=46950
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    บางโอกาสหลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย ก็นำนิทานสนุกๆ มาเล่าเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดให้พระเณรได้หัวเราะได้ฮากันก็มี เช่น
    เรื่องอาแป๊ะบวชลูกชาย...หลวงปู่ยกแก้วน้ำปานะขึ้นฉัน แล้วเล่าต่อว่า

    มีอาแป๊ะคนหนึ่งแกพาลูกชายไปบวช ขณะที่พระอุปัชฌาย์ให้กล่าวคำขออุปสมบท บทว่า “อุลลุมปะตุโน ภันเต” ลูกชายอาแป๊ะซึ่งพูดไทยไม่ค่อยชัดอยู่แล้วจึงว่าเป็น “อุงลุง ปะตุโน ภันเต” กี่ครั้งๆ ก็ยังว่า “อุงลุง ปะตุโน ภันเต” อยู่เหมือนเดิม อุปัชฌาย์ก็ให้ว่าซ้ำใหม่ ๒ รอบ ๓ รอบ ลูกชายอาแป๊ะก็ยังว่าไม่ได้ อาแป๊ะถึงกับเหงื่อตกเพราะอายแขกที่มาร่วมงานบวชลูกชาย อาแป๊ะยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลออกมาเต็มหน้า เสร็จแล้วอาแป๊ะแกก็ตะโกนออกไปในโบสถ์ด้วยเสียงอันดังเพราะความโมโหลูกชายที่สวดมนต์ไม่ได้ ว่า “อาตี๋อ้า ลื้อนี่มัน ช้ายม่ายล่าย...แค่ของง่ายๆ อองลองๆ แค่นี้ทำไมลื้อจึงว่าม่ายล่าย” อั๊วยังว่าล่ายเลย !...พระเณรก็หัวเราะ ฮา !...สรุปแล้ว อาแป๊ะยิ่งพูดไม่ชัดหนักกว่าลูกชายหลายเท่านั่นเอง

    นิทานที่หลวงปู่นำมาเล่าผ่อนคลายสมองพระเณรอีกเรื่องหนึ่งคือ
    เรื่องตายายยากจนสองคู่อยู่ในกลางดง เรื่องมีอยู่ว่า

    ตายาย คู่หนึ่งชื่อตาสี อีกคู่หนึ่งชื่อตาสา คู่ตาสีนั้นทั้งสองว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน ส่วนคู่ของตาสาจะขัดแย้งมีปากมีเสียงกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งสองคู่ยากจน ทำมาหากินด้วยการจับปลาไปวันหนึ่งๆ วันหนึ่งตาสีสองคนตายายออกหาจับปลาในลำคลอง สุ่มไปได้ปลาช่อน เมียบอกว่าอย่าเพิ่งเอาตาสีก็เชื่อ สุ่มไปอีกได้ปลาหมอ เมียก็บอกว่าอย่าเพิ่งเอา ตาสีก็เชื่อ จนกระทั่งเย็นไม่ได้อะไรเลย ทั้งสองก็ไปนั่งปรับทุกข์กันที่ข้างจอมปลวกว่า ทำไมเราจึงเกิดมาทุกข์ยากแท้ พอดีเทวดาซึ่งสถิตอยู่ที่จอมปลวกได้ยินก็สงสาร จึงจำแลงกายออกมา มอบแก้วสารพัดนึกให้ตาและยาย บอกว่ากลับไปถึงบ้านให้นึกในสิ่งที่ต้องการได้สามอย่าง เมื่อถึงบ้านสองคนตายายก็มาปรึกษากันว่าจะนึกเอาอะไรดี ทั้งสองเมื่อตกลงกันแล้วจึงนึกเอาบ้านหลังสวยๆ ใหญ่ๆ...บ้านหลังงามก็ปรากฏขึ้นทันที ข้อที่สองนึกขอให้มีเครื่องอยู่ของกินอย่างอุดมสมบูรณ์ในบ้าน ข้อที่สามขอให้มีเงินมีทองเต็มบ้าน ทำบุญให้ทานไม่มีหมด และก็สมปรารถนาของสองคนตายาย ทำบุญแจกทานทุกวันก็ไม่มีหมด
    ตาสาจึงมาถามเพื่อนว่าทำอย่างไรจึงจะได้แก้วสารพัดนึกอย่างเพื่อนบ้าง ตาสีก็บอกให้ไปทำอย่างที่ตนทำมาแล้ว วันต่อมาตาสาสองคนตายายก็พากันไปสุ่มปลาที่ลำคลอง สุ่มแรกก็ได้ปลาช่อนตัวโต เมียก็บอกว่าเอาไว้ก่อนๆ ตาสาก็บอกว่า “ไม่ได้ เดี๋ยวผิดธรรมเนียมต้องปล่อยไปก่อน...” ฝ่ายเมียก็ด่าว่าบ่นตาสาเรื่อยไปๆ สุ่มลงไปอีกทีนี้ได้ปลาหมอ ตาสาก็ไม่เอาอีก เมียก็บ่นต่อไปอีกจนเหนื่อย จึงมานั่งพักที่จอมปลวกแล้วก็อธิษฐานขอแก้วสารพัดนึกจากเทวดาจอมปลวก เทวดาจอมปลวกก็นำแก้ววิเศษมาให้ แล้วบอกว่าให้กลับไปถึงบ้านแล้วนึกเอาอะไรก็ได้สามอย่าง ฝ่ายเมียก็บอกว่าไม่ต้องไปถึงบ้าน “นึกเอาที่นี่แหละ...” ตาสาก็ไม่ยอม เถียงกันไปเถียงกันมา ฝ่ายเมียก็นึกเอาว่า...“ข้านี่เกลียดแกเหลือเกินตาสาเอ๊ย...ข้าอยากนึกให้ตัวแกสูงถึงท้องฟ้า...” นึกเสร็จตัวตาสาก็สูงขึ้นๆ จนหัวชนท้องฟ้า...“ตาสาจึงร้องบอกเมียว่าเอาข้าลงๆ...” เมียจึงนึกใหม่ว่า “ขอให้ตาสาต่ำลงมาจนติดดิน...” เท่านั้นเองตาสาก็หดลงต่ำลงๆ จนติดดิน ตาสาก็ร้องบอกเมียอีกว่าเอาข้าเท่าเก่าเหมือนเดิม “เมียก็นึกให้ตาสาตัวเท่าเก่าอย่างเดิม...” เป็นอันว่าครบสามอย่างที่เทวดาให้ สรุปแล้วตาสาและภรรยาไม่ได้อะไรเลยเพราะความขัดแย้งไม่ลงรอยกันนั่นเอง...นี่คือนิทานอีกเรื่องของหลวงปู่ที่นำมาเล่าเปรียบเทียบอยู่บ่อยๆ เพื่อเป็นคติสอนใจถึง “การอยู่ร่วมกันระหว่างครอบครัวที่ขัดแย้งกัน...” และ “ครอบครัวว่าอะไรก็ว่าตามกัน...”

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=59356
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    นิทานเซน

    อยู่กับปัจจุบัน

    พระชิงหลวนแห่งญี่ปุ่น เมื่อตอนที่อายุ 9 ขวบ ก็คิดที่จะออกบวช
    จึงไปขอบวชกับพระอาจารย์ฉือเจิ้น พระอาจารย์บอกว่า
    “เจ้าอายุยังน้อย คิดจะบวชทำไม ?”
    ชิงหลวนตอบว่า
    “แม้ข้าพเจ้าจะอายุยังน้อย แต่พ่อแม่เสียชีวิตหมดแล้ว
    และเพราะเหตุว่าข้าพเจ้าไม่รู้ว่า คนเราทำไมต้องตาย
    ทำไมต้องแยกจากพ่อแม่เพื่อที่จะสืบค้นหาต้นตอของสิ่งเหล่านี้ ข้าพเจ้าจึงต้องบวช”

    พระอาจารย์รู้สึกชมชอบอุดมการณ์อันดีนั้น จึงพูดว่า
    ”ดีแล้ว อาจารย์จะรับเจ้าเป็นศิษย์ แต่คืนนี้ก็ค่ำแล้ว ไว้พรุ่งนี้จะทำการบวชให้เจ้า”
    แต่ชิงหลวนพูดว่า
    “ข้าพเจ้าอายุยังน้อย ไม่ทราบว่าจะรักษาความคิดที่จะบวชจนถึงพรุ่งนี้ได้หรือเปล่า
    และท่านอาจารย์ก็อายุมากแล้ว ก็ไม่สามารถจะรับรองได้ว่า
    พรุ่งนี้เช้าอาจารย์จะยังมีชีวิตอยู่อีกหรือเปล่า”

    พระอาจารย์ฟังแล้วรู้สึกปลื้มปีติยิ่งนัก บอกว่า
    “ถูกต้อง เจ้าพูดไม่ผิดเลย ตอนนี้จะบวชให้เจ้าทันที”
    ***
    ที่เมืองจีนสมัยราชวงศ์ถัง ผู้ที่จะบวช จะต้องผ่านการสอบคัดเลือกก่อน
    พระถังซำจั๋งตอนนั้นอายุเพียง 12 ปี สอบไม่ผ่าน รู้สึกเสียใจจนร้องไห้
    ผู้คุมสอบ เจิ้งซ่านกว่อ ถามว่า...“ร้องไห้ทำไม”

    ซำจั๋งตอบว่า
    “อยากสืบทอดศาสนาของพระพุทธองค์ และให้เมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะเป็นที่เลื่องลือไปทั่วปฐพี”
    ผู้คุมเห็นอุดมการณ์อันสูงส่งนั้น จึงอนุญาตให้บวช ซึ่งต่อมาทั้งสองท่านก็มีชื่อเสียงไปทั่วโลก
    และทำคุณประโยชน์ให้กับศาสนามากจริงๆ
    ***
    ปฏิบัติธรรมอย่างไร

