ปกิณกธรรมช่วงบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ปี ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 9 สิงหาคม 2026.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงเช้า วันเสาร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๙​

    ใครมาช้าจะตีละนะ..! หลวงพ่อฉันเสร็จ อาบน้ำ แต่งตัวแล้วถึงออกมา พวกเรามีเวลามากกว่าตั้งเยอะ ถ้ามาไม่ทันก็ต้องบอกว่าสมควรตาย..!

    อย่าทำตัวเป็นคนมีเวลามาก เพราะว่าเราจะตายลงไปตอนไหนก็ไม่รู้ !? ชีวิตมีอยู่แค่ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้า..ไม่หายใจออก..ก็ตายแล้ว หายใจออก..ไม่หายใจเข้า..ก็ตายอีกเช่นกัน ดังนั้น..มัวแต่ประมาท ไม่รู้จักขวนขวายความดีใส่ตัว ถึงเวลาตายแล้วจะรู้ว่าที่ทำมานั้นยังไม่พอกิน..!

    สมัยก่อนไปคิดว่าเด็ก ๆ เขาโตเร็ว มาสมัยนี้เปลี่ยนใหม่ กลายเป็นว่าเราแก่เร็ว จากคนอื่นโตเร็ว กับเราแก่เร็ว เป็นคนละเรื่องกันเลยนะ คนอื่นโตเร็วนั่นมองออกข้างนอก เราแก่เร็วนี่มองกลับเข้าข้างใน..!

    บาลีว่า อชฺฌตฺตํ วา เห็นภายในบ้าง พหิทฺธา วา เห็นภายนอกบ้าง ก็คือไม่ใช่เห็นอยู่ฝ่ายเดียว ถ้าเห็นอยู่ฝ่ายเดียว สภาพจิตบางทียังไม่ยอมรับจริง ๆ ก็ต้องเห็นทั้งตัวเรา ทั้งคนอื่น ทั้งสัตว์อื่น ทั้งวัตถุธาตุสิ่งของ เกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงในท่ามกลาง สลายตัวในที่สุด

    แต่คราวนี้พวกเราบางที ศีล สมาธิ ปัญญา ยังไม่พอ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น คำว่าปัญญาก็เลยยังเข้าไม่ถึง ส่วนใหญ่เป็นแค่สัญญาคือ "จำได้" ถ้าปัญญานี่ "ทำได้" ต่างกันนิดเดียว..!

    คำว่า "ทำได้" ในที่นี้ก็คือ รู้เห็นและยอมรับตามนั้นอย่างแท้จริง ไม่มีการเถียงอีก บอกว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา ก็ยอมเชื่อชนิดที่มอบกายถวายชีวิตเลย..!

    เราจะเข้าถึงตรงนั้นได้ก็ต้องหมั่นรักษาศีล เจริญภาวนาไปเรื่อย ซักซ้อมการใช้ปัญญาพิจารณาไปเรื่อย ส่วนใหญ่พวกเราจะภาวนาแล้วทิ้ง ไม่ได้เอาไปใช้
    การภาวนาเป็นการสะสมกำลังเพื่อสู้ให้ชนะกิเลส คราวนี้พวกเราพอภาวนาแล้ว ไม่ได้เอากำลังนั้นไปใช้สู้กับกิเลส กิเลสก็เลยฉวยเอากำลังนั้นไปใช้แทน ถึงเวลาแทนที่เราจะใช้ปัญญา ใช้กำลังที่ได้มาจากการภาวนา ไปคิดพิจารณา ตัด ละ โดยเฉพาะตัดในร่างกายนี้ เราไม่ได้ใช้ ก็ทำให้กิเลสขโมยไปใช้แทน..!
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    สังเกตจะเห็นว่า ถึงเวลาแล้วเราจะ รัก โลภ โกรธ หลง รุนแรงมากเป็นพิเศษ เนื่องเพราะว่าก่อนหน้านี้เราไปกดกิเลสเอาไว้ พอกิเลสกลัวว่าจะตาย เมื่อมีช่องทางกิเลสก็ดิ้นสุดแรง ลำพังแรงของกิเลสนั้นไม่เท่าไร แต่คราวนี้กิเลสเอาแรงของเราไปใช้ด้วย ก็คือแรงจากศีลจากสมาธิที่เราสะสมมาไปใช้แทน..!

    ในเมื่อเราไม่เอาไปใช้ตัดกิเลส กิเลสก็เอาไปใช้ฆ่าเราแทน แล้วเราก็ตายคาที่ทุกครั้ง..! จิตตก สมาธิตก กรรมฐานแตก แล้วแต่ใครจะเรียก พังไปเป็นเดือนเป็นปี บางทีอายจนไม่อยากมองหน้าหมาเลย เพราะว่าหมาดีกว่าเราตั้งเยอะ..!

    เพราะฉะนั้น..คราวหน้าพอเราภาวนาพิจารณาสั่งสมกำลังได้แล้ว ให้เอาไปตัดกิเลส หลัก ๆ ถ้าไม่รู้จะตัดอย่างไร ก็ให้พิจารณาเข้าหาไตรลักษณ์ ลักษณะธรรมชาติสามอย่างของร่างกายเรา ของคน ของสัตว์ ของวัตถุธาตุ ก็คือทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรเป็นตัวตนเราเขาให้ยึดถือมั่นหมายได้ พิจารณาแล้วให้ใจยอมรับจริง ๆ ว่าเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่คิดว่าเรายอมรับเพราะว่าคำตอบนั้นถูก แต่เป็นการยอมรับออกจากกาย จากวาจา จากใจเลย ไม่มีการคัดค้าน..!

