ไม่มีวาสนาต่อกัน แสดงธรรมหรือชักชวนอย่างไร ก็ยากจะได้ผลดี

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย ยะธาพุทโมนะ, 12 กรกฎาคม 2026 at 16:54.

  1. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,753
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,470
    ค่าพลัง:
    +70,929
    ...
    พระสารีบุตรให้อสุภกัมมัฏฐานแก่ภิกษุหนุ่ม

    แต่กัมมัฏฐานนั้นไม่เหมาะแก่ภิกษุหนุ่มนั้น


    พระศาสดาทรงมีอาสยานุสยญาณ (ปัญญาหยั่งรู้อัธยาศัยและอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์) จึงประทานกัมมัฏฐานที่เหมาะแก่ภิกษุหนุ่มนั้น
    *************
    พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตรเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อุจฺฉินฺท" เป็นต้น.
    มาณพบวชแล้วได้กัมมัฏฐานไม่ถูกอัธยาศัย
    ได้ยินว่า บุตรของนายช่างทองคนหนึ่งมีรูปสวย บวชในสำนักของพระเถระแล้ว. พระเถระดำริว่า "พวกคนหนุ่ม มีราคะหนา" แล้วได้ให้อสุภกัมมัฏฐานแก่ท่าน เพื่อกำจัดราคะ. แต่กัมมัฏฐานนั้นไม่เป็นที่สบายสำหรับท่าน เพราะเหตุนั้น ท่านเข้าไปสู่ป่าแล้ว พยายามอยู่สิ้น ๓ เดือน ไม่ได้แม้ซึ่งคุณมาตรว่าความเป็นผู้มีจิตแน่แน่วแล้ว จึงมาสู่สำนักของพระเถระอีก
    เมื่อพระเถระกล่าวว่า "ท่าน กัมมัฏฐานมาปรากฏแก่ท่านแล้วหรือ?" จึงบอกความเป็นไปนั้น. ครั้งนั้น พระเถระกล่าว (กะท่าน) ว่า "การถึงการปลงใจว่า ‘กัมมัฏฐานไม่สำเร็จ’ ดังนี้ ย่อมไม่สมควร" แล้วบอกกัมมัฏฐานนั้นแหละให้ดีขึ้นอีก แล้วได้ให้แก่ท่าน.
    แม้ในวาระที่ ๒ ท่านก็ไม่อาจยังคุณวิเศษอะไรๆ ให้เกิดขึ้นได้ จึง (กลับ) มาบอกแก่พระเถระ. แม้พระเถระบอกกัมมัฏฐานนั้นเอง ทำให้มีเหตุมีอุปมา. ท่านก็มาบอกความที่กัมมัฏฐานไม่สำเร็จแม้อีก.
    พระเถระคิดว่า "ภิกษุผู้ทำ (ความเพียร) ย่อมทราบนิวรณธรรม มีความพอใจในกามเป็นต้น ซึ่งมีอยู่ในตนว่า ‘มีอยู่’ และที่ไม่มีว่า ‘ไม่มี’ ก็ภิกษุแม้นี้ เป็นผู้ทำ(ความเพียร) มิใช่เป็นผู้ไม่ทำ เป็นผู้ปฏิบัติ มิใช่เป็นผู้ไม่ปฏิบัติ แต่เราไม่รู้อัธยาศัยของภิกษุนั่น, ภิกษุนั่นจักเป็นผู้อันพระพุทธเจ้าพึงแนะนำ"
    จึงพาท่านเข้าไปเฝ้าพระศาสดาในเวลาเย็น แล้วกราบทูลความเป็นไปนั้นทั้งหมดว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้เป็นสัทธิวิหาริกของข้าพระองค์, ข้าพระองค์ให้กัมมัฏฐานชื่อนี้แก่ภิกษุนี้ ด้วยเหตุนี้."