    พระอาจารย์ว้อหลุนหลังจากบำเพ็ญเพียรอยู่หลายปี ก็นึกว่า ตนเองรู้แจ้งแล้ว
    จึงไปหาท่านเว่ยหล่างเพื่อทดสอบภูมิธรรม พร้อมกับเขียนโศลกว่า

    ว้อหลุนมีเทคนิคและวิธี ที่จะสามารถดับร้อยความคิดได้
    สิ่งที่มากระทบจิตไม่เกิด ต้นโพธิ์เติบโตขึ้นทุกวัน
    卧 轮 有 伎 俩 能 断 百 思 想
    对 境 心 不 起 菩 提 日 日 长

    (โศลกบทนี้ต้องกำกับภาษาจีนด้วยเพราะแตกต่างจากที่ท่านพุทธทาสแปลไว้เล็กน้อย)

    ท่านเว่ยหล่างเมื่ออ่านแล้วได้พูดกับลูกศิษย์ว่า ว้อหลุนยังไม่ได้เข้าถึงหลักธรรมอย่างแท้จริง
    หากปฏิบัติธรรมลักษณะนี้ต้องตายแน่ คิดว่าสิ่งที่มากระทบจิตไม่เกิดเป็นความสามารถอย่างสูง
    เป็นความเข้าใจที่ผิด เราปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นพุทธะที่มีชีวิต ไม่ใช่เป็นพุทธะที่ตายแล้ว
    กลายเป็น ทองไม้ดินหรือหิน แล้วจะเป็นพุทธะอย่างไร ไม่สามารถฉุดช่วยผู้คน แล้วจะมีประโยชน์อะไร

    ท่านเว่ยหล่างจึงแต่งโศลกตอบไปว่า

    เว่ยหล่างไม่มีเทคนิคและวิธี ร้อยความคิดก่อเกิดไม่มีหยุด
    สิ่งที่มากระทบจิตย่อมเกิด แล้วต้นโพธิ์จะเติบโตได้อย่างไร
    慧 能 沒 伎 俩 不 断 百 思 想
    对 境 心 数 起 菩 提 作 麼 长

    เหล่าลูกศิษย์ไม่เข้าใจ ท่านเว่ยหล่างจึงอธิบายให้ฟังว่า ทุกสิ่งที่ต้องใช้เทคนิค
    และวิธีล้วนแต่ต้องใช้ความสามารถ จิตย่อมจดจ่ออยู่กับความสามารถในการกระทำนั้น
    ยังเป็นการยึดติดอยู่กับการกระทำ ยังใช้ไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องไปดับความคิด
    ไม่มีความคิดแล้วจะไปทำอะไรได้ หากไม่มีความคิดก็เหมือนกับก้อนหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง
    เหมือนกับเวลาที่เราแสดงธรรมหรือฟังธรรมต้องใช้ความคิดร่วมด้วย
    แม้มีความคิดแต่ไม่ยึดติดกับรูปลักษณ์นั้น ก็เหมือนกับไม่มีความคิด
    ส่วนต้นโพธิ์นั้นแสดงถึงจิตเดิมแท้ของพุทธะ ไม่เพิ่มไม่ลด ไม่เกิดไม่ดับ
    แม้จะปฏิบัติธรรมจนเป็นพุทธะแล้ว ก็ไม่ได้เพิ่มอะไรแม้แต่นิดเดียว แล้วจะมีอะไรเติบโตได้อย่างไร

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=23092


     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    เปรตปากเน่า
    กาลเมื่อพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร ใกล้กรุงราชคฤห์ ทรงปรารภถึงเปรตปูติมุขเปรต (เปรตปากเน่า) ให้เป็นต้นเหตุ แล้วจึงทรงตรัสเทศนาว่า

    [​IMG] กาลเมื่อพระศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า มีกุลบุตร ๒ คน ได้มีศรัทธาออกบวชในพระศาสนา เป็นผู้มีความประพฤติเคร่งครัด มีอาจารมรรยาทดี เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ได้พำนักอาศัยอยู่ในอาวาสที่สร้างอยู่ ณ ชนบทแห่งหนึ่ง

    กาลต่อมา มีภิกษุรูปหนึ่ง ได้เดินทางมาจากหัวเมืองที่ห่างไกล ได้มาขออาศัยอยู่ด้วยกับภิกษุผู้ทรงศีลทั้งสองรูปในอาวาสนั้น

    พระเถระเจ้าทั้งสอง ก็มีจิตกรุณา อนุญาตให้ภิกษุรูปนั้นได้อยู่อีกทั้งยังทำการดูแลต้อนรับเป็นอย่างดี

    กาลต่อมาภิกษุผู้เป็นอาคันตุกะนั้น ได้คิดขึ้นมาว่า อาวาสแห่งนี้ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่เหมาะสม มีหมู่ไม้ใหญ่อันให้ร่มเงา อุดมไปด้วยน้ำท่า อยู่แล้วร่มเย็นสบาย อีกทั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน ชาวบ้านก็มีจิตศรัทธาบริจาคทานสมบูรณ์มิได้ขาด ถ้าเราจักอยู่ต่อไปในอาวาสนี้ คงมิได้รับความยากลำบากใดๆ แต่ก็คงจะมีเหตุให้ไม่สบายใจอยู่ดี เป็นเพราะภิกษุเก่าทั้งสองรูปนั้น ยังคงอยู่ที่นี้ด้วย

    ผู้คนชนทั้งหลาย ก็อาจจะคิดได้ว่า เราเป็นศิษย์ของพระเก่าทั้งสอง ลาภสักการะอันเลิศพึงจะมีแก่เราผู้เดียว ก็ต้องแยกแตกแบ่งให้แก่ภิกษุเก่าทั้งสองนั้น กว่าจะมาถึงเราลาภนั้นๆ ก็คงจะเป็นชนิดเลวแล้ว เห็นทีเราจะต้องหาวิธียุแหย่ ให้ภิกษุเก่าทั้งสองแตกแยกทะเลาะวิวาทกัน จะได้ต่างคนต่างไปเสียจากอาวาสนี้

    อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุเก่าผู้เป็นพระเถระสูงสุด ก็ให้โอวาทแก่ภิกษุผู้อ่อนพรรษากว่าตามธรรมเนียม เสร็จแล้วก็กลับไปยังกุฏีของตน

    ภิกษุอาคันตุกะนั้น ก็เข้าไปหา แล้วกล่าวว่า “ข้าแต่พระอาจารย์ผู้เจริญ พระเถระอีกองค์ที่เป็นสหธรรมิกของท่าน มีวิสัยเสแสร้ง แกล้งทำตนเป็นมิตรที่ดีต่อหน้าท่าเท่านั้น เวลาลับหลังก็ติเตียน นินทา พูดจาด่าว่าดุจดังเป็นศัตรูกับท่าน”

    พระเถระเจ้าพอได้ฟัง คำพูดของภิกษุอาคันตุกะ จึงกล่าวถามว่า “เขาว่าอย่างไร”

    ภิกษุอาคันตุกะ จึงตอบว่า “พระเถระผู้เป็นเพื่อนอาจารย์กล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า ท่านเป็นคนชอบโอ้อวด วางอำนาจ ชอบเสแสร้ง มากมายาลวงโลก หาเลี้ยงชีพด้วยวิธีประจบคฤหัสถ์”

    พระเถระผู้มีอายุ ครั้งได้ฟังจึงยิ้ม แล้วกล่าวว่า “อย่าเลย ขอท่านอย่ากล่าวเช่นนี้ เรารู้ดีว่า เพื่อสหธรรมิกของเรา จะไม่กล่าวเช่นนั้นเป็นแน่ เรารู้จักเขามาตั้งแต่ยังเป็นฆราวาสแล้ว เขาเป็นผู้มีอัธยาศัยดี มีน้ำใจ เป็นผู้เคร่งครัดในศีล ขอท่านอย่าได้พูดเช่นนี้อีกเลย”

    ภิกษุอาคันตุกะ พอได้ฟังจึงกล่าวว่า “ถ้าท่านอาจารย์คิดอย่างนี้ก็ดีแล้ว เป็นการสมควร เพราะคุ้นเคยอยู่ร่วมกันมานาน แต่สิ่งที่ข้าพเจ้านำมาพูด ก็ด้วยความเคารพรักต่อท่านอาจารย์ ถ้ามิเช่นนั้นจะมาพูดทำไม ข้าพเจ้าก็มิเคยผิดใจกับพระเถระเพื่อนท่าน สักวัน แล้วท่านอาจารย์จะรู้ความจริงเอง”

    กล่าวดังนั้นแล้ว ภิกษุอาคันตุกะ ก็เข้าไปหาพระเถระผู้เป็นเพื่อนของอาจารย์ แล้วก็กล่าวยุยงขึ้นว่า “ท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าได้ยินท่านอาจารย์ผู้เป็นสหธรรมมิตรกับท่าน กล่าวตำหนิติว่า ท่านเป็นบุคคลที่มักมาก จิตใจคับแคบ มีมารยาสาไถย ต่อหน้าว่าอย่างลับหลังทำอีกอย่าง ด้วยความรักเคารพในท่าน ข้าพเจ้าทนฟังเขาตำหนิท่านอยู่ไม่ได้ จึงนำความมาบอกแก่ท่าน จะได้ระวังตน เพราะท่านกำลังจะไว้ใจศัตรู”

    ข้างพระเถระ พอได้ฟังภิกษุอาคันตุกะ มากล่าวดังนั้น จึงพูดว่า “อย่าเลย ท่านอย่ามากล่าวดังนี้เลย เรารู้จักเพื่อนสหธรรมิกรูปนี้ดีมาตั้งแต่เป็นฆราวาสแล้ว เขาเป็นผู้มีกิริยาวาจาเรียบร้อยงดงาม สำรวมระวังอยู่ในศีล เรามิเคยเห็นแม้สักครั้งที่เขาจะประพฤติทุจริต”

