เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 18 กรกฎาคม 2026 at 18:59.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,679
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,181
    ค่าพลัง:
    +26,969
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,679
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,181
    ค่าพลัง:
    +26,969
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อคืนฝนตกทั้งคืน หนักบ้างเบาบ้างตามอัธยาศัย ต้องกราบขอบพระคุณ "ท่านพ่อ" และเจริญพรขอบพระคุณเจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย ที่อนุเคราะห์สงเคราะห์ให้ได้อย่างใจทุกอย่าง

    อากาศยามเช้าวันนี้ที่โรงแรม Urcove by HYATT Hotel เมืองลาซา ยังคงอยู่ที่ ๑๓ องศาเซลเซียส คาดว่าถ้าฝนไม่ตกคงจะหนาวกว่านี้อีกมาก

    ประมาณหกโมงครึ่ง กระผม/อาตมภาพ "ดร.ดอย" (ดร.ภาณุพงศ์ วังประภา) และ "ทิดเฟิร์ส" (นายบัณฑิต เอี่ยมตระกูล) ก็ชวนกันเดินออกจากโรงแรมที่พัก ตรงไปยัง "วัดโจคัง" ซึ่งห่างไปไม่ถึงกิโลเมตรดี แต่ว่าพอไปถึงก็ต้องรับประทาน "แห้ว" เต็มพุง เนื่องเพราะว่าผู้คนมากมายมหาศาล ไปเข้าแถวรอกันอยู่ตั้งแต่ตี ๕ พวกเราเดินไปดูสองประตู แต่ละประตูแถวยาวเหยียดเลย..!

    เนื่องเพราะว่าระยะนี้อยู่ในสัปดาห์วันอาสาฬหบูชา พี่น้องชาวทิเบตและพี่น้องผู้นับถือศาสนาพุทธนิกายวัชรยาน จึงแห่กันไปแต่เช้าเพื่อทำบุญ กระผม/อาตมภาพและไอ้ทิดทั้งสอง ไปเข้าแถวกับเขาอยู่พักหนึ่ง แต่พอคุยกับญาติโยมแล้ว เขาบอกว่าวันนี้วัดเปิด ๘ โมงเช้า ถ้าเช่นนั้นก็ต้องอำลากันแบบไม่ต้องอาลัย เดินกลับมายังโรงแรมที่พัก รอเวลาอีกไม่กี่นาที ห้องอาหารก็เปิดให้

    พวกเราเข้าไปตักอาหารมารับประทานกันตามอัธยาศัย จากนั้นก็ตัวใครตัวมัน เนื่องเพราะว่าวันนี้เราจะไปสถานที่ ๓ แห่ง ซึ่งแห่งแรกก็คือ "ผาหินจักโปรี" ซึ่งจะเปิดประมาณ ๑๐ โมงเช้า พวกเราจึงกลับขึ้นห้องพัก ไปภาวนากันตามอัธยาศัย ครั้นเก็บเสบียงบุญและส่งงานต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว เกือบ ๙ โมงครึ่งกระผม/อาตมภาพก็ลงมาข้างล่าง ปรากฏว่ารถมินิบัสของเรามารออยู่แล้ว แต่ดันจอดให้ประตูตรงกับเสา กระผม/อาตมภาพต้องชี้ให้พลขับ "เตมีย์ใบ้" ว่า ประตูเปิดไม่ได้ อีกฝ่ายหนึ่งถึงได้มองเห็นและขยับรถให้

    พวกเราขึ้นไปพร้อมกันแล้ว ก็ฝ่าการจราจรที่ติดขัด ตรงไปยังหน้าผาหินจักโปรี ซึ่งความจริงก็ห่างไปไม่กี่นาที แต่รถของเราต้องวิ่งไปกลับรถไกลมาก ทำให้ได้เวลาที่เขาเปิดให้เข้าสักการะพอดี เมื่อรถจอด พวกเรายังต้องเดินเข้าไปเป็นระยะทางหลายร้อยเมตร