    บอกว่ายากก็ยาก บอกว่าง่ายก็ง่าย คือถ้าทำถูกวิธีก็ง่าย คราวนี้การที่จะทำถูกวิธี ก็ต้องหกล้มหกลุก หัวร้างคางแตกมานับครั้งไม่ถ้วน เพราะฉะนั้น..บุคคลที่เป็นนักรบสู้กับกิเลสก็มักจะแผลทั้งตัว เย็บกันจนเข็มหลง ไม่มีใครหรอกที่มาถึง ตั้งใจรักษาศีล..นั่งสมาธิ..พุทโธ..พุทโธ..ปํญญาเกิด..ตัดโชะได้เลย..! เกิดมายังไม่เคยเจอ..!

    ทุกคนต้องหกล้มหกลุกกันมานับครั้งไม่ถ้วนทั้งนั้น อาตมภาพเองตอนเป็นฆราวาสกับตอนบวชใหม่ ๆ นี่พังวันหนึ่งเป็นร้อย ๆ ครั้ง แต่ด้วยความดื้อ เราต้องชนะให้ได้ ก็สู้ไปเรื่อย คราวนี้การที่เราจะดื้อสู้ นั่นก็คือขันติบารมี..ความอดทน วิริยบารมี..ความพากเพียร ต้องมีพอ ถ้ามีไม่พอก็สู้กิเลสไม่ได้

    ดังนั้น..ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น สนามรบครั้งสุดท้ายมักจะเป็นบารมี ๑๐ ปะทะกับสังโยชน์ ๑๐ ต่างฝ่ายต่างมีแม่ทัพฝ่ายละ ๑๐ คน รบกันไป มีข้อดีและข้อเสียก้ำกึ่งกัน ก็คือถ้าใครเป็นฝ่ายชนะสนามแรกมักจะชนะไปเรื่อย เพราะว่าเห็นช่องทางและวิธีการแล้ว ถ้าหากว่าแพ้ก็แพ้ไปเรื่อยเหมือนกัน แต่ถ้าสู้ต่อเราก็อาจชนะได้ เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วบางทีก็เหมือนอย่างที่ภาษิตจีนเขาบอก "กองทัพสองฝ่ายปะทะกัน ถึงจะชนะ ฝ่ายตรงข้ามสูญเสียหนึ่งพัน เราก็สูญเสียแปดร้อย..!" ไม่ใช่ว่าแพ้แล้วจะยอมแพ้ไปเลย แพ้แล้วต้องสู้ต่อ ยังตายไม่ครบแปดร้อยนี่ห้ามหนี..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    มีใครเคยอบรมการขายประกันบ้างไหม ? ในการอบรมขายประกัน เขาบอกว่า "ขายคนที่ ๑ - ๘๐ ไม่ประสบความสำเร็จอย่าเพิ่งท้อใจ เราอาจจะขายให้คนที่ ๘๑ ได้..!" เขาให้โอกาสขนาดนั้นเลย..!

    เรื่องของความพากเพียรความอดทน อย่างที่สายพอง - ยุบเขาว่า "อดทนหนอ..พากเพียรหนอ" ปลอบใจตัวเอง ถามว่าทำไมต้องปลอบใจตัวเองด้วย ? เพราะใจเรานี่ถ้าหากว่าไม่สู้ จะไม่ชนะอะไรเลย จึงต้องทุ่มเทสู้ทุกทาง

    คนอื่นพูดเราฟังสนุก พอเราเจอเองนี่น้ำตาไหล ทำไมหลวงพ่อเล่า ฟังแล้วง่ายจัง ? ไม่ได้ง่ายหรอก พอถึงเวลาของเราก็อย่าไป "ดราม่า" มากสิ ทำเป็นซีรีส์แนวตั้งไปได้ "ดราม่า" เยอะจัด..!

    เรื่องของการปฏิบัติธรรม เป็นเรื่องของความอดทน ความพากเพียร และ ปัญญา ถามว่าส่วนอื่นสำคัญไหม ? สำคัญ..แต่ถ้าความอดทนไม่พอเราจะท้อเสียก่อน ความพากเพียรไม่พอเราก็เลิก ปัญญาไม่พอเราก็คลำไม่ถูกทางเสียที..!

    ถ้าหากว่าเดินผิดก้าวแรก ก็เดินผิดตลอด แต่บางคนดวงดี ถึงก้าวแรกจะผิด เดินไปเรื่อย อ้อมโลก แล้วในที่สุดก็กลับเข้าถูกทางจนได้ พวกนั้นเขาเรียก ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิบัติก็ลำบาก บรรลุก็ยาก แต่กูเอาจนได้..! พวกนั้นเขาบอกว่าประสบการณ์เยอะ ไม่มีอะไรที่ไม่เคยเจอ อะไรที่พลาด ที่ผิด ที่อกหัก กูโดนมาหมดแล้ว..!

