เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 9 พฤษภาคม 2026 at 14:16.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,316
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,111
    ค่าพลัง:
    +26,914
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,316
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,111
    ค่าพลัง:
    +26,914
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ อากาศยามเช้าที่ "บ้านพัก Lake Watch - Discover Tekapo Accommodation" เมือง Lake Tekapo ประเทศนิวซีแลนด์ อยู่ที่ ๙ องศาเซลเซียส มีฝนตกเป็นระยะตลอดทั้งคืน

    รู้สึกว่าวันนี้อากาศจะหนาวมากเป็นพิเศษ น่าจะ "หมดโปร" แล้ว เพราะว่าเราไม่ได้อยู่ในบริเวณนี้อีก เขาก็เลยปล่อยให้รู้ว่า สภาพความเป็นจริงของอากาศนั้นหนาวกันขนาดไหน ? กระผม/อาตมภาพต้องเดินไปฉันเช้าที่บ้านอีกหลังหนึ่ง เมื่อเสร็จแล้วก็ต้องช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาด จัดความเรียบร้อยคืนให้กับบ้านเขา เพิ่งจะมารู้ว่าบรรดาเจ้าของบ้านนั้น จะมีการให้คะแนนผู้เช่าเอาไว้ด้วย ผู้เช่ารายไหนที่ได้คะแนนต่ำ ต่อไปถ้าติดต่อประสานงานมา เขาก็จะไม่ให้เช่าอีก..!

    พวกเราออกเดินทางไปยังริมทะเล ซึ่งในบริเวณที่เรามาถึงนั้นก็คือ "สะพาน Maclaren" ซึ่งเป็นสะพานทอดข้ามแม่น้ำตรงไปยังโบสถ์คริสต์ เราไม่ได้มาถ่ายรูปอย่างเป็นทางการ จึงมาเก็บงานกันในเช้าวันนี้ นอกจากอากาศหนาวแล้ว บริเวณนี้ยังอยู่ปากอ่าว ลมแรงเป็นพิเศษ ทำให้พวกเราถ่ายรูปไปก็สั่นไป แล้วเดินข้ามไปยังบริเวณด้านที่เป็นโบสถ์คริสต์ "The Church of the Good Shepherd" แต่ว่าเราไม่ได้ไปที่โบสถ์ หากแต่ไปที่อนุสาวรีย์หมาเลี้ยงแกะ "The Sheepdog Memorial"

    แต่ว่าพอไปถึงแล้วก็เห็น "พส.จีน" คนหนึ่งยึดสถานที่นั้นเป็นของเขาอยู่คนเดียว ถ่ายคลิปวิดีโอหรือว่าไลฟ์สดอะไรก็ไม่รู้ ? ไม่ว่าจะ "มองแรง" อย่างไร คุณเธอก็ไม่ขยับไปไหน..! กระผม/อาตมภาพจึงต้องใช้วิธีขึ้นไปข้างอนุสาวรีย์ แล้วก็ไปยืนเป็นหลักก่อน จากนั้นก็ให้ทุกคนตามมา โดยเฉพาะ "ตากล้องเอ๋" (นายสุรชาติ บุญเจริญ) ที่ถึงเวลาเบ่งกล้ามขึ้นมาแล้ว ตัวใหญ่บัง "พส.จีน" คนนั้นจนมิด..! พวกเราจึงสามารถถ่ายรูปกันได้

    คุณเธอหันมา "มองแรง" ประมาณว่าพวกเราไม่มีมารยาทเลย เขายังใช้พื้นที่ไม่เสร็จก็มาเบียดกันเสียแล้ว..! ยังไม่ทันไรก็พุ่งเข้ามาร่วมเฟรมกับเราอีก รูปถ่ายของพวกเราจึงมีแกไปอยู่ด้วย ๒ - ๓ รูป จนกระทั่งแกทนการเบียดของพวกเราไม่ไหว หลบหายไปอีกครั้งหนึ่ง พวกเราจึงได้รูปที่ไม่มี "หน้ามู่หู้" ของแกติดมาด้วย..!