    "นาย Keldor" มัคคุเทศก์ท้องถิ่น ชี้ให้ดูการพิมพ์พระกันสด ๆ ตรงนั้น เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา พระพิมพ์นั้นหน้าตาคล้าย ๆ กับพระกรุวัดนางตรา หรือกรุวัดท่าเรือ หรือที่บางคนเรียกกันว่า"พระสามเกลอ" นั่นเอง

    หน้าผาหินจักโปรีแห่งนี้ ผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้มาแกะสลักภาพพระพุทธเจ้า ตลอดจนพระโพธิสัตว์ต่าง ๆ ใหญ่ ๆ เล็ก ๆ เต็มไปหมด หลังจากนั้นก็มีการสร้างอาคารครอบเอาไว้ เป็นสถานที่แสวงบุญสำคัญแห่งหนึ่ง พวกเราเข้าไปถึงก็เห็นเขาเผาไม้หอม ซึ่งก็คือใบสนและก้านสน ควันโขมงเลยทีเดียว
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,679
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,181
    ค่าพลัง:
    +26,969
    ครั้นกราบสักการะและหยอดตู้ทำบุญกันทุกใบแล้ว พวกเราก็ออกมาเดินประทักษิณ รอบภูเขาไกรลาสที่สร้างสมมติเอาไว้ ซึ่งมีรูปสลักตลอดจนกระทั่งอักขระ "โอม มณี ปัทเม หุม" เรียงรายขึ้นไปเป็นชั้น ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินกลับลงมา เรียกรถมินิบัสของเรามารับ

    วิ่งตรงไปยัง "พระราชวังโปตาลา" ใช้เวลาประมาณ ๓ - ๔ นาทีเท่านั้น ก็มาจอดอยู่ในจุดไฮไลท์ ที่เขาทำเป็นบันไดและขึ้นไปเป็นลานอยู่ข้างบน เพื่อให้สามารถถ่ายรูปพระราชวังโปตาลา พร้อมกับพระเจดีย์ได้ แต่ขอโทษเถอะ..บรรดา "พส.จีน" ทั้งหลาย เข้าไปยึดพื้นที่แล้วไม่ยอมขยับให้เลย..! พวกเราจึงต้องหาทางเบียด หาทางแทรกกันเองตามอัธยาศัย

    ครั้นถ่ายรูปได้แล้ว ก็เดินลงมาผ่านเครื่องสแกน ซึ่งจะต้องถอดแว่นทุกคน แล้วก็เดินไปตรงบริเวณหน้าพระราชวังโปตาลา ซึ่งก็คือฝั่งที่กระผม/อาตมภาพเดินมาถ่ายรูปยามเช้านั่นเอง

    ครั้นถ่ายรูปหมู่รูปเดี่ยวเป็นที่พอใจแล้ว พวกเราก็ลงอุโมงค์มุดข้ามไปฝั่งพระราชวังโปตาลา ซึ่งต้องรอกันอยู่พักใหญ่ กว่าที่เจ้าหน้าที่จะเปิดให้กรุ๊ปทัวร์เข้า ตอนแรกกระผม/อาตมภาพจะไปเข้าทางที่เอ็นซีทัวร์เคยพาไป แต่ว่า "นาย Keldor" บอกว่า นั่นเป็นทางเข้าของบรรดาชาวทิเบต พวกเราจองตั๋วมาเป็นกรุ๊ปต้องเข้าอีกด้านหนึ่ง

    ครั้นเข้าไปแล้ว เขาก็ตรวจสอบรายชื่อ แล้วมีการสแกนตัว เข้าไปก็มีห้องน้ำให้เข้า ขออภัยเถอะ..คราวก่อนมาเจอส้วมที่เป็นรางยาว ๆ ให้นั่งหันหน้าคุยกันได้ แต่คราวนี้กลายเป็นโถชักโครกอย่างดีไปเสียแล้ว..!