    ถ้าท่านทั้งหลายเหล่านั้นบรรลุเมื่อไร เล่าได้ทุกเรื่อง ทุกขาปฏิปทา คือการปฏิบัติแบบลำบาก ทันทาภิญญา บรรลุก็ยาก ฟังแล้วอยากร้องไห้ แต่ดันมีคนบรรลุ..! ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็มีตัวอย่างแล้ว

    สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ปฏิบัติง่าย ๆ บรรลุง่าย ๆ พวกนี้พระพุทธเจ้ากวาดไปหมดแล้ว
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    มาถึงยุคเราก็ต้องทุกขาปฏิปทาแล้ว แต่คราวนี้จะทันธาภิญญา บรรลุยาก หรือขิปปาภิญญา บรรลุง่าย ก็ขึ้นอยู่กับการสั่งสม ขึ้นอยู่กับปัญญาตัวเอง ทำแล้วอะไรดี อะไรง่าย อะไรสะดวก พูดง่าย ๆ ก็คือรักษาใจไม่ให้ รัก โลภ โกรธ หลง กินได้ก็เอาแล้ว อย่าไปคิดมาก ไม่ใช่โน่นทำถูกไหม ? นี่ทำจะดีไหม ? พวกนั้นยังอีกห่างไกล..!

    เรื่องของการปฏิบัติธรรม เขาให้ลงมือทำ ไม่ใช่ถาม ถามแล้วฟุ้งซ่าน..! เนื่องเพราะว่าเวลาถาม เราก็มักจะได้รับคำอธิบายจากครูบาอาจารย์ แต่คราวนี้บางทีครูบาอาจารย์ท่านไปด้วยเครื่องบิน แต่เราเดินดินไป สิ่งที่ท่านบอกมาก็เลยใช้ไม่ได้กับเรา แต่เรากลับไปตั้งหน้าตั้งตาว่า เมื่อไรเราจะลอยพ้นพื้นสักที ? เมื่อไรเครื่องจะขึ้น ? ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเดินอยู่แล้วจะบินขึ้นไปได้อย่างไร ?

    ก็แปลว่าปัญญาจะต้องพอ ก็คือต้องรู้ว่าอะไรเหมาะ อะไรสม อะไรควร อะไรไม่ควร เรื่องของกาลเทศะก็จำเป็นในการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ไปงานแต่งแล้วก็เอาน้ำไปสาดหน้าเจ้าสาว..! นั่นไม่รู้กาลเทศะ หรือไปงานแต่ง แทนที่จะแต่งตัวให้เรียบร้อยหน่อย กูก็ไปทำนมหกแข่งกับเจ้าสาว..! แบบนั้นก็ปล่อยไปเถิด ยังอีกนานกว่าจะมีกาลเทศะ..!

    กาลเทศะจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราทำไปแล้วรู้สึกว่าเริ่มมีผล พอเริ่มมีผล ศรัทธาความเชื่อก็จะหนักแน่นขึ้น ในเมื่อศรัทธาความเชื่อเกิดขึ้น ก็จะพยายามทำตามจารีตประเพณีต่าง ๆ จนกลายเป็นคนมีกาลเทศะ

    ฟังดูเหมือนไม่น่าจะเกี่ยวกันเลย แต่ว่าเกี่ยว เพราะว่าถ้าหากว่าปฏิบัติธรรมแล้วมีสติ เขาจะไม่ถามว่า "ทำแล้วได้อะไร ?" แต่ถ้ามีคำถามก็จะอยู่ในลักษณะ "ทำเพื่ออะไร ?" ทำเพื่อตนเอง ทำเพื่อสังคม ทำเพื่อครอบครัว แล้วแต่กำลังใจและบารมีแต่ละคน สร้างบารมีมาน้อยก็ทำเพื่อตัวเอง สร้างบารมีมามากอีกหน่อยก็ทำเพื่อครอบครัว สร้างบารมีมาเข้มข้นมากก็ทำเพื่อสังคม ทำเพื่อประเทศชาติ

    ไม่ได้ถามว่า "ทำแล้วได้อะไร ?" แต่กลายเป็นว่า "ทำเพื่ออะไร ?" ในเมื่อเป้าหมายชัดเจนแล้ว ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำไป คราวนี้พวกเราเป้าหมายไกลมากว่าทำเพื่อพระนิพพาน ในเมื่อทำเพื่อพระนิพพาน เราจะมาทำตัวเป็นคนมีเวลามากไม่ได้แล้ว อะไรที่รุงรังเป็นเครื่องถ่วง ต้องทิ้งให้หมด..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    พรรษานี้วัดท่าขนุนไม่มีพระบวชจำพรรษา เนื่องเพราะว่าทางบ้านโทรมาตาม แล้วนาคขอกลับบ้าน นั่นเป็นเครื่องถ่วง อาตมภาพเองมักจะโดนอะไรทดสอบแสบ ๆ หนัก ๆ ตลอด สมัยเป็นฆราวาสทำงานแทบล้มประดาตาย บางทีโอที ๓ - ๔ แรง ทำงานกันยันสว่าง รวม ๆ แล้วเดือนหนึ่งได้ ๗ - ๘ พันบาท

    ทันทีที่รับปากหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ว่าจะบวชให้ เขามาเสนอเงินเดือนให้สามหมื่นบาท พร้อมที่พัก อาหาร สวัสดิการ รักษาพยาบาล พร้อมทุกอย่าง ก่อนหน้านี้ทำไมไม่ให้กู มาให้วันที่กูจะบวช..!? เห็นหรือยังว่าถ่วงตรงไหน ?