    พระศาสดาประทานกัมมัฏฐานที่เหมาะแก่ภิกษุนั้น

    ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะพระเถระนั้นว่า "ชื่อว่าอาสยานุสยญาณนั่น ย่อมมีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้บำเพ็ญบารมีแล้ว ยังหมื่นโลกธาตุให้บันลือแล้ว ถึงความเป็นพระสัพพัญญูนั่นแล" แล้วทรงรำพึงอยู่ว่า "ภิกษุนี้บวชจากสกุลไหนหนอแล?" ทรงทราบว่า "จากสกุลช่างทอง" ทรงพิจารณาอัตภาพที่ล่วงมาแล้ว ทรงเห็นอัตภาพ ๕๐๐ ของภิกษุนั้นอันเกิดโดยลำดับเฉพาะในสกุลช่างทอง แล้วทรงดำริว่า "ภิกษุหนุ่มนี้ ทำหน้าที่ช่างทองอยู่ตลอดกาลนาน หลอมแต่ทองมีสีสุกอย่างเดียว ด้วยคิดว่า "เราจักทำให้เป็นดอกกรรณิการ์และดอกปทุมเป็นต้น. อสุภปฏิกูลกัมมัฏฐานไม่เหมาะแก่ภิกษุหนุ่มนี้, กัมมัฏฐานที่พอใจเท่านั้น จึงจะเป็นกัมมัฏฐานที่สบายแก่เธอ"
    จึงตรัสว่า "สารีบุตร เธอจักเห็นภิกษุที่เธอให้กัมมัฏฐาน ลำบากแล้วตลอด ๔ เดือน บรรลุพระอรหัตในภายหลังภัต ในวันนี้นั่นแหละ เธอไปเถิด" ดังนี้แล้ว ทรงส่งพระเถระไป ทรงนิรมิตดอกปทุมทอง ประมาณเท่าจักรด้วยพระฤทธิ์ แล้วทรงทำให้เป็นเหมือนหลั่งหยาดน้ำจากใบและก้าน แล้วได้ประทานให้ด้วยพระดำรัสว่า "เอาเถิด ภิกษุ เธอจงถือเอาดอกปทุมนี้ไปวางไว้ที่กองทรายที่ท้ายวิหาร นั่งขัดสมาธิในที่ตรงหน้า แล้วทำบริกรรมว่า ‘โลหิตกํ โลหิตกํ’ (สีแดง สีแดง)"
    เมื่อภิกษุนั้นรับดอกปทุมจากพระหัตถ์ของพระศาสดาเท่านั้น จิตก็เลื่อมใสแล้ว, ท่านไปยังท้ายวิหารพูนทรายขึ้นแล้ว เสียบก้านดอกปทุมที่กองทรายนั่นแล้ว นั่งขัดสมาธิในที่ตรงหน้า เริ่มบริกรรมว่า "โลหิตกํ โลหิตกํ."
    ……….
    ข้อความบางตอนใน เรื่องสัทธิวิหาริกของพระสารีบุตรเถระ มรรควรรควรรณนา อรรถกถาขุททกนิกาย ธรรมบท
    http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=30&p=7
    หมายเหตุ ข้อความเบื้องต้นมีเนื้อหาโดยย่อว่า ภิกษุหนุ่มเรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระสารีบุตรเถระ พระเถระได้ให้อสุภกัมมัฏฐานแก่ภิกษุนั้น ภิกษุหนุ่มเพียรพยายามปฏิบัติอสุภกัมมัฏฐานอยู่ ๓ เดือนแต่ไม่สำเร็จมรรคผล พระสารีบุตรเถระเห็นว่าตนไม่รู้อัธยาศัยของภิกษุนั้น จะมีแต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้นที่มีอาสยานุสยญาณ (ปัญญาหยั่งรู้อัธยาศัยและอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์) จึงจะสามารถประทานกัมมัฏฐานที่เหมาะแก่ภิกษุนั้นได้ พระศาสดาทรงนิรมิตดอกปทุมทอง แล้วได้ประทานให้ภิกษุ มีพระดำรัสว่า "เอาเถิด ภิกษุ เธอจงถือเอาดอกปทุมนี้ไปวางไว้ที่กองทรายที่ท้ายวิหาร นั่งขัดสมาธิในที่ตรงหน้า แล้วทำบริกรรมว่า ‘โลหิตกํ โลหิตกํ’ (สีแดง สีแดง)"
     
  2. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,753
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,470
    ค่าพลัง:
    +70,929
  3. ยะธาพุทโมนะ

    ยะธาพุทโมนะ ก่อนตายไปอีกชาติ .. ใช้กายสังขารสร้างกำลังให้คุ้ม ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    27,753
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1,470
    ค่าพลัง:
    +70,929
    (ภิกษุหนุ่มชาวเมืองราชคฤห์ อดีตบุตรนายช่างทอง)
    เมื่อท่านได้รับอสุภกรรมฐานจากพระสารีบุตรแล้วนำไปปฏิบัติ จิตกลับยิ่งไม่สงบและฟุ้งซ่าน
    เรื่องราวรายละเอียดของเหตุการณ์นี้มีดังนี้:
    • สาเหตุที่จิตไม่สงบ: เนื่องจากภิกษุหนุ่มรูปนี้เคยเกิดเป็นช่างทองมาหลายร้อยชาติ มีความคุ้นชินและผูกพันอยู่กับความประณีตสวยงาม เมื่อพระสารีบุตรให้พิจารณากรรมฐานเป็นอสุภะ (ความไม่สวยงามและซากศพ) เพื่อแก้ราคะ จึงขัดกับอัธยาศัยอย่างรุนแรง ทำให้จิตฟุ้งซ่านและไม่เป็นสมาธิ
    • การแก้ไขโดยพระพุทธเจ้า: พระพุทธเจ้าทรงหยั่งรู้อุปนิสัยด้วยอาสยานุสยญาณ จึงทรงแนะกรรมฐานที่ถูกจริตกว่า โดยประทานดอกปทุมทองคำที่เนรมิตขึ้น แล้วให้ภิกษุเพ่งและบริกรรมว่า "สีแดงๆ" แทน จิตของท่านจึงสงบลง เกิดเป็นอุปจารสมาธิและบรรลุธรรมในเวลาต่อมา
    เกร็ดธรรมเพิ่มเติม:
    เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า แม้พระสารีบุตรจะเป็นอัครสาวกผู้เลิศด้วยปัญญา แต่ท่านไม่มี "อาสยานุสยญาณ" (ปัญญาหยั่งรู้กิเลสและอัธยาศัยของสัตว์โลกอย่างลึกซึ้ง) เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การให้กรรมฐานจึงอาจไม่ตรงกับจริตของลูกศิษย์ในบางครั้ง
     

แชร์หน้านี้

Loading...