    จากตรงนั้น พวกเราก็เดินไปเข้าห้องน้ำซึ่งเป็นห้องอัตโนมัติ กดเปิดจากด้านนอก กดปิดจากด้านใน มีคำแนะนำบอกอยู่ตลอดว่า แต่ละขั้นตอนต้องทำอย่างไรบ้าง เมื่อเข้าห้องน้ำกันเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็วิ่งต่อไป ไม่ไกลนักก็มาแวะจอดสถานที่แห่งหนึ่ง ชื่อว่า "Fairlie Bakehouse" ซึ่งดูจากชื่อแล้วน่าจะขายเบเกอรี่ แต่ขอโทษเถอะ..เขาบอกว่าพายเนื้อที่นี่อร่อยไม่แพ้กับที่เมือง Te Anau บรรดา "ขากิน" ก็เลยลงไปจัดการสั่งซื้อ

    ส่วนกระผม/อาตมภาพเดินไปในบริเวณนั้น จนกระทั่งมาเจออนุสาวรีย์ของ"นาย James MacKanzie" กับหมาของเขา ซึ่งสร้างเอาไว้ในปี ๒๐๐๓ ความจริง นาย "MacKanzie" นี้แกเป็นโจรปล้นแกะ วีรกรรมของแกก็คือปล้นฝูงแกะรวม ๆ แล้วถึงพันตัวเลยทีเดียว..! แล้วก็ต้อนเอาแกะนั้นเข้าไปในบริเวณป่าเขารกทึบ ซึ่งปัจจุบันนี้ได้รับการตั้งขึ้นเป็นเขต MacKanzie ตามนามสกุลของนาย James นี้เอง ในฐานะที่ไม่ใช่โจรขโมยแกะ แต่ว่าเป็นผู้กล้าที่บุกเบิกพื้นที่ซึ่งไม่มีใครกล้าบุกเบิกมาก่อน
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,316
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,111
    ค่าพลัง:
    +26,914
    ครั้นได้พายเนื้อมาแบ่งกันคนละคำสองคำแล้ว พวกเราก็เดินทางต่อไป เป็นระยะเวลาไม่นานนักก็มาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ชื่อ "Geraldine Alpaca Centre" ได้รับคำบอกกล่าวจาก "คุณนายปุ๊ก" (นางสาวพิกุลฉัตร พิจารณ์จิตร) ว่า เป็นร้านขายของที่ระลึกกระจุกกระจิก คุณป้าเจ้าของร้านใจดีมาก แทบจะซื้อ ๑ แถม ๑ เลยทีเดียว..!

    กระผม/อาตมภาพไปเข้าห้องน้ำสาธารณะอีกรอบหนึ่ง แล้วค่อยเดินเข้าไปในร้าน เห็นเขากำลังดูบรรดาเสื้อยืด เสื้อกันหนาว ถุงมือ หมวกไหมพรมอะไรเหล่านั้น แต่กระผม/อาตมภาพไปสนใจพวกหินแกะสลักเป็นสัญลักษณ์ของเผ่าเมารี ดูราคาแล้วปรากฏว่าส่วนที่เป็นหยกนิวซีแลนด์นั้น ยังแพงประทับใจเหมือนเดิม..! จึงหยิบเอาในส่วนที่เป็นหินโรสควอตซ์ และหินลาพิสลาซูรี มา ๓ ชิ้น รวมราคาแล้ว ๕๕ เหรียญนิวซีแลนด์

    ขณะที่หยกนิวซีแลนด์นั้น ชิ้นหนึ่งต่ำ ๆ ก็อยู่ที่ ๗๐ เหรียญ "เถ้าแก่จิ๊บ" (นายอรรถสิทธิ์ พึ่งอุตสาหะ) ถามว่า "จะเอาหยกนิวซีแลนด์ด้วยไหมครับ ?" บอกไปว่า "แพงเกิน เอาแค่นี้แหละ" "เถ้าแก่จิ๊บ" จึงทำการรูดบัตรให้ ซึ่งก็มี "จังหวะชุลมุน" ที่คนจำนวนมากพากันยื่นข้าวของของตนเองเข้ามาให้ ทำเอาฝ่ายที่เสียท่าได้แต่หัวเราะแหะ ๆ..!

    พวกเราวิ่งต่อมาจนกระทั่งถึงสถานที่แห่งหนึ่ง กระผม/อาตมภาพถามว่าคืออะไร ? "คุณนายปุ๊ก" บอกว่านี่คือ "Farmers Corner" เป็นฟาร์มอัลปาก้า เจ้าสัตว์แปลกครึ่งอูฐครึ่งลานั่นเอง พวกเราเดินเข้าไปข้างใน มีเจ้าหน้าที่หญิงทักทายด้วยอัธยาศัยที่ดีงาม พวกเราบอกว่าขอไปดูตัวอัลปาก้าก่อน คุณเธอก็บอกว่าได้ แล้วก็ถอยกลับไปในร้านขายของที่ระลึกตามเดิม

    เมื่อเดินทะลุประตูกระจกออกไปด้านหลัง ซึ่งมีรั้วกั้นอยู่ เห็นฝูงอัลปาก้าเกือบ ๑๐ ตัว มีทั้งสีดำ สีน้ำตาล และสีขาวตุ่น ๆ มัว ๆ กำลังก้มหน้าก้มตากินหญ้าอยู่บ้าง นอนพักผ่อนอยู่บ้าง พวกเราจึงจัดการถ่ายรูปหมู่กัน เจ้าอัลปากาสีน้ำตาลพอเห็นพวกเราส่งเสียงเฮฮาอยู่ ก็ตรงดิ่งเข้ามาหาทันที..!