    โยมแม่ขอร้องแล้วขอร้องอีกให้บวช ตั้งแต่อาตมภาพอายุครบ ๒๐ ปี แต่ด้วยความที่ดันทะลึ่งเห็นนรกตั้งแต่ก่อนอายุยี่สิบ ก็เลยไม่กล้าบวช จึงปฏิเสธท่านมาเรื่อย จนกระทั่งรับปากหลวงพ่อท่านว่าจะบวช พอไปบอกแม่ แม่ที่รบเร้าให้บวชอยู่ตลอด ถามว่า "มึงไปแล้วกูจะอยู่กับใคร ?" เห็นหรือยังว่าถ่วงแบบไหน ? ก็เลยบอกแม่ว่า "แม่มีลูกตั้ง ๑๒ คน ถ้าหายไปคนหนึ่ง ไอ้ที่เหลือไม่ดูแล ก็เรื่องของแม่เถอะ..ผมไปแล้ว..!"

    พวกเราเด็ดขาดพอไหม ? ถ้าเด็ดขาดไม่พอ เด็ดแล้วไม่ขาด ภาษาไทยลึกซึ้งมาก ถ้าเด็ดต้องขาด ถ้าเด็ดไม่ขาดก็ติดอยู่นั่นแหละ เป็นอะไรที่พวกเราต้องเก็บไว้ดูเป็นอุทาหรณ์ว่า กิเลสมีมารยามาก พอถึงเวลาเขาพยายามจะถ่วงจะรั้งเราทุกวิถีทาง..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    อาตมภาพเคยบ่นกับญาติโยมว่า ไม่ใช่ตัวเองไม่อยากมีครอบครัว ฆราวาสคนหนุ่มก็อยากมีเมียทั้งนั้นแหละ..! แต่ดันทะลึ่งไปเห็นว่าอนาคตตัวเองจะต้องบวช ถ้าลักษณะอย่างนั้นแล้ว มีครอบครัวแล้วทิ้งไปบวช อาตมภาพไม่เอาด้วย วิธีที่ดีที่สุดก็คือ อย่าไปยุ่งกับใครเลย..หมดเรื่อง..ไม่ต้องไปรับผิดชอบชีวิตเขา..!

    แล้วก็เจ้ากรรมเถอะ..เหมือนกับโดนแกล้ง แต่ละบ้านก็อยากได้อาตมภาพเป็นลูกเขยเหลือเกิน ส่วนใหญ่บ้านที่รู้จักก็มีลูกสาวคนเดียวบ้าง ลูกสาวสองคนบ้าง ไม่มีลูกชายเลย..! กลายเป็นว่าคลุกคลีตีโมงกันไป ถึงเวลาเขาก็จัดให้นอนห้องเดียวกับลูกสาวเขา คงหวังจะรวบหัวรวบหางกระมัง ? แต่คนเราก็อาศัยที่ฝึกมาดี เป็นเรื่องตลกมาก แมวเฝ้าปลาย่างแล้วมีกติกาว่าห้ามกินปลา แหม..จะตายให้ได้..! ต้องสู้กับใจตัวเอง แต่ว่าถ้าทำได้จะภูมิใจตัวเองว่า กิเลสแค่นี้ยังสู้เราไม่ได้หรอก..!

    สำคัญตรงที่ต้องเด็ดขาด ไม่ก็คือไม่..! พวกเราส่วนใหญ่แล้ว ดีชั่วรู้หมดแต่อดไม่ได้ แหมน่ารักมาก..! ถ้าใครดูหนังจีนซีรีส์แนวตั้ง จะได้ยิน "ไอ้ตัวน่ารัก" ความจริงในภาษาจีนเขาด่าว่า "ไอ้สารเลว" แต่ถ้าด่าแบบนั้นเดี๋ยวออกอากาศไม่ได้ ก็เลยแปลเป็นไทยว่า "ไอ้ตัวน่ารัก"

    แล้วคำว่า "ตาย" ในภาษาจีน ออกเสียงคล้ายคำว่า "สี่" คราวนี้ถ้าใช้คำว่า "ตาย" เกี่ยวกับเข่นฆ่าขึ้นมา เดี๋ยวก็ไม่ผ่านเซ็นเซอร์อีก เขาก็เลยแปลเป็นไทยว่า "เจ้าหาสาม..!" ก็คือ "มึงหาที่ตาย..!" คนที่ฟังแล้วไม่รู้เรื่องว่า "หาสาม" คืออะไร ให้รู้ไว้ว่าเขาบอกว่า "มึงหาที่ตาย..!"

    เดี๋ยวพวกเราสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานกัน
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงบ่าย วันเสาร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๙​

    อาตมภาพอยู่ทิเบตแปดวัน อากาศตอนเช้า ๑๐, ๑๑, ๑๒ องศาเซลเซียสทุกวัน ตอนบ่ายร้อนจัด ๆ ก็ราว ๆ ๑๖ - ๑๗ องศา นึกว่ากลับมาบ้านเราแล้วจะรู้สึกร้อนมาก ปรากฏว่าไม่เป็น อาจจะเป็นเพราะว่าใช้กำลังใจเดินหน้ามาก่อน..!

    คำว่า ใช้กำลังใจเดินหน้ามาก่อน ก็คือ เวลาประเทศจีนเร็วกว่าเราประมาณ ๑ ชั่วโมง เพราะฉะนั้น..ถ้าหากว่ามาเมืองไทย ก็เท่ากับว่าเรามาในอนาคต เพราะเวลาเราช้ากว่า ก็เลยต้องใช้วิธีปรับกำลังใจล่วงหน้ามาก่อน เพื่อให้เป็นเวลาเดียวกัน จะได้ไม่มีอะไรผิดปกติ นี่เป็นวิธีแก้อาการ "เมาเครื่องบิน" ที่ฝรั่งเรียกว่า "เจ็ทแล็ก (jet lag)"

    ถ้าหากว่าใครทำได้ก็ถือว่าลองซ้อมดู ถ้าไปที่เวลาเร็วกว่าเรามาก อย่างไปนิวซีแลนด์นี่เร็วกว่าบ้านเรา ๕ ชั่วโมง เราก็ต้องย้อนอดีต เพราะว่าผ่านไป ๕ ชั่วโมงแล้ว แต่ถ้าไปประเทศที่เวลาช้ากว่า เราก็ต้องไปอนาคตเพื่อให้ตรงกับเวลาบ้านเรา ฟังแล้วเมาไหม ? ไปลองทำดู..!

