เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 5 มิถุนายน 2026 at 19:39.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,456
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,139
    ค่าพลัง:
    +26,935
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,456
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,139
    ค่าพลัง:
    +26,935
    วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ ระยะนี้ฝนฟ้าทางทองผาภูมิตกไม่เป็นเวล่ำเวลา บางทีก็กระหน่ำทั้งวันทั้งคืน บางทีก็ตกตั้งแต่หัวค่ำยันเช้า โดยเฉพาะถ้าไปตกตอนบิณฑบาต ก็เป็นเวรเป็นกรรมของพระภิกษุสามเณรอยู่เหมือนกัน..! เนื่องเพราะว่าทางวัดท่าขนุนนั้น ถ้าไม่ใช่เจ็บไข้ได้ป่วยจนนอนโรงพยาบาลแล้ว ไม่ว่าจะสภาพอากาศอย่างไรก็ต้องออกบิณฑบาต

    เรื่องนี้ความจริงจะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องปกติตามพระธรรมวินัย แต่ด้วยความที่ว่าบางท่านพอเจอฝนเจอฟ้าก็ท้อ แล้วไม่ออกบิณฑบาต เนื่องเพราะว่าสมัยนี้นั้นอาหารสามารถสั่งให้มาส่งถึงกุฏิได้..! แต่ตัวกระผม/อาตมภาพเองนั้น ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นพระนวกะบวชอยู่ที่วัดท่าซุงนั้น ด้วยเหตุที่วันนั้นฝนตกหนัก จึงเหลือเพียงกระผม/อาตมภาพและท่านสมปอง (พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ สุธมฺมสนฺตจิตฺโต) เพียงสองรูปที่ออกบิณฑบาต

    ครั้นเดินไปจนถึงหัวสะพานสายใต้ ซึ่งในช่วงต่อมาอีกนับสิบปีนั้น เมื่อข้ามสะพานไปแล้วจะเป็นร้านอาหาร "ศาลาโค้ก" อยู่ตรงช่วงที่แยกถนนตัดใหม่มุ่งตรงไปยังท่าน้ำมโนรมย์ ตรงนั้นจะมีบ้านคุณยายท่านหนึ่ง ซึ่งใส่บาตรเป็นปกติ และเป็นบ้านสุดท้ายของเส้นทางบิณฑบาตสายใต้ เมื่อเดินไปท่ามกลางสายฝน ปรากฏว่าคุณยายอายุ ๘๐ กว่า ผมขาวทั้งหัวแล้ว แม้ว่าจะฝนตกแต่ก็ถือขันข้าว เอาใบกล้วยบังศีรษะยืนรออยู่ ก็คือด้วยความที่ใส่บาตรจนชินประการหนึ่ง ด้วยความที่เกรงว่าลูกพระหลานพระจะอดอีกประการหนึ่ง คุณยายจึงออกมายืนรอใส่บาตรกลางฝน..!

    กระผม/อาตมภาพมองหน้าท่านสมปองแล้วก็คิดในใจว่า "ถ้าวันนี้กูไม่มานี่กูหมาเลย..!" ความรู้สึกบอกกับตัวเองแบบนั้นจริง ๆ เพราะว่าคนแก่ผมขาวทั้งหัวยืนถือขันข้าวงก ๆ เงิ่น ๆ มือหนึ่งก็ใช้ใบกล้วยบังหัวตัวเอง อากาศทั้งหนาวทั้งเย็น แต่ว่าก็ยังอุตส่าห์มารอใส่บาตร แล้วถ้าหากว่าพระไม่มารับบาตร จิตใจของคุณยายจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ?!

    ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กระผม/อาตมภาพก็สาบานกับตนเองในใจว่า "ต่อให้ต้องคลานไปรับบิณฑบาต ถ้ายังคลานไหวก็จะไป..!"
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,456
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,139
    ค่าพลัง:
    +26,935
    และสิ่งหนึ่งที่เคยบอกกล่าวกับพระภิกษุสามเณรอยู่เสมอ เมื่อตนเองมาเป็นเจ้าอาวาสแล้วก็คือ จากการบวชมา ๔๐ กว่าปีนี้ ความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งในชีวิตก็คือ ถ้าหากว่าอยู่วัด กระผม/อาตมภาพแทบจะไม่เคยขาดการบิณฑบาตเลย ตลอดระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนั้น เคยขาดการบิณฑบาต เพราะป่วยหนักจนไม่มีแรงจะเดิน ๔ ครั้ง และอีกครั้งหนึ่งติดภารกิจสำคัญ จึงต้องงดการบิณฑบาต

    สรุปว่าตลอดชีวิตของตน ถ้าหากว่าอยู่วัดก็คือบิณฑบาตเป็นอาชีพ พูดง่าย ๆ ว่าไม่ผิดจากที่พระอุปัชฌาย์อาจารย์ท่านได้ให้อนุสาสน์ไว้ในวันแรกที่ว่า ปิณฺฑิยาโลปโภชนํ นิสฺสายปพฺพชฺชา ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิตอย่างหนึ่งก็คือการเที่ยวบิณฑบาต

    ดังนั้น..สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เมื่อเราทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะกลายเป็นความขลังความศักดิ์สิทธิ์ไปเอง ทุกวันนี้ญาติโยมทางทองผาภูมิจะรู้ดีว่า ต่อให้ฝนตกแดดออกขนาดไหนก็ตาม พระภิกษุสามเณรวัดท่าขนุนจะออกบิณฑบาตทุกวัน แม้ว่าจะต้องเปียกโชกกลับไปฉันยาแก้ไข้ ซักผ้าผ่อนของตนเองก็ไม่ว่ากัน..!

    การที่เราต้องทำวัตรของตนเองให้เข้มข้นเข้มแข็ง ก็คือการต่อสู้กับกิเลสนั่นเอง เนื่องเพราะว่ากิเลสมักจะชวนให้เราขี้เกียจ ไม่ยอมประพฤติวัตรปฏิบัติธรรมที่ควรจะประพฤติ ถ้าหากว่าใครทำในลักษณะอย่างนั้น ก็ไม่ใช่ศากยบุตรพุทธชิโนรส หากแต่ว่าเป็นลูกของใครก็ไม่รู้ ?! เพราะว่าพระพุทธเจ้าเอง พระองค์ท่านก็เสด็จออกบิณฑบาตจนกระทั่งวันปรินิพพาน พูดง่าย ๆ ก็คือแม้วาระสุดท้ายก็ยังรับบาตรจากบ้าน "นายจุนทกัมมารบุตร" เมื่อเสวยแล้วก็เกิดปักขันธิกาพาธ คือถ่ายเป็นโลหิต แล้วพระกำลังหมดไป จึงต้องเสด็จไปปรินิพพานที่สาลวโนทยาน

    โดยเฉพาะคำหนึ่งความหมายหนึ่งของคำว่า "ภิกขุ" ก็คือ "ผู้ขอ" คำว่า "ผู้ขอ" ในที่นี้ท่านบอกว่าขอโดยดุษณีภาพ ก็คือการขอในลักษณะแบบผู้ดี แค่ไปยืนให้เขาเห็นระยะหนึ่ง ซึ่งแค่ไม่กี่อึดใจ ถ้าหากว่าเขาไม่ให้อะไร เราก็ไปตามทางของเรา ซึ่งเรื่องพวกนี้จะว่าไปแล้ว ก็
    เป็นการสร้างบุญสัมพันธ์กรรมสัมพันธ์อย่างหนึ่ง

    ในส่วนของบุญสัมพันธ์ก็คือถ้าหากว่าได้เกิดใหม่ทั้งคู่ ก็จะมีการเกี่ยวเนื่องต่อกัน กลายเป็นศิษย์เป็นอาจารย์บ้าง เป็นคนครอบครัวเดียวกันบ้าง ในส่วนของกรรมสัมพันธ์ก็คือการผูกพัน ไม่ว่าจะดีจะชั่วก็ตาม ถึงเวลาก็ต้องเกิดมาเกื้อกูลกันบ้าง เบียดเบียนกันบ้าง ตามแต่เวรกรรมที่ตนได้ผูกสัมพันธ์เอาไว้