    พวกเรารอจนทุกคนเข้ามาครบ ก็ถ่ายรูปหมู่ไปเดินไป จนกระทั่งถึงบริเวณหน้าพระราชวัง พ่อยอดมัคคุเทศก์ของเราก็บอกว่าให้ฟัง "บรีฟ" ก่อน ก็คือพระราชวังโปตาลาแห่งนี้ เป็นพระราชวังที่สร้างโดยพระเจ้าซองซานกัมโป มหาราชผู้ยิ่งใหญ่ของชาวทิเบต ตั้งแต่ประมาณปีพุทธศักราช ๙๐๐ ใช้เวลาสร้างอยู่ ๑๐๐ ปี

    คำว่า "โปตาลา" นั้นมาจากคำว่า "ผูเถาซาน" ซึ่งแปลว่า "เขาองุ่น" อันเป็นที่พักของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ หรือว่าเจ้าแม่กวนอิมนั่นเอง เมื่อเพี้ยนมาเป็นภาษาพื้นเมือง จึงกลายเป็น "โปตาลา" อย่างทุกวันนี้
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,679
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,181
    ค่าพลัง:
    +26,969
    ครั้นฟังการ "บรีฟ" จนเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เข้าไปเบียดเสียดเยียดยัดกับบรรดาทัวร์และชาวบ้านต่าง ๆ ไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันคน เข้าไปให้เขาตรวจตั๋วตลอดจนกระทั่งหนังสือเดินทาง หลุดเข้าไปด้านในได้ "นาย Keldor" บอกว่าจะไปซื้อตั๋วที่นี่ เพราะว่าได้จองออนไลน์เอาไว้แล้ว ให้พวกเราเดินขึ้นบันไดไปเรื่อย ๆ แล้วไปรออยู่ที่สุดบันได ซึ่งเป็นประตูใหญ่ทางเข้า

    กระผม/อาตมภาพเดินเรื่อยเปื่อยขึ้นไป โดยมี "ทิดเฟิร์ส" และ "ดร.ดอย" ห้อยท้าย ตามมา ห่างออกไปไกล ๆ ก็คือ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) "ไอ้อ้วน" (นางสาวดวงฤทัย ตั้งวรกุลกิจ) และ "หม่าม้า" (นางสาวไพรินทร์ สุวิชชาญพันธุ์)

    กระผม/อาตมภาพขึ้นไปถึงข้างบน พร้อม "ทิดเฟิร์ส" และ "ดร.ดอย" นั่งจนกระทั่งตูดเกือบจะเป็นเหน็บ "ไอ้อ้วน" "น้องเล็ก" และ "หม่าม้า" จึงตามมาถึง ครั้นรออยู่อีกนาน ปรากฏว่าคณะที่เหลือตามมา บางคนหน้าขาวหน้าเหลืองเป็นกระดาษ ต้องบอกให้รีบเปิดออกซิเจนหายใจเป็นการใหญ่..!

    จนกระทั่ง "นาย Keldor" มาแล้ว รอดูพวกเราปฐมพยาบาลกันเสร็จ ก็นำพวกเราเดินเข้าไปด้านใน ผ่านประตูใหญ่ ๓ - ๔ ประตู โผล่ออกไปตรงอาคารสูงหลังใหญ่ ซึ่งน่าจะเป็นพระตำหนักหลังหนึ่ง พวกเราถ่ายรูปหมู่รูปเดี่ยวกันตรงนี้ บุคคลที่กระหายน้ำก็ไปซื้อน้ำดื่ม ซื้อน้ำหวานกันตามอัธยาศัย

    ครั้นพร้อมแล้วก็เข้าไปภายใน ซึ่งมีป้ายห้ามถ่ายรูปเต็มไปหมด กระผม/อาตมภาพหยอดตู้ทำบุญไปเรื่อย เดินตามคณะทัวร์ไปเรื่อย ฟังคณะของตนเองบรรยายบ้าง ฟังคณะอื่น ๆ บรรยายบ้าง มีโอกาสก็ถ่ายรูปไปเรื่อยบ้าง แต่น่าเสียดายว่ามี "อาเฮีย" อยู่ ๒ คน ความสูงถ้าไม่ถึง ๑๙๐ ก็น่าจะ ๑๘๙ เซนติเมตร..! คอยจะยืนบังกล้องอยู่เรื่อย แล้วคนก็แออัดยัดเยียด เปลี่ยนตำแหน่งยากเป็นบ้าเลย..!