    เพื่อนฝูงเขาบอกว่า "หลวงพ่อเล็กแข็งแรงมาก ไปไหนมาไม่เห็นต้องพัก ทำงานต่อได้เลย ถ้าผมไป อย่างน้อยก็นอนไป ๓ วัน" ก็ไม่ได้แข็งแรงอะไรหรอก แค่ใช้วิธีขี้โกง ตั้งแต่ตอนไปยุโรป ที่ไปดูงานขณะที่เรียนปริญญาเอก น่าจะปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ท่านราหูตามไปดูแล เพราะว่าตอนนั้นได้นิมิตว่าเครื่องบินตก ก็เลยถามพระท่านว่า "แล้วแบบนี้ควรไปไหม ?" ท่านบอกว่า "ควรไป" ก็คือจะได้รู้ว่าเวลาเผชิญหน้ากับความตายแล้วเรายังกลัวหรือเปล่า ?
     
  8. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    คราวนี้พอไปแล้ว ปรากฏว่าท่านราหูที่ในอดีตเคยสร้างบุญร่วมกันมา เพราะว่าปรารถนาพระโพธิญาณมาด้วยกัน ก็ถือว่าเป็นเพื่อนกัน ท่านตามไปดูแล พอถึงเวลาตกหลุมอากาศ พวกนักท่องเที่ยวแหกปากวี้ดว้ายกันลั่นเครื่องไปหมด..! ท่านราหูบอกว่า "ไม่ต้องกลัว..เดี๋ยวผมจัดการเอง"

    ว่าแล้วพ่อเจ้าประคุณก็อ้าปากอมเครื่องบินเลย..! ถามท่านว่า "นี่แปรงฟันหรือยัง ?" ท่านบอกว่า "ท่านก็ไม่ได้แปรงเหมือนกันนั่นแหละ..!" จะไปแปรงอะไร ๑๒ ชั่วโมงอยู่แต่บนเครื่องตลอด เพราะฉะนั้น..จะไปหัวเราะท่านไม่ได้หรอก

    ท่านราหูสอนว่าถ้ากลับไปแล้วไม่อยากเมาเครื่องให้ทำอย่างไร คราวนี้เวลาของยุโรปช้ากว่า ในเมื่อเวลาของเขาช้ากว่า เราก็ต้องใช้วิธีวิ่งจากปัจจุบันไปอนาคต ลองทำดูแล้วไม่เมาเครื่องจริง ๆ แต่ว่าเพื่อนฝูงเมากันหมด..!

    ตอนนั้นที่แสบหนักที่สุดก็คือ ตอนที่ย้อนเวลากลับมาเป็นเวลาบ้านเรา เป็นเวลา ๑๑.๓๐ น. แต่เวลาของเขาบนเครื่องยังไม่ได้เวลาเสริฟอาหาร โอ้โห..หิวไส้ขาดเลย..! จึงบรรยายคุณงามความดีบรรพบุรุษท่านราหูไปเสียชุดหนึ่ง คราวหน้าบอกอะไรให้ครบ ๆ หน่อยได้ไหม ? คือถ้าหากว่าบอกครบ เราก็รอใกล้ ๆ ถึงบ้านเราแล้วค่อยทำ นี่ดันทะลึ่งให้ตูล่อเสียตั้งแต่กลางทาง หิวแทบตาย..! ถือเสียว่าเป็นนิทานเล่าสู่กันฟังก็แล้วกัน

    หลังจากกลับจากยุโรปเที่ยวนั้นก็ใช้วิธีนี้มาตลอด แต่ถ้าไปประเทศข้างเคียงบ้านเรานี่ไม่ต้องใช้ ส่วนสิงคโปร์ที่บอกว่าเวลาเร็วกว่าเราหนึ่งชั่วโมงนั่นเขาขี้โกง ประเทศเขาอยู่โซนเวลาเดียวกับเรานี่แหละ แต่เขาใช้เวลาเร็วกว่าเราหนึ่งชั่วโมง เขาปรับการทำงานให้เร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมง สิงคโปร์เลยเป็นเมืองการเงินโลก

    เรานึกดูว่าธนาคารทั่วโลกรอเวลาธนาคารเอเชียเปิด แล้วถ้ามีธนาคารแห่งหนึ่งเปิดอยู่แห่งเดียวก่อนที่อื่นหนึ่งชั่วโมง แล้วธนาคารทั่วโลกจะติดต่อกับใคร ? ก็แห่ลงไปสิงคโปร์กันหมด การที่เขาปรับการทำงานให้เร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมง ก็เลยทำให้เขาได้อะไรดี ๆ ไปเยอะแยะ อย่างเช่นว่าตลาดหุ้นตก ต้องรีบช้อน กว่าบ้านเราจะเปิดตลาด เขาช้อนไปแล้วหนึ่งชั่วโมง แล้วจะเหลือถึงเราไหม ?
    แต่สมัยนี้อย่าไปเล่นหุ้นเลย ช้อนหักเปล่า ๆ ถ้ามีก็ขายทิ้งไปเถิด หาเงินได้แล้วค่อยซื้อใหม่
     