    "เสี่ยโอ" (นายอุดมศักดิ์ จิระบัณฑิต) รีบวิ่งมาส่งถุงอาหารอัลปาก้าให้ ๓ ถุง กระผม/อาตมภาพรับมาแค่ถุงเดียว เทใส่ฝ่ามือปุ๊บ ไอ้เจ้าสีน้ำตาลก็เขมือบหมดปั๊บ..! จัดการเทแล้วเทอีกจนหมดถุง แล้วก็ปล่อยให้คนอื่นเขาเลี้ยงกันบ้าง มีเจ้าตัวนี้ที่ใจกล้าหน้าด้านที่สุด ตัวอื่น ๆ ขนาดยกถุงโบกใส่หน้ายังไม่ค่อยกล้าจะเดินเข้ามา กระผม/อาตมภาพปล่อยคนอื่นเลี้ยงเจ้าสีน้ำตาลพร้อมกับถ่ายรูป ส่วนตนเองหลบไปห้องน้ำ จัดการล้างมือโดยด่วน เพราะว่าน้ำลายอัลปาก้านั้นกลิ่นฉุนติดมือนานมาก ถ้าขืนปล่อยเอาไว้เดี๋ยวจะเป็นเรื่อง..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,316
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,111
    ค่าพลัง:
    +26,914
    จากนั้นจึงเดินย้อนกลับเข้ามายังร้านขายของที่ระลึก ซึ่งมีข้าวของจำนวนมากมายมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ เป็นผ้า เป็นพรม เป็นสารพัดสิ่งของทำจากขนอัลปาก้าและขนแกะ ตลอดจนกระทั่งตุ๊กตุ่นตุ๊กตา และบรรดาพวกน้ำมันขนแกะที่เรียกว่า "Lanolin" หรือว่าพวกครีมรกแกะ เหล่านั้นเป็นต้น

    ทุกคนซื้อหากันตามอัธยาศัยของตน บอกว่าตรงนี้น่าจะถูกที่สุดแล้ว ถ้าจะเอาพวกเสื้อผ้ากันหนาวต่าง ๆ จากขนอัลปาก้าก็ต้องตรงนี้แหละ กระผม/อาตมภาพหยิบตุ๊กตาอัลปาก้าตัวหนึ่ง ส่งให้กับ "เสี่ยกัง" (นายนิพนธ์ แซ่กัง) ซึ่งจัดการไปรูดบัตรจ่ายทั้งของตนเอง ทั้งของกระผม/อาตมภาพด้วย

    พวกเราถ่ายรูปมุมต่าง ๆ ในร้านแล้วก็วิ่งยาวไปจนกระทั่งถึงร้านอาหาร ซึ่งทุกคนอ่านว่า Maxine's Palace กระผม/อาตมภาพหัวเราะ บอกว่านั่นคือ "หม่าซิน" เพราะว่าเป็นภาษาอังกฤษ เพียงแต่ว่าเราชินกับการอ่านภาษาอังกฤษ จึงไม่ได้คิดว่าจะเป็นภาษาจีน

    เข้าไปข้างในแล้วเจอคนแน่นขนัดไปหมด..! ต้องยืนรอกันอยู่พักใหญ่กว่าที่เขาจะเก็บกวาดโต๊ะว่าง เช็ดถูเรียบร้อยแล้วให้พวกเราลงไปนั่ง "คุณนายโย" (นางสาวทัศน์วรรณ พิพัฒน์รังสรรค์) ไปจิ้ม ๆ ชี้ ๆ เมนูกับ "เถ้าแก่ตี๋" (นายชวาลภพ วิทูรสุนทร) แล้วก็สั่งเอา ๆ ชนิดไม่ต้องยั้ง ในเมื่อคุณนายโย คนถืองบอาหารสั่งแบบนี้ พวกเราก็ต้องปล่อยเลยตามเลย เพราะปกติแล้วคุณนายเธอขี้เหนียวทุกเรื่องยกเว้นเรื่องกิน..!