    พวกเราไหลตามมวลมหาประชาชนออกไปเรื่อย ๆ พอถึงทางออกก็ยังงงมากว่า "อะไรวะ ? ออกมาแล้วหรือ ?" จนกระทั่งพักใหญ่ "นาย Keldor" ตามมา บอกว่าระยะนี้ทางด้านยูเนสโกบอกว่า พระราชวังโปตาลาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว ดังนั้น..จึงเปิดให้คนเข้าชมเป็นส่วนน้อย เพื่อที่จะรักษาสภาพส่วนใหญ่เอาไว้ ทำเอา "หม่าม้า" แทบกระโดดโลดเต้น เนื่องเพราะว่าทั้ง "หม่าม้า" และ "น้องเล็ก" เคยมากับเอ็นซีทัวร์ ของ "คุณนวลจันทร์ เพียรธรรม" ประธานคณะกรรมการบริหารบริษัทเอ็นซีทัวร์ โดยมี "คุณเอ" (นายฉัตตริน เพียรธรรม) ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัทเอ็นซีทัวร์นั้น พาพวกเราเข้าไปทั้งพระราชวังแดง พระราชวังขาว พระราชวังเหลือง ชมกันจนกระทั่งจุใจเลยทีเดียว มาครั้งนี้กลายเป็นว่า ได้ชมแค่พระราชวังแดงหลังเดียวเท่านั้น..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,679
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,181
    ค่าพลัง:
    +26,969
    เมื่อพวกเราออกมาครบจึงค่อย ๆ เดินลง ระยะทางนั้นไกลเหลือเกิน บางคนเริ่มรู้สึกล้าขึ้นมา มีการหยุดถ่ายรูปเป็นระยะ ๆ กระผม/อาตมภาพหลุดออกมารออยู่ทางด้านนอก นานจนกระทั่ง "ดร.ดอย" เกรงใจ จึงย้อนกลับเข้าไปตามผู้คนที่ยังเดินมาไม่ถึงเสียที มีพระลามะรูปหนึ่งใส่หน้ากาก เดินมายื่นมือมาให้บอกว่า "ตาชิ เดเล็ก" ก็คือสวัสดีครับ กระผม/อาตมภาพก็ "สวัสดีครับ" ภาษาไทยตอบไป พร้อมกับยื่นมือให้ท่านจับเขย่า หันไปบอก "น้องเล็ก" และ "ทิดเฟิร์ส" ว่า "ท่านรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาก็เลยเดินมาทักทาย โดยที่ไม่รู้ว่าความคุ้นหน้าคุ้นตานั้นเกิดมาจากชาติไหน ?!

    หลังจากนั้นพวกเราก็เดินออกมา จนกระทั่งมาถึงรถบัสของเรา ก็ขึ้นรถตรงไปยังภัตตาคาร ซึ่งเข้าไปถึงแล้ว ปรากฏว่าสถานที่ที่เราจองเอาไว้เพื่อที่จะรับประทานอาหารกลางวัน โดยมีฉากหลังเป็นพระราชวังโปตาลาของแท้นั้น ดันมีชนชาวจีนกลุ่มใหญ่จองไปเรียบร้อยแล้ว..!