  9. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    ความจริงช่วงนี้มีวันหยุดยาวมาก ในอาเซียนประเทศที่มีวันหยุดยาวมากเป็นอันดับ ๒ คือประเทศไทย วันหยุดมาก เดือนหนึ่งสี่อาทิตย์ วันหยุดล่อไปอย่างน้อยแปดวันแล้ว..! และยังมีเทศกาล มีนักขัตฤกษ์ มีวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันพ่อ วันแม่ วันปิยมหาราช เยอะแยะไปหมด

    แต่ว่านายอำเภอทองผาภูมิไม่ค่อยกลับบ้านกลับช่องกัน ไม่รู้โดนเจ้านายบังคับหรือเปล่า ? แต่พอถามว่า "ทำไมวันหยุดไม่กลับบ้าน ?" ท่านบอกว่า "หลวงจ่ายเงินให้ทุกวัน ไม่ได้จ่ายเฉพาะวันทำงาน เพราะฉะนั้น..ผมก็เลยไม่มีวันหยุด" ถือว่าเป็นโชคดีของคนทองผาภูมิ

    นายอำเภอ ๔ - ๕ ท่านล่าสุดที่ผ่านมา มีแนวคิดเดียวกันหมด โดยเฉพาะท่านชาคริต ตันพิรุฬห์ บ้านอยู่แค่ห้วยกระเจา เมืองกาญจน์นี่เอง วันหยุดไม่กลับบ้านหรอก ไม่รู้ว่าเมียดุหรือเปล่า !? ตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนผอมกะหร่อง ปกติเราก็คิดว่าเจ้าคนนายคนจะต้องอ้วนท้วนสมบูรณ์ แต่นี่ผอมเสียจนเอวบางร่างน้อย เพราะว่าทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด

    ส่วนพวกเราสิ่งที่ต้องทำทุกวัน โดยไม่มีวันหยุดก็คือ อย่าทิ้งลมหายใจเข้าออก ทิ้งเมื่อไรเราจะฟุ้งซ่านทันที..! ใครที่ยังไม่เห็นโทษของความฟุ้งซ่าน ก็จะไม่รู้ว่าความสงบนั้นเป็นเรื่องที่พึงปรารถนาขนาดไหน ?!

    เมื่อวานกระผม/อาตมภาพไปทำบวงสรวงเพื่อยกวัดเพลง (ร้าง) ขึ้นเป็นวัดที่มีภิกษุจำพรรษา ยังคิดว่า "ถ้าเรามีวัดแบบนี้อยู่ จะดีมากเลย" เดินลึกเข้าไปในสวน ถนนกว้างที่สุดแค่มอเตอร์ไซค์วิ่งได้ เงียบสนิทเลย เป็นสวนเก่า ๆ ของนนทบุรี อยู่หมู่ที่ ๑ ตำบลบางขนุน ไม่ใช่ท่าขนุนนะ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี

    ได้ยินนนทบุรีเราต้องนึกถึงทุเรียน..ใช่ไหม ? ตรงนั้นไม่ใช่ ตรงนั้นเขาเรียกบางขนุน เขาไม่เอาทุเรียน ตรงนั้นแปลกแยกจากสังคม ก็เลยเห็นว่าถ้าเราอยู่เงียบ ๆ แบบนั้นได้ จะมีความสุขมาก
     
  10. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    แบบที่ไปเที่ยวมา พอกลับถึงที่พัก อาบน้ำอาบท่า จัดการงานการเรียบร้อยทุกอย่าง อาตมภาพก็จะมีความสุขกับการภาวนาของเรา ขณะที่ชาวบ้านเขามีความสุขกับการจ่ายเงิน ออกไปซื้อของกัน ซื้อไปได้อย่างไรไม่รู้ ? แพงจะตายชัก ลูกประคำสายหนึ่งราคา ๑๔,๐๐๐ บาทไทย นี่ขนาดลดราคาแล้วนะ..!

    ส่วนเส้นที่อาตมาดู ต้องบอกว่าสายตาถึงไปหน่อย สามล้านกว่าบาทไทย..! เงินสามล้านกว่าบาทหลวงพ่อเล็กเอาไปช่วยที่อื่นได้อีกเยอะแยะ ไม่เอาไปซื้อของแบบนั้นหรอก

    คราวนี้เราจะเห็นความต่างกัน ที่อรรถกถาจารย์ท่านเปรียบว่า "จับผึ้งกับแมลงวันขังไว้ต้วยกัน พอเปิดฝาขวด ผึ้งก็บินหาดอกไม้ ส่วนแมลงวันจะบินไปหาส้วม..!" ถ้าถามว่าผิดไหม ? ไม่ผิด ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก ธรรมชาติเป็นอย่างนั้น ในเมื่อธรรมชาติเป็นอย่างนั้น ถ้าเราต้องการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ต้องอาศัยกำลังใจที่สูงมาก

    คราวนี้สิทธัตถราชกุมารของเรานั้น สร้างบารมีมาต่ำสุด ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป เกิดมาจนนับชาติไม่ถ้วนแล้ว ทันทีที่เห็นเทวทูตทั้ง ๔ ก็คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ที่ก่อนหน้านี้สมเด็จพระราชบิดาไม่ยอมให้มีสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ในเมืองกบิลพัสดุ์เลย สั่งราชบุรุษกวาดออกให้หมด เอาไปรวมกันนอกเมืองโน่น เพื่อไม่ให้ลูกเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย

    แสดงว่าโบราณเขาเก่งนะ เขารู้ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เห็นแล้วจะเกิดสลดสังเวช เมื่อสลดสังเวชแล้วก็จะแสวงหาธรรม ก็เลยต้องเอานักบวชออกไปด้วย..!
     