    ดังนั้น การขอของพระจึงขอในลักษณะไม่เอ่ยปาก ให้เขาตัดสินใจเองว่าจะกระทำในส่วนของบุญกุศลตรงนี้หรือไม่ เพื่อที่จะตัดทอนในเรื่องของบุญสัมพันธ์กรรมสัมพันธ์ให้น้อยที่สุด เครื่องร้อยรัดตนเองให้ติดอยู่กับวัฏฏะ ก็จะเหลือน้อยที่สุด
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,456
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,139
    ค่าพลัง:
    +26,935
    โดยเฉพาะในส่วนที่กระผม/อาตมภาพบอกกับพระภิกษุสามเณรอยู่บ่อย ๆ ก็คือญาติโยมท่านใดที่เคยใส่บาตรให้กับเรา ถ้าหากว่าเสียชีวิตลงไป ก็ให้นำผ้าไตรและซองปัจจัยไปช่วยงานศพเขา หรือไม่ก็ไปร่วมพิธีเผาศพของเขาด้วย อยู่ในลักษณะที่ว่ากตัญญูรู้คุณแล้วตอบแทนนั่นเอง ถ้าหากว่าเราไม่มีอะไรตอบแทนแก่ญาติโยมเขาเลย ก็จะอยู่ในลักษณะของบุคคลอกตัญญู คือไม่รู้คุณคน..!

    ในปัจจุบันนี้ วัดท่าขนุนนั้นเปิดการเผาศพฟรี ถ้าหากว่าญาติโยมมีน้ำใจ ก็ซื้อน้ำมันดีเซลถวายทางวัด ๔๐ ลิตรก็พอ ในส่วนอื่นนั้น พระพร้อมที่จะสวดมาติกาบังสุกุลให้ฟรี แต่ก็ยังไม่เห็นญาติโยมท่านใดใช้บริการฟรีจริง ๆ สักครั้ง ส่วนใหญ่ก็ถวายปัจจัยไทยธรรมมาตามสภาพครอบครัวของตน ซึ่งเรื่องพวกนี้ต้องบอกว่าเป็นการพึ่งพาอาศัยในสังคมอย่างหนึ่ง อยู่ในลักษณะ "วัดและบ้านผลัดกันช่วยก็อวยชัย" เป็นต้น

    จึงเป็นเรื่องที่เราท่านทั้งหลายจะต้องสำนึกว่า ในปัจจุบันนี้ พระพุทธศาสนาของเรานั้นเหมือนอย่างกับมีบุคคลที่ตั้งใจจะมาทำลาย แต่ในขณะเดียวกัน ก็อยู่ในลักษณะที่โบราณว่า "ถ้าไม่มีมูลฝอย หมาก็ไม่ขี้"

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราท่านทั้งหลายจึงต้องสำรวมในศีลและวัตรปฏิบัติของตนให้ดี หน้าที่ของพระเราหลัก ๆ เลยก็คือ สวดมนต์ ทำวัตร เจริญพระกรรมฐาน บิณฑบาตเลี้ยงชีพ ส่วนภายในวัดก็ต้องดูแลเรื่องของวัดวาอารามให้สะอาดสะอ้าน ส่วนไหนที่ผุพังก็บูรณะขึ้นมาใหม่ ถ้าหากว่าส่วนไหนที่จำเป็นต้องใช้ก็สร้างเสริมขึ้นมา ทำให้วัดของเราอยู่ในสภาพ สะอาด สว่าง สงบ ถ้าหากว่าอยู่ในลักษณะนี้ ญาติโยมทั้งหลายก็ยินดีที่จะเข้าวัด