    ครั้น "นาย Keldor" ไปบอก เขาก็บอกว่าจองมาเหมือนกัน พวกเราจึงเปลี่ยนใจ กลับลงมาทางด้านล่าง ให้เขาจับโต๊ะชนต่อกัน พร้อมกับบอกว่า "ในเมื่อจองแล้วไม่ได้ ก็ต้องลดราคาให้ด้วย" แต่ "นาย Keldor" บอกว่า "น่าจะลดไม่ได้ ให้เขาแถมเป็นชานมดีกว่า" กระผม/อาตมภาพได้ยินแล้วก็รู้ชะตากรรมตัวเอง เนื่องเพราะว่าตอนไปเลห์ - ลาดัก นั้นคนเดียวฉันไป ๕ ถ้วย เนื่องเพราะว่าคนอื่นไม่กล้ากินกัน..!

    มื้อกลางวันนี้ เรามีหม้อไฟเนื้อจามรี และซี่โครงแกะทอด กระผม/อาตมภาพคีบส่วนที่ฉันออกมา ยกส่วนที่เหลือให้กับคณะไป ปรากฏว่าพวกเราเจริญอาหารผิดปกติ สั่งเนื้อเพิ่มเข้ามาอีกหลายต่อหลายถาด ทั้งเนื้อจามรี ทั้งเนื้อไก่ ตลอดจนกระทั่งโค้กและน้ำแข็ง กระผม/อาตมภาพยังขำภาษาจีน คำว่า "ปิงไคว่" หรือว่าน้ำแข็งนั้นพอทน แต่ "โค้ก" ทำไมกลายเป็น "เข่อเล่อ" ไปก็ไม่รู้ ?

    เมื่อถาดสุดท้ายมาวางลง ขณะที่คนอื่นลวกจิ้มเป็นการใหญ่ กระผม/อาตมภาพก็บอก "ดร.ดอย" ว่าให้เขาเช็คบิลเลย เมื่อทางเจ้าของร้านส่งบิลมาให้ "ดร.ดอย" ต้องเล็งแล้วเล็งอีก เพราะไม่รู้ว่าเป็นภาษาอะไร ? เนื่องเพราะว่าคนทิเบตไม่พูดภาษาอังกฤษ ขณะเดียวกัน พูดภาษาจีนก็รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง กระผม/อาตมภาพที่ก้มหน้าก้มตาส่งงานอยู่ จึงบอกไปว่า "๑,๔๔๘ หยวน" ทำเอา "ทิดเฟิร์ส" สะดุ้งโหยง ร้อง "เฮ้ย..!" ออกมาจนคนหันมามองกันหมด ปรากฏว่าพอเช็คบิลแล้ว ราคา ๑,๔๔๘ หยวนจริง ๆ..! ถ้าขืนอยู่ด้วยกันต่อไปนาน ๆ มีหวังความลับของฟ้าแตกหมด..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,679
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,181
    ค่าพลัง:
    +26,969
    เมื่อกินกันเสร็จสรรพเรียบร้อย พวกเรามาเข้าห้องน้ำห้องท่า หลังจากนั้นก็ขึ้นรถ วิ่งตรงไปยัง "วัดโจคัง" ซึ่งรถของเราก็มาจอดอยู่บริเวณรั้ว ที่ตอนเช้ากระผม/อาตมภาพเข้าไปนั่นเอง พอเข้าไปถึงปรากฏว่าระบบตั๋วที่จองออนไลน์เอาไว้ล่ม..! กลายเป็นความฉิบหายวายวอดที่เกิดขึ้นต่อหน้า..! เพราะว่าทัวร์ทุกคณะต้องวิ่งไปซื้อตั๋วกันใหม่ พวกเราตากแดดที่ร้อนจนหัวแทบละลาย จนแต่ละทัวร์หลุดไปทีละชุด ๆ เพราะว่าได้ตั๋วแล้ว พวกเราค่อยมุดเข้าไปหาร่มเงาด้านข้างอาคารแทน..!