    ภิกษุอาคันตุกะจึงกล่าวขึ้นว่า “ไม่เป็นไร ท่านมิเชื่อข้าพเจ้าก็ไม่เป็นไร สักวันหนึ่งความจริงก็จะต้องปรากฏ ที่ข้าพเจ้ามาพูดมาเตือนเพราะหวังดี ถ้าท่านไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร” กล่าวเช่นนั้นแล้ว ภิกษุผู้เป็นอาคันตุกะ ก็กลับไปยังที่พักของตน

    วันต่อมา ภิกษุอาคันตุกะนั้น ก็แวะเวียนเข้าไปหาพระเถระทั้งสอง แล้วก็พูดจายุแยงใส่ไคร้ให้ทั้งสองผิดใจกัน ทำอยู่เช่นนี้บ่อยครั้ง จนในที่สุด พระเถระทั้งสองต่างฝ่ายต่างคิดว่า ดูท่าเรื่องเหล่านี้คงจะเป็นจริง ต่างฝ่ายต่างก็ไม่พูดจาซึ่งกัน และไม่ร่วมทำกิจวัตร ไม่สมาคมต่อกัน แม้ที่สุดก็ไม่เคารพนับถือต่อกัน

    เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ ไม่นานพระเถระทั้งสองก็เก็บบาตรและบริขารออกเดินทางจากวัดไปคนละทาง

    ภิกษุอาคันตุกะ ครั้นเห็นว่าแผนการยุแหย่ของตนมีผลสำเร็จ เป้นเหตุให้พระเถระทั้งสองผิดใจกัน จนต่างฝ่ายต่างพากันทิ้งวัดหนีไปเสีย ภิกษุผู้มีความปรารถนาชั่วช้าก็รื่นเริงยินดี พอถึงเวลาเช้าก็เข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงกล่าวถามภิกษุนั้นว่า “พระเถระทั้งสองไปไหน”

    ภิกษุนั้นจึงตอบว่า “พระเถระทั้ง ๒ ทะเลาะกันทั้งคืนยันรุ่ง แม้เราจะห้ามปรามก็ไม่เชื่อฟัง พอรุ่งเช้าต่างก็เก็บข้าวของหนีออกจากวัดไม่รู้ว่าไปทางไหน”

    ชาวบ้านจึงกล่าวว่า “ถึงพระเถระทั้งสองจะหนีไปแล้ว แต่ขอท่านจงอยู่ในวัดนี้เพื่อที่จะอนุเคราะห์พวกข้าพเจ้าให้ได้ทำบุญ ฟังธรรม”

    ภิกษุผู้คิดชั่วนั้นจึงรับว่า “ได้ซิโยม อาตมาจะพำนักอยู่ในอาวาสนี้ เพื่อที่จะได้ดูแลรักษาอาวาสของพวกท่านต่อไป”

    จำเนียรกาลเนิ่นนานมา ภิกษุนั้นเมื่อได้เป็นใหญ่ในอาวาส อีกทั้งต้องอยู่แต่ลำพังผู้เดียว ก็รู้สึกโดดเดี่ยว หงอยเหงา เศร้าซึม เหตุเพราะวันๆ ก็ไม่มีผู้ใดจะมาพูดคุยด้วย จะเจอหน้าผู้คนก็ตอนไปบิณฑบาต แต่ก็มิได้พูดได้คุย กลับมาวัดฉันอาหารก็ต้องอยู่คนเดียว สถานการณ์เช่นนี้ ถ้าเป็นภิกษุผู้ทรงศีลเจริญธรรมก็ต้องถือว่าเป็นสถานการณ์ที่เป็นลาภอย่างยิ่ง เพราะจะได้มีโอกาสเจริญภาวนากัมมัฏฐาน แต่ภิกษุรูปนี้หาได้มีความสำรวมในศีลไม่ อีกทั้งยังมิได้เคยเจริญภาวนาใดๆ เลย จิตก็กำเริบกระสับกระส่าย ไม่สามารถหาความสุขจากความสงบได้ คุ้นเคยแต่จะระคนปนอยู่กับหมู่คณะ ครั้นเมื่อขาดหมู่คณะไป ใจก็เศร้าหมอง ทั้งยังรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่า ทำไมนะตอนพระเถระทั้งสองรูปอยู่อาศัยภายในวัด จึงมีผู้คนไปมาหาสู่ท่านทั้งสองอยู่เนืองนิจ พร้อมทั้งนำลาภสักการะมาถวายให้ท่านทั้งสองอยู่เนืองๆ แต่เวลานี้ ที่นี่ไม่มีพระเถระทั้งสองแล้ว หมู่ชนผู้คนต่างก็พากันหดหาย ไม่มาให้เห็นหน้า ลาภที่เกิดจากหมู่ชนเหล่านั้น ที่เราหวังจะได้เลยพลอยหดหายไปด้วย เรานี่มันซวยจริงๆ นี่ถ้าเราไม่ไปยุแหย่ท่านผู้ทรงศีลทั้งสองให้แตกร้าวกัน แล้วต่างพากันหนีไป ป่านนี้ลาภเหล่านั้นคงจะมากมีแก่เราไปด้วย เราได้ทำผิดเสียแล้ว ดันไปยุแหย่ให้ผู้ทรงศีลทั้งสองแตกกัน แล้วเอกลาภที่หวังจะได้ก็มิได้เกิดแก่เรา ประโยชน์อันใดเราจะอยู่เฝ้าวัดเก่าๆ กุฏิผุๆ

    ภิกษุผู้มีความปรารถนาลามกชั่วช้านั้น เฝ้าครุ่นคิดอยู่เช่นนั้นจนถึงกับเกิดอาการเศร้าซึมล้มป่วยลง อีกทั้งมิมีผู้ใดคอยดูแล ก็ยิ่งคิดเสียใจว่า เมื่อครั้งที่พระเถระทั้งสองยังอยู่ เราป่วยไข้ไม่สบาย ท่านทั้งสองยังจะคอยช่วยปรนนิบัติ ดูแลช่วยเหลือ บัดนี้เราต้องมานอนป่วยอยู่แต่ผู้เดียว โดยมิมีใครช่วยเหลือเอาใจใส่

    ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ จนบังเกิดลมกำเริบขึ้นภายใน ดันหัวใจให้หยุดเต้น ตายลงในที่สุด

    ภิกษุนั้นเมื่อตายลงแล้ว ด้วยอำนาจผลกรรมชั่วที่ตนทำ ส่งให้ไปบังเกิดเป็นสัตว์นรกอเวจี หมกไหม้เวียนเกิดเวียนตายอยู่ในนรกขุมนั้นเป็นเวลานานแสนนาน

    กล่าวฝ่ายพระเถระทั้งสอง ต่างองค์ต่างออกเดินทางรอนแรมไปทั่วครามนิคมชนบท ในที่สุดก็มาพบกัน ณ อาวาสแห่งหนึ่ง และก็พากันทักทายปราศรัย เล่าเหตุทั้งหลาย ที่ได้ฟังมาจากปากของภิกษุ อาคันตุกะผู้ปรารถนาชั่วนั้น ทั้งสองรูป

    ครั้นพระเถระทั้งสองได้ทราบความจริงของกันและกันแล้ว ก็ชักชวนกันกลับไปยังอาวาสเดิมของตน

    หมู่คนชนชาวบ้านทั้งหลาย เมื่อได้เห็นพระเถระทั้งสองกลับมาสู่อาวาส ก็พากันยินดี ออกจากบ้านนำเอาเครื่องใช้ น้ำฉัน มาถวายแด่พระเถระที่ตนเคารพเลื่อมใส แล้วก็กล่าวว่า บัดนี้ภิกษุผู้เป็นอาคันตุกะนั้นได้ป่วยตายเสียแล้ว

    พระเถระทั้งสอง พอได้สดับข่าวอวมงคลเช่นนั้น ก็บังเกิดธรรมสังเวช เมื่อชาวบ้านพากันกลับไปยังเรือนของตนหมดแล้ว พระเถระทั้งสองก็ชักชวนกันเจริญสติทำสมาธิภาวนา ยังญาณปัญญาให้เกิดเห็นธรรมชาติแท้ของชีวิตและสรรพสิ่งว่า ทุกอย่างไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และก็ดับไป ไม่มีใคร สิ่งใดดำรงอยู่ได้ตลอดกาลตลอดสมัย จิตก็คลายจากความยึดมั่นถือมั่น บรรลุอรหันตผลพร้อมปฏิสัมภิทาญาณ

    ข้างฝ่ายภิกษุผู้ปรารถนาชั่วช้านั้น เมื่อตายแล้วไปตกอยู่ในอเวจีมหานรกสิ้นเวลาไปตลอด ๑ พุทธันดร จึงได้พ้นจากขุมนรกนั้น แล้วมาบังเกิดเป็นเปรต

    ผู้มีรูปกายสีทองเหลืองอร่าม แต่มีปากอันเน่า มีหมู่หนอนชอนไชกัดกินลิ้นและปากร่วงหล่นออกมาจากปากอยู่ตลอดเวลา ทำให้ปากนั้นมีกลิ่นเน่าเหม็นตลบอบอวนไปทั่วกายของเปรตนั้น

    [​IMG] ขณะนั้นพระนารทะเถระเจ้า เดินลงมาจากยอดเขาคิชฌกูฏถิ่นที่พำนัก ระหว่างทางได้มาพบเปรตผู้มีกายเรืองรองดุจทอง เดินวนเวียนไปมา มีหมู่หนอนชอนไชล่วงหล่นลงมาจากปากดุจดังลำธารที่ไหลจากหินผา มีกลิ่นดังเนื้อเน่า พระเถระเจ้าจึงกล่าวถามว่า “ดูก่อนผู้จมทุกข์ เหตุไฉนรูปกายและปากเจ้าจึงมีสภาพดังนี้”