    เมื่อพวกเรานั่งลงคุยกันได้พักหนึ่ง อาหารก็ทยอยกันมาและมาเร็วมาก แถมยังรสชาติดีอีกต่างหาก แต่ละคนจึงกินกันจนพุงกาง แต่ขอโทษเถอะ ตอนแรกคุณนายโยบอกว่ากินช้า ๆ หน่อย เพราะว่าสั่งมา ๒๔ อย่าง.. พวกเรายังนึกว่าคุณเธอพูดเล่น

    แต่พอถึงอย่างที่ ๒๑ กระผม/อาตมภาพก็ไม่มีท้องจะใส่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ฉันไปอย่างละคำสองคำเท่านั้น จึงเข้าห้องน้ำอีกรอบหนึ่ง แล้วเดินไปถ่ายรูปข้างนอก รออยู่เป็นนานกว่าที่ทุกคนจะออกมา เพราะว่าต้องจัดการกับอาหารส่วนที่เหลือซึ่งตามมาทีหลัง

    พวกเราออกจากร้านอาหารแล้วก็วิ่งตรงไป จนกระทั่งเวลาประมาณบ่าย ๓ โมงก็มาถึงปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง เข้าไปจัดการเติมน้ำมัน เจอไปคันหนึ่ง ๒๐๐ กว่าเหรียญ ก็ตก ๔,๐๐๐ กว่าบาทไทยเลยทีเดียว..!

    แล้วก็วิ่งต่อไปจนกระทั่งมาถึงบริเวณห้องน้ำสาธารณะ หลังจากที่ออกจากปั๊มมาแล้วประมาณชั่วโมงครึ่ง เข้าห้องน้ำเสร็จก็วิ่งต่อ เพราะว่าเป้าหมายของเราในวันนี้ก็คือ"เมือง Kaikoura" ซึ่งเราจะไปดูปลาวาฬกัน จึงต้องเดินทางไปให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะใกล้ได้ เพื่อเป็นการประกันความเสี่ยงว่าเราจะไม่พลาดนัดหมายแน่นอน
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,316
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,111
    ค่าพลัง:
    +26,914
    จนกระทั่งเวลาประมาณ ๑๗.๐๕ น. ก็มาถึงชายหาดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดชมวิว เรียกว่า "Dolphin Point" ปกติเขาก็มาดูปลาโลมากันตรงนี้ แต่ว่าเรามาผิดเวลา ก็เลยมีแต่หินอยู่เต็มไปหมดเพราะว่าน้ำลง..!

    ถ่ายรูปกันเรียบร้อยแล้วก็วิ่งต่อ ช่วงนี้มีการเข้าอุโมงค์เป็นระยะ ๆ ด้วย จนกระทั่งโผล่มายังจุดชมวิวอีกแห่งหนึ่ง ชื่อว่า "Kaikoura Lookout" มีหอคอยอยู่ทางด้านบน พวกเราขึ้นไปก็มีหนุ่มสาวอินเดียอยู่คู่หนึ่ง ซึ่งกำลังชมวิวอยู่

    เมื่อถ่ายรูปรอบบริเวณแล้ว พวกเราหาที่ถ่ายรูปหมู่ยากนัก กระผม/อาตมภาพจึงบอกให้ยึดเอาบันไดนั่นแหละเป็นที่ถ่ายรูป ทำเอาพ่อหนุ่มอินเดีย ถามว่า "คุณจะถ่ายทั้งคณะหรือไม่ ? ผมจะช่วย" ก็ได้แต่บอกขอบใจเขาไป ไม่รบกวน เมื่อถ่ายรูปกันเสร็จ พวกเราก็วิ่งต่อมา จนกระทั่งเลี้ยวขวาขึ้นเนินมาถึงโรงแรมชื่อ "Sudima Hotels" ซึ่งเจ้าของน่าจะเป็นแขกอินเดีย เพราะว่าชื่อนี้ถ้าอ่านเป็นภาษาไทยก็คือ"สุธิมา" หรือ "สุธิมะ" นั่นเอง

    พวกเราได้กุญแจแล้วก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันเข้าห้อง เรานัดเรือดูปลาวาฬกัน ๑๐ โมงเช้าพรุ่งนี้ ดังนั้น..เราจึงไม่รีบร้อนอะไร แถมอากาศทางด้านนี้ก็ไม่ได้หนาวหนักเหมือนอย่างกับทะเลสาบ Tekapo ที่เราออกมาเมื่อเช้า คาดว่าคืนนี้ก็คงจะนอนกันด้วยความสบายใจเลยทีเดียว

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...