    ครั้นได้ตั๋วมาแล้วเดินเข้าไปด้านใน ปรากฏว่าคณะสงฆ์เป็นร้อย ๆ รูป กำลังเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในสัปดาห์อาสาฬหบูชา "หม่าม้า" ตาไว บอกว่ามีคนเข้าไปทำบุญได้ พวกเราก็เลยควักเงินกรูกันเข้าไป กระผม/อาตมภาพถวายปัจจัยทีละรูป ทีละรูป จนครบทุกรูป จนเงินหยวนหมด "ทิดเฟิร์ส" จึงควักใบละ ๑ ดอลลาร์มาให้อีกปึกใหญ่ ถวายจนครบถ้วนแล้ว ยังเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปถึงพระที่กำลังปั้นรูปเจดีย์ดอกไม้ต่าง ๆ ด้วยเนยหรือว่าเทียน เพื่อที่จะถวายเป็นพุทธบูชา แต่ท่านโบกมือว่า "ไม่ต้อง..ไม่ต้อง" ก็เลยหันไปถวายพระเถระอีก ๓ รูปที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ทราบว่ารอเปลี่ยนเวรสวดมนต์หรืออย่างไร ?

    จากนั้นพวกเราก็ออกมารวมเงินกัน โดยที่กระผม/อาตมภาพควักไป ๑,๐๐๐ หยวน "หม่าม้า" ควักไป ๑,๐๐๐ หยวน ส่วนที่เหลือปล่อยเขาคุยกันเอง เพื่อที่จะไปบูชาทอง ตลอดจนกระทั่งบรรดาผ้าห่มสำหรับ "หลวงพ่อพระพุทธศากยมุนีโจโว" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่ "องค์หญิงเหวินเฉิง" นิมนต์มาจากเมืองฉางอัน ประเทศจีน ตอนเข้าพิธีสยุมพรกับสมเด็จพระเจ้าซองซานกัมโปมหาราช และอีกองค์หนึ่งก็คือ "พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์พันมือพันเนตร" ที่ "เจ้าหญิงภริคุติเทวี" ซึ่งเข้าร่วมพิธีสยุมพรกับสมเด็จพระเจ้าซองซานกัมโปมหาราช ได้อัญเชิญมาจากประเทศอินเดียเช่นกัน

    เมื่อ "นาย Keldor" รับเงินไป จัดการซื้อหามาถวายแล้ว กระผม/อาตมภาพก็ถือให้ทุกคนถ่ายรูป จากนั้นก็เดินเข้าไปทางด้านใน แต่พอติดต่อพระเจ้าหน้าที่ ท่านบอกว่าหลวงพ่อเจ้าอาวาสยังเจริญพระพุทธมนต์อยู่ข้างล่าง ประมาณ ๕ โมงเย็นถึงจะขึ้นมา ขอให้พวกเราเดินสักการพระสำคัญที่นี่ หรือไม่ก็ขึ้นชั้น ๒ ไปถ่ายรูปด้านบนก่อน พวกเราจึงทำตามแต่โดยดี