    เปรตภิกษุอาคันตุกะนั่น จึงกล่าวตอบว่า “อดีตสมัยพระศาสนาของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนามว่าพระกัสสปะ ข้าพเจ้ามีจิตศรัทธาเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนา ออกบวชปฏิบัติในพระธรรมคำสอนพระบรมศาสดา เหตุนี้จึงทำให้กายของข้าพเจ้ามีสีเรืองรองดังทอง ครั้นต่อมาเกิดความประมาทมัวเมา หลงอยู่ในลาภสักการะและเกียรติภูมิ จึงได้กระทำกรรมชั่วด้วยการกล่าววาจายุแหย่ พระเถระผู้ทรงศีล ทรงธรรม ๒ รูป ผู้เป็นสหายกัน ให้แตกแยก แล้วหนีออกจากอาวาสที่ข้าพเจ้าต้องการจะครอบครอง ด้วยเห็นแก่ลาภที่จะบังเกิดแก่ข้าพเจ้าคนเดียว

    เมื่อพระเถระทั้งสองไปแล้ว ลาภมิได้เกิดดังปรารถนา เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าเสียใจจนล้มป่วยแล้วตายลงในที่สุด

    กรรมอันนั้น นำพาข้าพเจ้าไปตกนรกหมกไหม้อยู่ในอเวจีสิ้นเวลา ๑ พุทธันดร ครั้นพ้นจากนรกขุมนั้นแล้ว เศษกรรมอันนั้นยังส่งผลให้ข้าพเจ้าเป็นเปรตผู้มีรูปกายและปากดังที่ท่านผู้เจริญได้เห็นในเวลานี้นี่แหล่ะ

    เปรตนั้นจึงกล่าววาจาสุภาษิตแก่พระมหาเถระนารทะ ต่อไปว่าท่านผู้เจริญได้รู้เห็นรูปกายและปากของข้าพเจ้าดังนี้แล้ว โปรดจงจำนำเอาไปอบรมสั่งสอน มหาชนคนทั้งหลายว่าอย่าทำกรรมชั่วด้วยปาก อย่างใช้ปากเป็นเหตุให้พาตนไปบังเกิดในนรก อย่างสร้างความทุกข์ทรมานด้วยปากของตนเลย มิเช่นนั้นจะมีสภาพเดียวกันกับข้าพเจ้า

    พระนารทะเถระเจ้า พอได้ฟังคำของเปรตปากเน่าดังนั้นแล้ว จึงเดินทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมสุคตเจ้า แล้วเล่าเรื่องทั้งปวงที่ตนได้เห็นได้ฟัง ถวายแด่พระพุทธองค์ให้ทรงทราบ

    พระพุทธองค์ จึงทรงยกเรื่องเปรตปากเน่านั้นให้เป็นเหตุ แล้วทรงโปรดแสดงธรรมสั่งสอนพระภิกษุและประชุมชนทั้งปวงให้ละวจีทุจริต ตั้งมั่นอยู่ในวจีสุจริต คือ งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูดส่อเสียด งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ งดเว้นจากการพูดคำหยาบ แล้วปฏิบัติวจีสุจริตจะได้รับผลเป็นสุข ไม่ต้องตกนรกเพราะคำพูดของตน

    .....................................................
    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=18970
     
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    ความสุขซ่อนไว้ที่ไหน
    มีมารน้อย 3 ตน แอบมาขโมยความสุขของมนุษย์เอาไป แล้วก็ปรึกษากันว่าจะเอาไปซ่อนที่ไหนดี
    ตนแรกก็ว่า ควรเอาไปซ่อนที่ภูเขาที่สูงที่สุดในโลก

    แต่มารน้อยตนที่ 2 ว่าเพื่อนเอ๋ย มนุษย์นั้นไม่กลัวความสูง แต่กลัวหายใจไม่ออก เพราะสังเกตได้ว่า ดำน้ำได้นิดเดียวก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมาแล้ว เพราะกลัวหายใจไม่ออก แต่บนภูเขาอากาศดี มนุษย์ชอบไปเที่ยวภูเขา เอาไปซ่อนไว้ใต้บาดาลดีกว่า

    มารน้อยตนที่ 3 แย้งว่า อย่าเลยเพื่อนเอ๋ย มนุษย์มันเก่งสร้างเครื่องมือหาของในทะเล ในอากาศ ได้ เดี๋ยวมันก็หาเจอ แต่สังเกตได้ว่า นัยน์ตามนุษย์มองไปข้างนอก หูก็ชอบฟังเสียงข้างนอก ชอบไปเที่ยวข้างนอก เราควรแอบเอาไปซ่อนไว้ในใจมันดีกว่า มนุษย์หาไม่เจอแน่ๆ เพราะว่ามนุษย์ชอบหาความผิดของคนอื่น ไม่ชอบขัดใจตัวเอง ไม่ชอบดูจิตใจของตัวเอง

    มารน้อยทั้ง 3 ตน ก็ตกลงความเห็นเป็นเช่นเดียวกัน

    ตั้งแต่นั้นมา มารน้อยก็เอาความสุขของมนุษย์มาซ่อนไว้ที่ใจ

    มนุษย์ผู้โง่เขลาจึงออกไปหาความสุขที่อื่น ที่ภูเขา ที่ชายทะเล ที่คลับ ที่ร้องเพลง จึงหาความสุขไม่พบ ต้องออกไปข้างนอก หาความสุขในที่ผิด ๆ ตลอดมา b10.gif b10.gif b10.gif

    ..คนที่ไปเที่ยวเธค เที่ยวคลับ กินเหล้า เพราะว่าเขามีทุกข์ จึงต้องออกไปหาความสุขมากลบเกลื่อน มาเฉลี่ยเพื่อให้ทุกข์นั้นน้อยลง แต่พอเมาแล้วกลับบ้าน หายเมาตื่นเช้ามา ทุกข์นั้นก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม

    โดยหารู้ไม่ว่าความสุขที่เฝ้าติดตามเฝ้าหา อยู่ที่ใจตัวเองนั่นเอง ใยต้องออกไปหาความสุขที่อื่น

    ต่อให้หาเท่าไหร่ แต่ใจยังร้อนรุ่ม ไม่สงบ ก็หาสุขนั้นไม่พบหรอก

    :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=5&t=26310
     
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    พุทธศาสนากับการวิจัยเพื่ออนาคต
    พระไพศาล วิสาโล
    กราบเรียนหลวงพ่อ ท่านผู้เป็นประธานในการอภิปราย ขอคารวะพระเถรานุเถระ ตลอดจนขอเจริญพรญาติโยมทุกท่าน

    การวิจัยเพื่ออนาคตของประเทศไทยเราสามารถพูดได้ ๒ อย่าง คือ ๑)วิจัยเพื่อให้รู้ว่าอนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ๒) วิจัยเพื่อศึกษาว่าอนาคตของประเทศไทยควรจะเป็นอย่างไร พูดอีกอย่างคือวิจัยแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือวิจัยว่าเราอยากให้ประเทศไทยเป็นอย่างไร ประเด็นหลังนี้โยงไปถึงเรื่องวิสัยทัศน์ เวลานี้คนไทยจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะผู้นำประเทศวาดหวังให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจเติบโต ๘% หรือ ๑๐% ขึ้นไปยิ่งดี หลายคนอยากให้ประเทศไทย เป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุดในโลก อยากให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าเป็นศูนย์กลางการบิน ศูนย์กลางแฟชั่น ศูนย์กลางสารสนเทศ ศูนย์กลางการดูแลรักษาสุขภาพ ฯลฯ แต่เราไม่ได้นึกถึงมิติอื่น ๆ เลยว่าประเทศของเราควรจะเป็นอย่างไร


    เวลานี้สถานการณ์ของประเทศไทยในหลายด้านกำลังน่าเป็นห่วงมาก ในขณะที่เศรษฐกิจเจริญเติบโต ๖% - ๗% ในขณะที่เรามีตึกที่สูงใหญ่ มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่คนไทยกลับติดเหล้าเป็นอันดับ ๑ ในเอเชีย มากกว่าประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศเมืองหนาว เรากินเหล้าสูงเป็นอันดับ ๕ของโลก เรามีการฆ่ากันตายสูงกว่าอังกฤษถึง ๑๐ เท่า ทั้ง ๆ ที่เราอ้างว่าเราเป็นประเทศที่มีพระพุทธศาสนาประจำชาติ อังกฤษนั้นมีคนเข้าวัดน้อยลงเรื่อย ๆ แต่การฆ่ากันตายน้อยกว่าประเทศไทยมาก แค่ ๑ ใน ๑๐ ของประเทศไทยเท่านั้น

    ในแง่ปัญหาจิตใจ เราก็มีปัญหามากเช่นกัน คนไทยเวลานี้เป็นโรคจิตกันประมาณ ๒ ล้านคน นี่เป็นตัวเลขเมื่อปี ๒๕๔๐ ตอนนี้อาจเพิ่มเป็น ๓ ล้านคนแล้วก็ได้ เรามีการฆ่าตัวตาย ๑๒ คนต่อแสน ไล่ ๆ กับอเมริกา แต่ต่ำกว่าญี่ปุ่นนิดหน่อย ที่น่าสนใจคือเมื่อปี ๒๕๓๖ คนไทยฆ่าตัวตาย ๓ คนต่อแสน แต่ว่าไม่ถึงสิบปี เราฆ่าตัวตาย ๑๒ คนต่อแสน สูงเป็น ๔ เท่าตัว

    ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้น ก็คือ เยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ มีตัวเลขระบุว่า ๑ ใน ๔ ของเยาวชนที่มีอายุระหว่าง ๑๕ – ๒๔ ปี มีปัญหาสุขภาพจิต ๑ ใน ๔ พ่อแม่แยกทางกัน ๔ใน ๑๐ หรือ ๔๐% ติดอบายมุข ชอบเที่ยว สูบบุหรี่ การพนัน เรามีโสเภณีเด็ก หรือผู้ที่ขายบริการทางเพศ ร้อยละ ๔๐ ของโสเภณีที่เป็นผู้ใหญ่

    ในแง่คอรัปชั่นเราก็ติดอันดับโลก เมื่อ ๒ ปีก่อนประเทศไทยมีความโปร่งใสน้อยที่สุด ติดอันดับที่ ๓๓ ดีกว่ารัสเซีย เวเนซูเอล่า โคลัมเบีย ไนจีเรีย คาเมรูน เท่านั้น แต่แย่กว่าฟิลิปปินส์ ไม่ต้องพูดถึงสิงค์โปร์ มาเลเซีย จีน เวียดนาม นี่คือสภาพที่น่าเป็นห่วง

    สติปัญญาของเด็กไทยก็กำลังตกต่ำลง ได้มีการทำวิจัยระยาว มีการติดตามเด็กไทยมากว่า ๑๐ ปี แล้วพบว่าเด็กไทยเมื่อมีอายุมากขึ้น ไอคิวเริ่มลดต่ำลง คือตอนอายุ ๑ – ๕ ขวบ มีไอคิวเฉลี่ย ๙๐ แต่พออายุ ๖ – ๑๐ ขวบ ปรากฏว่าไอคิวเหลือ ๘๐ กว่า ๆ คือต่ำกว่ามาตรฐาน ครั้นพอสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็ปรากฏว่านักเรียนมัธยมปลายมากกว่า ๙๐% สอบได้คะแนนไม่ถึง ๕๐ คะแนนของแทบทุกวิชา ไม่ว่าวิชาภาษาไทย วิชาอังกฤษ วิชาคณิตศาสตร์ โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ ๑ – ๒ นักเรียน ๙๕ % สอบได้ไม่ถึง ๕๐ คะแนน นี่คือสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งทำให้เรามองเห็นอนาคตของประเทศไทยได้ไม่ยาก

    ทุกวันนี้เราพูดแต่เรื่องเศรษฐกิจตลอดเวลา เราคุยอวดว่าเศรษฐกิจของเรากำลังเติบโตแซงหน้าประเทศต่าง ๆ รัฐบาลเองก็พูดแต่ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยเรากำลังเจริญอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ในด้านสังคมและวัฒนธรรม ประเทศไทยกำลังอยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก สวนทางกับหลักการทางพระพุทธศาสนาที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาในทุกมิติ เวลานี้เราพัฒนาแต่ในทางเศรษฐกิจ ส่วนมิติทางสังคม วัฒนธรรม คุณธรรม สิ่งแวดล้อม เราถอยหลังไปยิ่งกว่าเดิม มันเป็นอนาคตที่ไม่สมประกอบ เพราะว่าสุขภาวะที่ดีในทางพุทธศาสนา ต้องประกอบไปด้วย ๔ ส่วน ได้แก่ ๑) สุขภาวะทางกาย หรือกายภาวนา คือมีปัจจัย ๔ ไม่อดอยากหิวโหย มีสิ่งแวดล้อมที่อำนวยต่อชีวิตที่ดีงาม ๒) สุขภาวะทางสังคม หรือศีลภาวนา คือการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ไม่เต็มไปด้วยการเบียดเบียนหรือก่อเวรต่อกัน ๓) สุขภาวะทางจิต หรือจิตภาวนา คือมีการมีจิตที่ผาสุก มีสมรรถภาพและคุณภาพที่ดี รวมทั้งมีจริยธรรมด้วย ๔) สุขภาวะทางปัญญา หรือปัญญาภาวนา คือการมีปัญญาที่พัฒนา คิดเป็นและคิดชอบ สามารถแก้ทุกข์ได้

    ชีวิตและสังคมที่ดีงามต้องประกอบไปด้วยความเจริญทั้ง ๔ ส่วนนี้อย่างได้ดุลกัน แต่ว่าเมืองไทยตอนนี้กำลังพุ่งไปทางเศรษฐกิจอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู แต่ว่ากลับถอยหลังมากขึ้นในแง่ของสังคม วัฒนธรรม รวมทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม ในสภาพเช่นนี้ ถ้าจะคิดถึงการวิจัยเพื่ออนาคตของประเทศไทย เราต้องคิดถึงการวิจัยเพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยพัฒนาไปอย่างได้ดุลหรือพัฒนาอย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมทั้งมิติทางกาย ศีล จิต และปัญญา การวิจัยที่มีคุณค่าจะต้องเป็นไปเพื่อการพัฒนาอย่างครบทั้ง ๔ ส่วน ประเทศเรามีพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน สามารถที่จะเป็นแรงบันดาลใจ หรือขับเคลื่อนให้การพัฒนาเดินไปสู่แนวทางที่ว่าได้ หรือทำให้เกิดการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาและคุณธรรม เพื่อให้ถึงพร้อมด้วยความเจริญในทุกมิติ

    ปัญหาก็คือการพัฒนาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยปัญญาและคุณธรรม ทุกวันนี้เราเอาเงินหรือความสำเร็จทางเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง เรากำลังกระตุ้นให้เกิดโลภะ อาศัยโลภะเป็นแรงดึง และอาศัยความทุกข์เป็นแรงผลัก เดี๋ยวนี้รัฐบาลบอกว่าคนไทยต้องเป็นหนี้ถึงจะรวย ทำไมต้องเป็นหนี้ เพราะถ้าเป็นหนี้แล้วจะอยู่ไม่สุข นอนไม่หลับ ต้องลุกขึ้นมาทำงานหาเงินไม่หยุดหย่อน ไม่งั้นบ้านจะหลุดจำนอง รถจะถูกยึด นี่เรียกว่าถูกผลักด้วยความทุกข์ นั่นคืออุบายของทุนนิยม เขาบอกว่าคุณต้องมีหนี้เยอะ ๆ คุณจะอยู่สบาย ๆ ไม่ได้ จะมานั่งเล่นนอนเล่น หรือมาฟังอภิปรายแบบนี้ไม่ได้ มันไม่ก่อให้เกิดรายได้งอกเงย คุณต้องไปทำมาหากินจะได้มีเงินมาจ่ายหนี้ แล้วจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญ ส่วนที่ว่าเอาโลภะเป็นแรงดึง ก็คือเอาวัตถุมากระตุ้นให้คนเกิดความอยาก เช่น อยากได้รถคันใหม่ ได้รองเท้าคู่ใหม่ หรืออยากได้ใบหน้าที่ขาวกว่าเดิม เส้นผมยาวสลวยกว่าคนอื่น พออยากได้ก็เลยต้องตั้งหน้าตั้งตาหาเงินไปซื้อ คนทุกวันนี้ถูกทุนนิยมล่อหลอกทั้งดึงทั้งผลักให้กลายเป็นเครื่องจักรหาเงิน นี่คือการพัฒนาที่สมควรเรียกว่ามิจฉาพัฒนา

    ทุกวันนี้ลองสังเกตดูเรานิยมใช้วัตถุเป็นตัวล่อตลอดเวลา เมื่อปีที่แล้วมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพแห่งหนึ่งมีปัญหาว่านักศึกษาหญิงชอบแต่งตัวโป๊ ไม่สุภาพ ผู้บริหารปรึกษากันว่าจะทำยังไงดี สุดท้ายก็มีข้อสรุปว่าจะให้รางวัลคือสร้อยเพชรแก่นักศึกษาหญิงที่แต่งตัวสุภาพ นี่คือการเอาวัตถุเป็นตัวล่อ ที่จริงสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะระดับอุดมศึกษาควรเป็นสถาบันทางสติปัญญา ควรพยายามกระตุ้นให้ผู้คนเกิดปัญญาเพื่อเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไม่ใช่กระตุ้นให้คนเกิดความโลภ หรือเอาความโลภมาเป็นแรงจูงใจในการเปลี่ยนพฤติกรรม วิธีแบบนี้ควรเป็นเรื่องของภาคธุรกิจมากกว่ามหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษา

     
  19. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    (ต่อ)

    ทุกวันนี้ถ้าอยากจะให้ใครทำอะไร มักนิยมใช้วิธีกระตุ้นให้เกิดความโลภ เมื่อปีที่แล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกกต. เคยคิดชักชวนประชาชนให้มาลงคะแนนเสียงกันเยอะ ๆ โดยจะให้รถเบนซ์เป็นรางวัล เมื่อตอนที่เริ่มรณรงค์พับนกสันติภาพก็มีคนเสนอว่าให้มีการชิงโชคเพื่อจะได้กระตุ้นให้คนพับนกเยอะ ๆ ถ้าจับสลากได้นกของใครได้ก็ให้รถยนต์หรือบ้านไปเลย อะไรทำนองนี้ ยังดีที่วิธีการเหล่านี้ถูกยกเลิกไปในที่สุด แต่อย่างน้อยมันก็บ่งชี้ทัศนคติของคนจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันว่า จะทำอะไรก็คิดแต่การกระตุ้นหรือล่อด้วยวัตถุตลอดเวลา แทนที่จะเอาฉันทะหรือสติปัญญามาเป็นแรงผลักดันให้คนทำสิ่งที่ถูกต้อง