    โดยเฉพาะในยุคของกระผม/อาตมภาพนั้น ตั้งแต่ตนเองเป็นเจ้าอาวาสมา ก็งดการบอกบุญเรี่ยไรทุกประการ ออกกฎของวัดเอาไว้ชัดเจนว่า "ห้ามบอกบุญ ห้ามเรี่ยไร" จนกระทั่งท้ายสุดญาติโยมจำนวนหนึ่งทนไม่ได้ ก็รับอาสาเป็นผู้ที่ทำหน้าที่นั้นแทน เนื่องเพราะว่าพระไม่บอกไม่กล่าวเสียแล้ว จึงทำให้ท่านทั้งหลายยังมีโอกาสที่จะได้ร่วมบุญกับทางวัดท่าขนุนอยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นแล้วก็ต้องแล้วแต่เวรแต่กรรม ว่าท่านทั้งหลายจะไปถึงวัด ซึ่งอยู่ไกลขนาดนั้นหรือไม่ ?
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,456
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,139
    ค่าพลัง:
    +26,935
    ในปัจจุบันนี้ วัดท่าขนุนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของอำเภอทองผาภูมิ แต่กระผม/อาตมภาพเองนั้นเป็นคนปากหนัก ทำอะไรก็มักจะทำไปเลย จึงทำให้ญาติโยมส่วนหนึ่งต้องมาเหนื่อยยาก ในการเปิดกระทู้บอกบุญในเว็บไซต์วัดท่าขนุนก็ดี หรือในการทำเพจบอกบุญให้กับทางวัดท่าขนุนก็ตาม เรื่องพวกนี้จึงเป็นเรื่องที่ญาติโยมทั้งหลายได้กระทำไป เนื่องเพราะว่าทนเห็นกระผม/อาตมภาพเองทำงานในลักษณะมือเปล่าไม่ได้ ต้องเจริญพรขอบคุณทุกท่านที่เมตตามา ณ ที่นี้ด้วย

    และยังได้บอกกล่าวกับพระภิกษุสามเณรว่า "ถ้าหากว่าท่านใดขึ้นมาเป็นเจ้าอาวาสแทน ก็ขอให้ใช้อำนาจเจ้าอาวาสยกเลิกระเบียบวัดข้อนี้เสีย" เนื่องเพราะว่าศรัทธาของผู้คนนั้นเป็นของจำเพาะตน กระผม/อาตมภาพเองไม่บอกบุญ ไม่เรี่ยไร แต่ว่าก็ยังมีญาติโยมทั้งหลายช่วยกันกระทำแทน แต่ว่าผู้ที่มาแทนนั้น ถ้าไม่มีญาติโยมศรัทธาตรงจุดนี้ เมื่อไม่บอกบุญไม่เรี่ยไร วัดวาอารามก็อาจจะอยู่ไม่ได้ เพราะว่าไม่ว่าจะค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายในการดูแลการศึกษาพระภิกษุสามเณร หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการช่วยงานคณะสงฆ์ ช่วยงานชาวบ้าน ก็ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ปัจจัยทั้งสิ้น จึงเป็นเรื่องที่ทุกท่านต้องไปตัดสินใจกันเองว่า
    ถ้าไม่บอกบุญไม่เรี่ยไรแล้วอยู่ได้ ก็รักษาระเบียบวัดข้อนี้เอาไว้ แต่ถ้าหากว่าในยุคของท่าน เห็นว่าอยู่ไม่ได้ ก็ให้ยกเลิกไปเลย..!

    แต่ต้องนึกถึงพระพุทธโอวาทที่กล่าวเอาไว้ว่า ภิกษุควรทำตัวเหมือนแมลงผึ้ง เมื่อนำเอาน้ำหวานและเกสรไป ก็ไม่ทำให้ดอกไม้นั้นชอกช้ำ ไม่ใช่บอกบุญแล้วบอกบุญเล่า ไม่รู้จักพอเสียที ถ้าทำในลักษณะนั้น แทนที่พระศาสนาของเราจะรุ่งเรือง ก็มีแต่จะทำให้คนเบื่อหน่ายหันหลังให้วัด จนกระทั่งท้ายสุด ศาสนานี้ก็ตั้งอยู่ไม่ได้..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...