    ปีนี้ขึ้นไปด้านบน ปรากฏว่าหลังคาทองคำของวัดโจคังค่อนข้างจะหม่นหมอง ได้ข่าวว่าคราวที่แล้ว หลังจากที่กระผม/อาตมภาพกลับไปไม่กี่วัน ก็เกิดไฟไหม้ที่นี่ ไม่ทราบเหมือนกันว่าโดนควันไฟรมเข้าหรืออย่างไร ? เมื่อถ่ายรูปกันแล้วก็หนีแดดจัดจ้า ซึ่ง "ทิดเฟิร์ส" และ "ดร.ดอย" ปรารภว่า "ช่างให้ใจเหลือเกิน" กระผม/อาตมภาพบอกว่า "ระวังไว้ คืนนี้ฝนจะลงเป็น ๓ เท่าของเมื่อวาน..!" ทั้งสองคนก็เลยทำคอย่น หันเข้าไปช็อปปิ้งที่ร้านค้าแทน..!
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,679
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,181
    ค่าพลัง:
    +26,969
    กระผม/อาตมภาพมองเห็นลูกแก้ว ซึ่งสร้างจากหินเทอร์ควอยส์ก้อนเดิมที่ยังอยู่ แต่ว่าพอถาม "ต้าซือ" คนขายว่า "ตัวส่าวเฉียน" "ต้าซือ" ตอบเป็นภาษาไทยว่า "ไม่ขาย" เล่นเอาทุกคนหัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง เนื่องเพราะว่าครั้งก่อน กระผม/อาตมภาพถามราคา พระที่ดูแลอยู่ตรงนั้นบอกว่า ๒๐,๐๐๐ หยวน ครั้นกระผม/อาตมภาพต่อว่า ๑๘,๐๐๐ หยวนได้หรือไม่ ? ท่านวิ่งไปถามพระเถระที่ดูแลร้านค้า ปรากฏว่าพระเถระรูปนั้นบอกราคากลับมาว่า ๑๐๐,๐๐๐ หยวน..! ทำเอา "แห้ว" รับประทานไปเลย..!

    สินค้าอื่น ๆ แม้ว่าจะเป็นของแพง แต่ก็เชื่อได้ว่า ปะการังก็ดี บรรดาเขาจามรี หรือว่าบรรดาหินอำพันก็ตามล้วนแล้วแต่เป็นของแท้ทั้งสิ้น

    ครั้นได้เวลา ๑๖.๕๐ น. "นาย Keldor" ก็พาพวกเราลงไปข้างล่าง หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านมารอรับอยู่แล้ว กระผม/อาตมภาพส่งกล้องให้ "น้องเล็ก" บอกว่า "ถ่ายรูปไปเลย ไม่ต้องสนใจป้ายห้าม" แล้วก็ถวายทองคำทั้ง ๔ ซอง ตลอดจนกระทั่งจี้ทองคำและผ้าห่มแก่หลวงพ่อเจ้าอาวาส

    ท่านนำเอาทองคำที่เป็นเม็ด ๆ ซึ่งน่าจะปั้นจากผงทอง ไปละลายแล้วก็ช่วยบดให้ เพื่อให้พวกเราไปถวายพระเถระในการทาหลวงพ่อพระพุทธศากยมุนีโจโว แล้วยังมอบซองมาให้ ไม่ทราบเหมือนกันว่าภายในเป็นบัตรพิเศษสำหรับผ่านประตูหรือเปล่า ?

    ครั้นพวกเราถอยออกมา ตรงเข้าไปรอคิวอยู่ที่หน้าประตูวิหารหลวงพ่อพระพุทธศากยมุนีโจโว ส่งกล้องให้ใครก็ถ่ายรูปไม่ได้ เพราะว่าทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้ง รปภ. ทั้งพระลามะ เต็มไปหมด..! กระผม/อาตมภาพขัดใจ ก็เลยส่งผ้าห่มคืนให้ไปพร้อมกับพาวเวอร์แบงค์ ตนเองรับเอาโทรศัพท์มา ถ่ายให้คนอื่นดูหน้าตาเฉย ว่า "การถ่ายรูปต้องทำแบบนี้ แค่เอ็งสามารถเข้า "อากิญจัญญายตนฌาน" ได้ แล้วอธิษฐานจิต ก็ไม่มีใครเห็นเอ็งแล้ว ไม่ต้องไปถึงระดับ "สัพเพ สังขารา อนัตตา" ให้เสียเวลาขนาดนั้นหรอก..!" แต่ "ทิดเฟิร์ส" นั่งหัวเราะ บอกว่า "ขออภัยครับ..ไม่มีใครฝีมือถึงขนาดนั้น"

    เมื่อพวกเราถวายทองในถ้วย ซึ่งเจ้าอาวาสท่านบดผสมมาให้เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับผ้าห่มและจี้ทองคำ แล้วก็เดินออกมารออยู่ด้านนอก สักพักหนึ่ง "นาย Keldor" ก็วิ่งมา นำผ้าอย่างงามที่ปักและเย็บสองชั้นมาให้ บอกว่า "ทางด้านหลวงพ่อเจ้าอาวาสฝากมา บอกว่าถวายท่าน "รินโปเช่" ด้วย..!"