  11. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    ปรากฏว่าเทวดาเห็นเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว จึงแปลงเป็นคนเจ็บ เป็นคนแก่ เป็นคนตาย เป็นนักบวช มาให้สิทธัตถราชกุมารเห็น ด้วยความที่พระองค์ท่านปัญญามาก ก็เห็นว่า "อีกไม่นานเราก็จะแก่ จะเจ็บ จะตายแบบนั้น ในเมื่อธรรมดาโลกต้องมีแก่ มีเจ็บ มีตาย สิ่งที่คู่กันก็คือการไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายก็ต้องมี" เป็นพวกเราจะคิดถึงไหม ? คิดขึ้นหน้าแล้วถอยหลัง ครบวงรอบพอดี

    "เพราะฉะนั้น..เราพึงออกบวชเพื่อแสวงหาโมกขธรรม คือธรรมเพื่อความหลุดพ้นนี้ดีกว่า" พระองค์ท่านตั้งใจหนีออกบวชเลย

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งที่จะต้องฝืนโลกจึงเป็นเรื่องยาก เอาแค่อาตมภาพเป็นตัวอย่าง โดน "บูลลี่" มาตั้งแต่เด็ก "ใครเขาปฏิบัติธรรมกันตั้งแต่เด็กแต่เล็ก มันบ้าไปแล้ว..!" พ่อแม่พี่น้องก็ว่า "บ้า" เพื่อนฝูงครูบาอาจารย์ก็ว่า "บ้า" แต่สิ่งที่เราทำ เรารู้ว่าทำแล้วจะได้อะไร ?

    เวลาจิตสงบจิตเยือกเย็น มีความสุขชนิดเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม คือโดยปกติคนเราจะโดนไฟใหญ่ ๔ กองคือ ไฟรัก ไฟโลภ ไฟโกรธ ไฟหลง เผาอยู่ตลอดเวลา ทันทีที่สมาธิทรงตัว ไฟทั้งหมดจะโดนกำลังสมาธิดับหมดชั่วคราว คนที่โดนไฟเผาแล้วอยู่ ๆ ไฟดับ บอกไม่ได้หรอกว่ามีความสุขแค่ไหน บาลีถึงได้ใช้คำว่า "ปัจจัตตัง" เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน

    ดังนั้น..พวกเราที่ถือว่าเป็นพุทธศาสนิกชน เป็นพุทธบริษัท คือกลุ่มบุคคลของพระพุทธเจ้า อย่างน้อยต้องปฏิบัติธรรมให้ทรงฌานสมาบัติได้ แล้วเราจะเห็นเองว่าคุณพระรัตนตรัยนั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน ?

    สิ่งที่ตัดที่ละได้ยากสุด ๆ ทำไปแล้วเหมือนใจจะขาดลงไปเดี๋ยวนั้นเลย พระองค์ท่านตัดได้หมด แล้วเราจะเลียนแบบปฏิปทา ทำให้ได้อย่างนั้นบ้างก็คงไม่เกินวิสัย เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานหลักธรรมให้พวกเราไว้แล้ว ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้ากระจายออกก็เป็นมรรคมีองค์แปด

    ดังนั้น..ในเมื่ออาวุธพร้อม ก็เหลือแต่เราว่าจะสู้หรือเปล่า ? คราวนี้ถ้ามาถึงวัดท่าขนุนนี่เราโดนบังคับให้สู้ อยากจะนอนก็ไม่ได้ ทน ๆ เอาก็แล้วกัน เดี๋ยวพวกเราสมาทานพระกรรมฐานแล้วเข้าสู่การปฏิบัติตอนบ่ายกันต่อ
     
  12. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    ก่อนทำวัตรเย็น วันเสาร์ที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๙​

    หลวงพ่อไม่ได้อยู่ทำวัตรเย็นนะ มีประชุมกรรมการประจำวิทยาลัยสงฆ์กาญจนบุรี เขาประชุมออนไลน์ในอีกไม่กี่นาทีนี่แหละ เรื่องของงานบางทีถ้ามาพร้อม ๆ กันหลายอย่าง เราต้องรู้จักลำดับความสำคัญ หนักเบา ก่อนหลัง เร็วช้า ของงาน แล้วก็ทำในส่วนที่สำคัญกว่า

    ความจริงวันนี้ก็มีการเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พุทธมณฑล แต่ด้วยความที่เขากำหนดตัวชัดเจน มีรายชื่อ แต่ไม่รู้พระครูวิลาศกาญจนธรรมหลุดไปไหน ? จึงไม่ต้องไปเสียหนึ่งงาน ไม่อย่างนั้นแล้วก็ต้องทิ้งพวกเราไปงานโน้น ซึ่งก็คงกลับมาไม่ทัน เพราะว่าเขาเริ่มงาน ๕ โมงเย็น