    กระบวนการทางปัญญาในเมืองไทยในเวลานี้อ่อนมาก และสิ่งนี้ปรากฏแม้กระทั่งในวงการสงฆ์ เมื่อกี้ท่านคณบดีได้พูดเรื่องการศึกษาในสถาบันสงฆ์ว่าพระเณรไม่มีแรงจูงใจ ปัญหาในเมืองไทยมันมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง แต่ผมคิดว่าเหตุปัจจัยประการหนึ่งก็คือความอ่อนแอทางด้านกระบวนการการเรียนรู้ ซึ่งเป็นกระบวนการทางปัญญาที่สำคัญ นี่เป็นจุดอ่อนที่สำคัญของเมืองไทย เพราะว่าเราไม่นิยมใช้กระบวนการทางปัญญาในการขับเคลื่อนสังคม หรือกระตุ้นให้คนทำอะไรด้วยเหตุผล มิใช่ด้วยความโลภ

    กระบวนการทางปัญญานั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยกระบวนการการเรียนรู้ที่ถูกต้อง พระพุทธ ศาสนาเน้นมากในเรื่องกระบวนการการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้ตามหลักพุทธศาสนานั้นเริ่มต้น ตั้งแต่การได้ใกล้ชิดกับกัลยาณมิตรหรือสัตบุรุษ เมื่อใกล้ชิดก็ได้สดับฟังสิ่งที่ดีงาม จนเกิดโยนิโสมนสิการตามมา และนำไปสู่ธรรมมานุปฏิบัติ หรือการปฏิบัติโดยสมควรแก่ธรรม ทั้งหมดมี ๔ ขั้นตอนใหญ่ ๆ

    ประเด็นแรกเริ่มต้นด้วยได้ใกล้ชิดบุคคลที่ดีงาม แล้วเกิดสุตะ คือการฟังรวมทั้งการอ่าน แล้วเกิดการคิดที่ถูกต้อง จากนั้นจึงนำไปสู่การปฏิบัติ และเมื่อได้ปฏิบัติก็เกิดการเรียนรู้มากขึ้น เมืองไทยตอนนี้ไม่ใช่มีกระบวนการการเรียนรู้ แต่เราเรียนรู้ไปในทางที่ผิด กระบวนการเรียนรู้ทุกอย่างกำลังมุ่งไปสู่การกระตุ้นกิเลสเพื่อให้มีการบริโภคมากขึ้น เวลานี้เด็กไทยรู้หมดเลยโทรศัพท์มือถือมีกี่ยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อมีกี่รุ่น ทำอะไรได้บ้าง รู้หมด นี่เป็นกระบวนการการเรียนรู้ที่รับใช้ระบบบริโภคนิยม มุ่งการเสพเสวยเพื่อสนองกิเลส แต่กระบวนการการเรียนรู้ที่นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีแทบจะขาดหายไป หรืออ่อนแรงลงมาก

    ที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างก็คือการศึกษาที่มีเป้าหมายดีงามมักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องกระบวนการเรียนรู้เท่าไหร่ แต่ไปเน้นหนักเรื่องการสอน หัวใจของการศึกษานั้นไม่ได้อยู่ที่การสอน แต่อยู่ที่การเรียนรู้ หลายคนสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องมีครูสอน ใครเคยติดตามรายการ “แฟนพันธุ์แท้” บ้าง พวกที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ทีมลิเวอร์พูล หรือแฟนพันธุ์แท้ทศกัณฑ์ หรือแฟนพันธุ์แท้พระเครื่อง คนเหล่านี้ไม่มีครู แต่เรียนรู้ด้วยตนเอง เขาศึกษาเรื่องเหล่านี้จนชำนาญ แต่คนเหล่านี้เป็นส่วนน้อย เวลานี้เราเน้นการสอนหรือการพูดมากกว่าการกระตุ้นการเรียนรู้ ขอให้สังเกตว่าพระพุทธองค์ก็ไม่ได้ทรงเทศนาอย่างเดียว บ่อยครั้งพระองค์ใช้วิธีกระตุ้นให้คนคิดเองด้วยการตั้งคำถาม หรือย้อนถามกลับไป บางทีก็ทรงชี้แนะให้เขาคิดจากประสบการณ์จริง ๆ อย่างกรณีพระรูปหนึ่งซึ่งหลงใหลนางสิริมา ซึ่งตอนหลังตายแล้วถูกนำไปไว้ที่ป่าช้า เมื่อศพเริ่มจะเน่า พระองค์ได้พาพระรูปนั้นไปดูนางสิริมา จากเดิมที่หลงใหลผู้หญิง พระรูปนั้นได้กลายมาเป็นโสดาบันโดยที่พระองค์ไม่ได้เทศนา เพียงแต่ทรงชี้ให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาจากศพของนางสิริมา ซึ่งเมื่อยังมีชีวิตอยู่มีคนต้องการอยากเข้าหา แต่พอกลายเป็นศพกลับไม่มีใครเอา การเรียนรู้จากของจริงเป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่พระพุทธองค์ใช้เพื่อนำไปสู่การบรรลุธรรม ในสมัยพุทธกาลมีตัวอย่างแบบนี้เยอะมาก แต่ว่าปัจจุบันเราเน้นการสอนเสียเยอะ เน้นที่การสอนครูมากกว่าเน้นที่การเรียนรู้ของเด็ก พูดเช่นนี้ไม่ได้ปฏิเสธการสอน เพียงแต่ต้องการบอกว่าการสอนเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา แต่ไม่ใช่ส่วนสำคัญที่สุดของการศึกษา ส่วนที่สำคัญที่สุดของการศึกษาคือการเรียนรู้ การสอนอาจไม่ทำให้เกิดการเรียนรู้ก็ได้ หากสอนแบบยัดเยียดหรือไม่สร้างฉันทะให้แก่ผู้เรียน ขณะที่การเรียนรู้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีผู้สอน ขอให้สังเกตดูว่าเด็ก ๆ เขาเรียนรู้อะไรต่ออะไรมากมายโดยไม่ต้องมีครูสอน เขาเชี่ยวชาญเรื่องโทรศัพท์มือถือ หรือเกมคอมพิวเตอร์ โดยไม่ต้องมีใครสอนเลย แต่เรียนรู้เองโดยอาจอาศัยข้อมูลที่ป้อนจากสื่อหรือโฆษณา ที่จริงสื่อในปัจจุบันมีบทบาทมากในการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก แต่ส่วนใหญ่เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ถูกต้อง คือเป็นการเรียนรู้ที่ตอบสนองกิเลสหรือบริโภคนิยม

    คำถามก็คือ ทำอย่างไรถึงจะส่งเสริมให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีงาม โดยมีปัญญาเป็นตัวขับเคลื่อน และนี่คือโจทย์สำคัญสำหรับผู้เกี่ยวของกับการศึกษา เวลานี้เราไปเน้นเรื่องการศึกษาแบบในระบบมาก จนเข้าใจไปว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นไม่ได้หากอยู่นอกระบบการศึกษาที่เป็นทางการ คณะสงฆ์สมัยหนึ่งก็ไปเน้นตรงนี้มาก จนกระทั่งพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ไม่เข้าใจพระอาจารย์มั่น ว่าพระอาจารย์มั่นไม่ได้เรียนสูง ไม่ได้เรียนในระบบ ทำไมถึงมีความรู้ทางธรรมเยอะ คงจำได้ว่าสมัยหนึ่งพระอาจารย์มั่นและลูกศิษย์ถูกกีดกันและรังเกียจจากผู้ใหญ่ในคณะสงฆ์มาก โดยเฉพาะสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) ซึ่งสมัยหนึ่งเป็นเจ้าคณะมณฑลอีสาน ท่านมองว่าพระป่าสายพระอาจารย์มั่นเป็นพระจรจัดไม่อยู่เป็นหลักแหล่งตามระเบียบคณะสงฆ์ พระป่าเหล่านี้จะถูกท่านขับไล่ออกจากเขตการปกครองของท่านอยู่เป็นประจำ แต่ตอนหลังสมเด็จพระมหาวีรวงศ์เกิดเกิดศรัทธาในพระอาจารย์มั่น ในการพบปะคราวหนึ่งสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ถามพระอาจารย์มั่นว่าทำไมพระอาจารย์มั่นจึงมีความรู้ทางธรรมเยอะทั้ง ๆ ที่ไม่ได้จบเปรียญ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ท่านจบประโยค ๙ ท่านเข้าใจว่าความรู้ทางธรรมต้องได้จากการเรียนนักธรรมบาลีเท่านั้น ท่านไม่เข้าใจว่าพระอาจารย์มั่นรู้ธรรมได้อย่างไร พระอาจารย์มั่นตอบว่า “สำหรับผู้มีปัญญา ธรรมะมีอยู่ทุกย่อมหญ้า” นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าความรู้นั้นไม่ได้เกิดจากการสอนเสมอไป แต่เกิดจากการเรียนรู้ที่ถูกต้อง ถ้าเรียนรู้เป็น ก็สามารถศึกษาได้จากทุกสิ่งรอบตัว ไม่เว้นแม้แต่ต้นไม้ใบหญ้าหรือป่าเขาอย่างที่พระอาจารย์มั่นเป็นแบบอย่าง

    พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับเรื่องการเรียนรู้มาก คือเห็นว่าคนเราเรียนรู้ได้ตลอดเวลาและสามารถเรียนรู้ได้จากทุกสิ่ง สรรพสิ่งสามารถสอนเราเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ท่านอาจารย์พุทธทาสได้ย้ำว่าเราควรรู้จักฟังเสียงต้นไม้พูด ฟังก้อนหินสอนธรรมะ แม้กระทั่งความเจ็บไข้ก็สามารถทำให้เราเกิดปัญญา ท่านอาจารย์พุทธทาสชอบพูดว่า “ความเจ็บไข้มาเตือนให้เราฉลาดขึ้น” จะเห็นได้ว่าทุกอย่างรอบตัวเราและที่เกิดขึ้นกับเราสามารถสอนธรรมให้เราได้หมด แม้กระทั่งความเจ็บไข้และความตาย ถ้าเราเข้าใจและมีวิธีการเรียนรู้อย่างถูกต้อง เช่น มีโยนิโสมนสิการ คือการรู้จักคิด เราก็สามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งจากความทุกข์ ความล้มเหลว ทุกอย่างสามารถเป็นครูได้หมด ไม่เว้นแม้แต่เด็ก ๆ หรือแมลงตัวเล็ก ๆ