    กระผม/อาตมภาพได้ยินก็กลืนน้ำลาย ตกลงว่ามาที่นี่หลอกใครไม่ได้เลย..! เนื่องเพราะคำว่า "รินโปเช่" นั้นก็คือพระเถระที่กลับชาติมาเกิด หรือว่าพระเถระที่ระลึกชาติได้นั่นเอง..!
     
  8. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,679
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,181
    ค่าพลัง:
    +26,969
    เมื่อพวกเรามารวมตัวกันพร้อมแล้ว ก็เดินออกมาทางด้านนอก ใครจะไปซื้อหาข้าวของต่าง ๆ ที่ตลาดบาร์กอร์หรือตลาดแปดเหลี่ยม ซึ่งล้อมรอบวัดโจคังอยู่ก็เชิญตามสบาย มี "หม่าม้า" ตลอดจนกระทั่ง "น้องเล็ก" เท่านั้น ที่เดินตามกระผม/อาตมภาพเพื่อกลับโรงแรมที่พัก

    เดินไปไม่กี่ก้าว "หม่าม้า" ก็บอกว่า "หลุดพ้นเขตวัดปุ๊บ ไม่รู้ว่าอะไรจุกที่คอหอย แทบหายใจไม่ออก..!" กระผม/อาตมภาพบอกว่า "ลมตีขึ้น น่าจะโดนขันธมารแกล้ง มีน้ำหรือไม่ ?" "หม่าม้า" บอกว่า "มีแต่น้ำแข็ง หลวงพ่อจะฉันหรือคะ ?" กระผม/อาตมภาพบอกว่า "ไม่ใช่" ครั้นรับกระบอกน้ำมาแล้วก็อธิษฐานเสก ส่งไปให้ "หม่าม้า" ดื่มเข้าไปอึกใหญ่ อีกฝ่ายหนึ่งเรอพรวดออกมาทันที..! เป็นอันว่าสิ่งที่จุกอกอยู่ ไม่สามารถสู้พุทธบารมีได้ หลุดหายไปไหนก็ไม่รู้ !?

    ครั้นถามว่า "จะหาซื้อสิ่งของอะไรหรือไม่ ?" "หม่าม้า" บอกว่า "ลูกแม็ก" (นายแม็กซิมุส ณัฏฐดนัย กราสเซ่ต์) ฝากซื้อมีด แต่มองหาแล้วไม่มี มีอยู่ร้านหนึ่งมีประคำหินอำพันเส้นใหญ่งดงามมาก กระผม/อาตมภาพเดินเข้าไปด้านใน ถามชายหนุ่มรูปร่วงอวบท้วม ราศีดีเป็นบ้าว่า "เหลาป่าน..ตัวส่าวเฉียน" อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า "ผมไม่ใช่เจ้าของร้าน เจ้าของร้านอยู่ด้านใน ผมมาดูของเหมือนกัน..!" ทำเอาพวกเราขำก๊ากไปตาม ๆ กัน..!

    หลังจากที่เดินมาได้ไม่กี่บล็อก "หม่าม้า" ก็บอกว่า "หลวงพ่อไม่ต้องรอ หนูจำทางได้แล้ว เนื่องเพราะว่าออกมารับประทานอาหารค่ำไปสองรอบแล้ว" กระผม/อาตมภาพกับ "น้องเล็ก" จึงเดินกลับ จนกระทั่งถึงโรงแรมที่พัก จัดการส่งงานส่งงาน และสรงน้ำสรงท่าเรียบร้อยแล้ว ถึงได้มาบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน สำหรับทุกท่านอยู่ในขณะนี้

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๑๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...