     
  20. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,439
    (ต่อ)
    ปัญหาก็คือตอนนี้กระบวนการเรียนรู้ของไทย นอกจากจะอ่อนแล้ว ยังพาไปในทางที่ไม่ถูกต้อง คือกระตุ้นตัณหา ส่งเสริมบริโภคนิยม แถมยังเก่งในทางสนองกิเลสอีกด้วย เดี๋ยวนี้เราเก่งมากในเรื่องทุจริต ไม่ว่าในวงราชการ ธุรกิจ หรือในวงการศึกษา ตั้งแต่โรงเรียนประถมไปจนถึงมหาวิทยาลัย มีการโกงข้อสอบกันอย่างแพร่หลาย และกำลังแทรกซึมไปถึงวงการสงฆ์ คำว่า คอรัปชั่นยังเป็นคำที่ยังอ่อนและแคบ เพราะมีความหมายแค่ฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นการทุจริตเฉพาะเรื่องเงินทองหรือทรัพย์สิน แต่ทุจริตเป็นคำที่กว้างกว่า เพราะกินความไปถึงการโกงข้อสอบหรือการโกงในเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน ตอนนี้สังคมไทยเป็นสังคมที่ทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่าเราเก่งในเรื่องการเรียนรู้เพื่อสนองกิเลสด้วยวิธีที่เหนื่อยน้อยที่สุด แต่ไม่ได้ใช้ฉันทะหรือปัญญาเป็นตัวขับเคลื่อน เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงการวิจัย เราจะต้องให้ความสำคัญมากขึ้นในเรื่องการวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่มีฉันทะเป็นแรงจูงใจ ไม่ใช่โลภะหรือตัณหา เป็นการเรียนรู้ที่มุ่งศึกษาจากความจริงโดยไม่จำกัดที่ตำรา เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ ทั้งบวกและลบ ทั้งจากความสำเร็จและความล้มเหลว ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี

    การวิจัยเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างที่ว่ามานี้ ส่วนหนึ่งต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่มีอยู่แล้วในเมืองไทย เพราะฉะนั้นจึงควรมีการสำรวจพรมแดนแห่งความรู้ โดยศึกษาวิธีการการเรียนรู้ในชุมชนต่าง ๆ หลายชุมชนถึงแม้ชาวบ้านไม่มีความรู้สูงเมื่อวัดจากการศึกษาในระบบ แต่เขามีกระบวนการการเรียนรู้ที่ดี อย่างกรณีกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ของท่านอาจารย์สุบิน ปณีโต หรือเครือข่ายการเรียนรู้ของคุณประยงค์ รณรงค์ที่เพิ่งได้รับรางวัลแมกไซไซเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายหรือชุมชนแห่งการเรียนรู้อีกหลายแห่ง ที่น่าศึกษาหรือทำการวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับชุมชนต่าง ทั้งในเมืองและในชนบท ทั้งในและนอกสถาบันการศึกษา

    ตามหลักพุทธศาสนากระบวนการเรียนรู้ต้องอาศัยปัจจัย ๒ อย่าง ปัจจัยภายในคือโยนิโสมนสิการ คือการคิดอย่างถูกต้อง หรือรู้จักคิด ปัจจัยภายนอกคือปรโตโฆสะ ซึ่งก็หมายถึงครอบครัว ชุมชน กัลยาณมิตร หรือสื่อมวลชน ทุกวันนี้สื่อมวลชนเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลยิ่งกว่าครอบครัวหรือชุมชน ตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่น่าวิจัยว่าทำอย่างไรสื่อถึงจะส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่ดี

    อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การวิจัยว่าการสอนหรือการเทศนาในปัจจุบันมีอิทธิพลมากน้อยเพียงใดต่อการเรียนรู้ของพุทธศาสนิกชนชาวไทย ทุกวันนี้เรามักพูดกันว่าพระต้องเทศน์ให้มากขึ้นผู้คนถึงจะศีลธรรม บางทีก็มีการเสนอแนะว่าควรนิมนต์พระไปเทศน์ให้รัฐมนตรีหรือส.ส.ฟัง จะได้ไม่คอรัปชั่น เราชอบคิดว่าการเทศน์การสอนเท่านั้นถึงจะทำให้คนมีศีลธรรม แต่เราไม่เคยศึกษาหรือวิจัยกันอย่างจริงจังเลยว่าการสอนหรือการเทศน์ในเวลานี้สามารถยกระดับศีลธรรมคนได้จริงหรือเปล่า โดยเฉพาะในสภาพที่สื่อมวลชนและสภาพแวดล้อมมีอิทธิพลในทางตรงข้าม ถ้าศึกษากันจริง ๆ เราอาจพบว่าสื่อในกระแสหลักนั้นมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้หรือวิธีคิดของคนไทยมาก ในขณะที่การสอนในโรงเรียนหรือการเทศน์ตามวัดกลับมีอิทธิพลน้อยมาก

    ในพระไตรปิฎกมีพระสูตรหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงการแก้ปัญหาอาชญากรรม ในพระสูตรที่ชื่อว่ากูฏทันตสูตรนั้นพราหมณ์ได้แนะพระราชาว่าถ้าจะแก้ปัญหาโจรผู้ร้าย ต้องจัดหาทุนประกอบการให้แก่ผู้เป็นพ่อค้า จัดสรรเบี้ยหวัดและอาหารให้แก่ข้าราชการ และจัดหาพันธุ์พืชและอาหารแก่เกษตรกรที่ขยันขันแข็ง เมื่อพระราชาปฏิบัติตาม ไม่นานโจรผู้ร้ายก็หายไป ศีลธรรมกลับคืนมา ประชาชนอยู่อย่างสงบสุข ไม่ต้องปิดกลอนประตู ขอให้สังเกตว่าไม่มีการพูดถึงการเทศนาสั่งสอนเลย แต่เดี๋ยวนี้เวลามีปัญหาอะไรเราก็นึกแต่ว่าจะต้องเทศนาสั่งสอนให้มากขึ้น ไม่เคยนึกเลยว่าจะมีวิธีอะไรอีกบ้างที่ช่วยให้คนเกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วยตนเอง โดยมีปัจจัยภายนอกเป็นตัวสนับสนุน เรื่องนี้น่าจะมีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังว่ากระบวนการเรียนรู้ที่ใช้อยู่ได้ผลแค่ไหน และทำอย่างไรถึงจะพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดทั้งฉันทะและปัญญา

    ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องการพัฒนาจิตสำนึก การเรียนรู้ในพุทธศาสนานั้นแยกไม่ออกจากการพัฒนาจิตสำนึก จิตสำนึกที่พึงปรารถนานั้นบางคนเรียกว่า “จิตใหญ่” คำถามก็คือทำอย่างไรถึงจะทำให้เกิดจิตใหญ่ เช่น เกิดเมตตาและขันติ คนไทยสมัยก่อนเขาไม่ได้ผ่านการศึกษาในระบบมากนัก ไม่มีการเรียนการสอนศีลธรรมอย่างเป็นแบบแผนเหมือนกับปัจจุบัน แต่เขาก็มีเมตตาและขันติมาก

    มีตัวอย่างในประวัติศาสตรั เป็นเหตุการณ์เล็ก ๆ แต่น่าสนใจ ปีนี้ครบ ๒๐๐ ปีของหมอบรัดเลย์ หมอบรัดเลย์เป็นหมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน เข้ามาประเทศไทยในรัชกาลที่ ๔ หมอบรัดเลย์เป็นคนที่เอาวิชาการแพทย์สมัยใหม่และการพิมพ์มาเผยแพร่ในเมืองไทย ขณะเดียวกันก็ทำการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ด้วย วิธีหนึ่งที่หมอบรัดเลย์ทำคือการไปสอนศาสนาตามบ้านคน มีอยู่คราวหนึ่งหมอบรัดเลย์ไปประกาศศาสนาหน้าร้านขายพระพุทธรูปในกรุงเทพ ฯ ขณะเดียวกันก็โจมตีการนับถือพระพุทธรูปไปด้วย ระหว่างที่โจมตีนั้นเจ้าของร้านก็นั่งฟังอยู่เฉย ๆ หมอบรัดเลย์พูดไปพูดไปก็เหนื่อยเพราะอากาศร้อนมาก เจ้าของร้านพอเห็นหมอบรัดเลย์เหนื่อยก็เชิญเข้ามาในร้านและหาน้ำให้กิน เสร็จแล้วก็ถามหมอบรัดเลย์ว่า “ทำไมจึงพูดอย่างนั้น”

    เราลองนึกภาพดูว่าถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปัจจุบัน หมอบรัดเลย์คงจะโดนเจ้าของร้านไล่ตะเพิดเอา หรือไม่ก็โดนผู้คนกลุ้มรุมทำร้ายไปแล้ว คงจะไม่มีใครนั่งฟังเฉย ๆ แถมชวนมานั่งพักเหนื่อยในร้าน แต่ว่าคนสมัยก่อนเขามีขันติธรรมมาก มีคนมาจ้วงจาบพระพุทธรูปเขาก็ยังไม่โมโหโกรธา แถมยังมีน้ำใจ เชิญให้เข้ามากินน้ำ แต่ไม่ใช่ว่าเขาวางเฉยหรือเห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าวของหมอบรัดเลย์ เพราะหลังจากชวนมากินน้ำแล้วก็ซักถามอย่างสุภาพว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น ผมคิดว่านี่คือจิตวิญญาณของชาวพุทธ คือมีเมตตาและขันติธรรม แม้จะไม่เห็นด้วยกับใครก็ไม่ใช่ไปโจมตี ไปทำร้าย หรือไปทุบตีเขา คุณธรรมดังกล่าวคนไทยสมัยก่อนเรียนมาจากไหน ทั้งๆ ที่ไม่มีโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ทั้งๆที่ไม่ได้เรียนวิชาศีลธรรม ไม่มีตำราสอนศีลธรรมให้อ่าน แต่เขาเรียนมาจากวิถีชีวิต สิ่งนี้ทำให้พุทธศาสนาของเมืองไทยเข้มแข็ง หมอบรัดเลย์แทบจะทำอะไรไม่ได้เลยกับพุทธศาสนาเมื่อ ๒๐๐ ปีก่อน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่ชาวพุทธไทยไม่ต้องลุกขึ้นมาด่า ไม่ต้องโจมตี หรือประท้วง แต่ตอบโต้ด้วยเมตตาและขันติธรรม นี่คือจิตที่ใหญ่ คำถามก็คือจิตใหญ่นี้สร้างขึ้นมาได้อย่างไร นี่เป็นประเด็นที่น่าศึกษาวิจัยว่ามีกระบวนการอะไรบ้างที่จะสร้างเมตตาธรรมและขันติธรรมให้เกิดขึ้นได้ในสังคมไทย

    ประเด็นที่ ๓ เวลานี้ประเทศไทยมีปัญหาความขัดแย้งมาก สังคมไทยเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในระหว่างบุคคล ระหว่างรัฐกับประชาชน และระหว่างประชาชนด้วยกัน กรณีภาคใต้เป็นตัวอย่าง แต่มันไม่ใช่แค่นั้น ยังมีปัญหาระหว่างชาวเขากับชาวเมือง ปัญหาระหว่างชาวเขากับคนพื้นราบ ปัญหาระหว่างคนในเมืองกับชนบท ปัญหาเรื่องการแก่งแย่งทรัพยากร ปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางศาสนาและวัฒนธรรมในยุคโลกาภิวัตน์จะมีมากขึ้น ทำอย่างไรพุทธศาสนาจึงจะมีพลังหรือเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี ที่จริงเรามีหลักธรรมทางพุทธศาสนาที่จะนำมาประยุกต์ใช้ได้เยอะ น่าจะมีการทำวิจัยเพื่อให้เกิดการเรียนการสอนหรือการเรียนรู้ในเรื่องการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธี ไม่ใช่เรียนในระดับมหาวิทยาลัยของฆราวาสและของสงฆ์เท่านั้น แต่ลงไปถึงระดับโรงเรียนด้วย ในสหรัฐอเมริกามีโครงการแก้ไขความขัดแย้งตามโรงเรียนต่าง ๆ ถึง ๕,๐๐๐ กว่าโรงเรียน ไม่ใช่แค่สอนหรือเรียนเท่านั้น แต่ยังมีการฝึกนักเรียนมาเป็นอาสาสมัครเพื่อแก้ไขความขัดแย้งในหมู่นักเรียนด้วยกัน โดยไม่ต้องพึ่งครูหรือผู้ใหญ่

    เรื่องนี้สำคัญอย่างไร สำคัญเพราะว่าจะช่วยลดความรุนแรงในสังคมได้มาก เมืองไทยตอนนี้เราคิดแต่เรื่องการใช้ความรุนแรงตลอดเวลา พระพุทธเจ้าสอนว่าเวรต้องระงับด้วยการไม่จองเวร แต่ทุกวันนี้เราพูดว่าแรงมาต้องแรงไป บ้ามาต้องบ้าไป ตาต่อตา ฟันต่อฟัน แล้วประเทศของเราจะเป็นอย่างไรถ้าทุกคนคิดอย่างนี้ ต่อไปเราอาจจะเป็นอย่างศรีลังกาถ้าเรายังคิดแบบนี้ และพระเราหลายรูปก็ไปส่งเสริมให้ใช้ความรุนแรงเสียด้วย ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าสอนว่าเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ในพระไตรปิฎกหรือในชาดกมีสอนเรื่องนี้เยอะมาก เช่น ชาดกเรื่องขันติวาทีดาบส ขันติวาทีเป็นดาบสที่พระราชาอิจฉา จึงสั่งตัดมือตัดแขนตัดขา ขันติวาทีดาบสแทนที่จะโกรธ กลับถวายพระพรให้เจริญยิ่งยืนนาน นี่ขันติธรรมและเมตตาธรรมตามหลักพุทธศาสนา แต่ว่าเดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยสอนเรื่องนี้กันแล้ว

    มีหลักการทางพุทธศาสนามากมายที่สามารถนำมาใช้แก้ความขัดแย้งได้ จอห์น แมคคอนเป็นฝรั่งชาวอังกฤษ เขาเขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง ซึ่งผมช่วยเป็นบรรณาธิการ คือศาสตร์และศิลป์แห่งการแก้ไขความขัดแย้ง เขาเอาหลักปฏิจจสมุปบาทมาประยุกต์ให้เป็นศาสตร์และศิลป์แห่งการแก้ไขความขัดแย้ง เราน่าจะมีการวิจัยเชิงปฏิบัติการว่าจะนำเอาหลักธรรมในพุทธศาสนามาใช้ในการเรียนหรือการส่งเสริมกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติวิธีได้อย่างไร ไม่ว่าในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ หรือในวัด ถ้าเราไม่ทำตรงนี้ สังคมไทยจะเคลื่อนไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น เหตุการณ์ที่ภาคใต้จะรุนแรงมากขึ้น ในที่สุดเราก็อาจจะเป็นอย่างศรีลังกาที่สู้รบกันมา ๒๐ ปีแล้วก็ยังไม่เลิก

    ประเด็นสุดท้าย คือการวิจัยเพื่อฟื้นฟูพุทธศาสนา เรื่องนี้จำเป็นมากเลย เพราะทุกวันนี้ไม่ว่าการศึกษาของสงฆ์ก็ดี การปกครองของสงฆ์ก็ดี มีปัญหามาก รวมทั้งความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับพุทธศาสนาก็ตกต่ำลงมาก สถานการณ์ของพุทธศาสนาในเวลานี้ถ้าพูดอย่างสรุปก็คือ พุทธศาสนาไม่สามารถเป็นแรงบันดาลใจในทางปัญญาและศีลธรรมได้ เดี๋ยวนี้เวลาจะรณรงค์ให้คนไทยทำความดี จะต้องอ้างในหลวง คือบอกให้คนไทยทำความดีเพื่อในหลวง ปลูกป่าก็เพื่อในหลวง ต่อต้านยาเสพติดก็เพื่อในหลวง แต่ว่าเคยมีไหมที่รณรงค์คนไทยให้ทำความดีเพื่อพระพุทธเจ้า ถ้าทำความดีเพื่อในหลวง คนไทยทำ แต่ถ้าจะทำความดีเพื่อพุทธศาสนา ไม่ค่อยมีใครอยากทำเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ไม่เห็นมีใครรณรงค์ให้คนไทยทำความดีเพื่อพุทธศาสนาหรือเพื่อพระพุทธเจ้า เศรษฐกิจพอเพียงพระพุทธเจ้าตรัสมานานแล้ว พระสงฆ์ก็พูดมานานแต่สังคมไทยไม่มีการเขยื้อนขยับ แต่พอในหลวงพูดเศรษฐกิจพอเพียง สังคมไทยขยับ เพราะในหลวงได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในทางจริยธรรม ปลูกป่าก็ต้องปลูกป่าเพื่อเฉลิมพระเกียรติ มีไหมปลูกป่าเพื่อพุทธศาสนา เมืองไทยนี้ถ้าไม่มีในหลวง ก็แทบจะไม่มีแรงอะไรที่เป็นแรงบันดาลใจให้สังคมไทยเคลื่อนไปสู่ความดีได้ ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าการทำดีเพื่อในหลวงเป็นเรื่องไม่ดี การทำความดีเพื่อในหลวงเป็นเรื่องดี แต่ว่าสังคมไทยควรมีแรงบันดาลใจจากหลายแห่งที่จะกระตุ้นให้ผู้คนทำความดี พุทธศาสนามีพลังที่จะแรงบันดาลใจให้คนทำความดีได้ แต่พลังดังกล่าวกำลังจะหมดไปจากสังคมไทย เดี๋ยวนี้เวลาทำบุญเราไม่ได้ทำบุญเพื่อพุทธศาสนา แต่เราทำบุญเพื่อตัวเอง เพื่อให้รอดตาย หายป่วย ร่ำรวย มีชื่อเสียง ทีนี้จะทำอย่างไรพุทธศาสนาถึงจะกลับมาเป็นแรงบันดาลใจให้คนทำความดี ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการทำความดีเพื่อในหลวง เมืองไทยโชคดีที่ยังมีพระมหากษัตริย์เป็นแรงบันดาลใจในการทำความดี แต่ว่าเราต้องมีมากกว่านั้น เราต้องมีแรงบันดาลใจจากหลาย ๆ แหล่ง และแหล่งหนึ่งที่เราจะลืมไม่ได้คือพุทธศาสนา ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นอย่างมากที่จะมีการวิจัยเพื่อฟื้นฟูพุทธศาสนาให้กลับมาเป็นพลังในทางปัญญาและคุณธรรมอีกครั้งหนึ่ง
    :- https://www.visalo.org/article/budBudandVijai.htm


     

แชร์หน้านี้

Loading...