    ทำไมรู้สึกคนมากขึ้น งอกมาจากไหน ? หรือว่าเพิ่งจะมากัน ? เดี๋ยวใครอยู่ช่วยถ่ายรูปส่งให้ด้วย จะได้มีงานลง
    สมัยนี้การทำความดีต้องมีการตีปี๊บโฆษณา ไม่อย่างนั้นแล้วทำไปเท่าไรคนก็ไม่เห็น จะว่าไปแล้วบรรดาสื่อโซเชียลต่าง ๆ ถ้าเรารู้จักใช้งาน ก็เป็นเครื่องมือสนับสนุนในการเผยแผ่และปฏิบัติธรรมของเราได้ดีมาก แต่ถ้าใช้ผิดก็เละมากเช่นกัน
     
  13. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    อย่างสมัยก่อน ภิกษุพูดจาเกี้ยวหญิงด้วยถ้อยคำชั่วหยาบต้องอาบัติสังฆาทิเสส สมัยก่อนต้องไปเจอตัวเขาถึงจะพูดได้..ใช่ไหม ? สมัยนี้วิดีโอคอลกันเลย กลายเป็นว่าอาบัติตามเข้าไปยันในมุ้ง..! จึงเป็นเรื่องของความละอายชั่ว กลัวบาป รักศีล ของตัวเอง ไม่ใช่ทำส่งเดชไปเรื่อย

    คุณวิรัชเป็นช่างของทีโอที (TOT) ประจำสาขาทองผาภูมิ เขามาแก้ไขระบบอินเตอร์เน็ตให้หลวงพ่อ แล้วด้วยความทะลึ่งของเขา ก็เปิดดูว่าหลวงพ่อเปิดอะไรดูบ้าง พวกเก่ง ๆ นี่เราทำอะไรไว้เขารู้หมด แล้วเขาก็ถามว่า "หลวงพ่อเข้าแค่ ๔ เว็บนี่เองหรือ ?" ก็คือเว็บวัดท่าขนุน เว็บพลังจิต ยูทูบ (YouTube) แล้วก็เว็บของคณะสงฆ์ภาค ๑๔

    จึงถามกลับไปว่า "แล้วมึงจะให้กูเข้าอะไรเยอะแยะ ก็ที่สำคัญมีอยู่แค่นี้ ?" เขาบอกว่า "เวลาเปิดเครื่องคนอื่น รายชื่อเว็บที่เข้านี่ยาวเป็นหน้า ๆ เลย..!"

    บางทีในโทรศัพท์ก็มีภาพวับ ๆ แวม ๆ ส่งมาให้ หลวงพ่อก็ยังบอกกับน้องเล็ก (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ว่า "อย่าทะลึ่งไปกดเชียวนะ" เพราะว่าโทรศัพท์สองเครื่องเชื่อมต่อกันอยู่ ถ้ากดเมื่อไร หลวงพ่อจะซวยไปด้วย..!

    เรื่องพวกนี้ก็ประมาณ "แมวเฝ้าปลาย่าง" เขามาเสนอให้ถึงตรงหน้า แล้วเราอดใจไว้ได้ไหม ? อย่าอยู่ในประเภท "ดีชั่วรู้หมดแต่อดไม่ได้"

    ตอนนี้สินค้าของทางตลาดชุมชนวัดท่าขนุนก็มี "น้องขนุน" กับ "น้องปูราชินี" ชิ้นละ ๘๐ บาท ถ้าหลวงพ่อลงลายเซ็นด้วยน่าจะแพงกว่านี้..ใช่ไหม ? มีน้องขนุนเขียวกับน้องขนุนสุกแล้วก็ปูราชินี ยังไม่รู้ว่าเขาเอาไว้ทำอะไรได้บ้าง

    เดี๋ยวพวกเราทำวัตรอะไรของเราไป หลวงพ่อจะไปเข้าระบบซูมออนไลน์ประชุมแล้ว
     
  14. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงเช้า วันอาทิตย์ที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ​

    โบราณเขาว่าฝันว่าเปื้อนขี้มักจะได้ลาภลอย แล้วถ้าเปื้อนขี้จริง ๆ จะได้อะไร ? คือเกิดขึ้นจริง ๆ ไม่ได้ฝัน เมื่อวานกินยากดอาการมาลาเรียไว้ ยาไปหมดฤทธิ์ตอนตี ๒ กว่า เดินเข้าห้องน้ำไม่ทัน เหลือเชื่อจริง ๆ ไม่กี่ก้าวเอง แต่ถ่ายท้องเลอะสบงไปหน่อยหนึ่ง..!

    ก็เลยมานึกขำ ๆ ว่า โบราณเขาบอกว่า "ถ้าฝันว่าเปื้อนขี้จะได้ลาภ" แล้วนี่เปื้อนจริง ๆ จะได้อะไร ? เวลามาลาเรียลงกระเพาะนี่ จะถ่ายกันอย่างชนิดหมดไส้หมดพุง เพราะฉะนั้น..คนเป็นมาลาเรียลงกระเพาะจะไม่มีวันท้องผูกเลย..!

    ไปนึกถึงสมัยที่หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ยังอยู่ พอ ๔ โมงเย็น ท่านก็จะอาเจียนแล้วก็ถ่าย ท่านก็คิดว่าเป็นเพราะว่าท่านป่วย แล้ว "พระ" ท่านสงเคราะห์ไว้ให้รับญาติโยมได้ เพราะพอ ๔ โมงเย็นเลิกรับญาติโยมเมื่อไร ก็อาเจียนเป็นกระโถน ๆ มารู้เอาก่อนมรณภาพประมาณ ๒ ปีว่า ที่จริงแล้วท่านเป็นมาลาเรีย ท่านบอกว่า "ไม่ได้เข้าป่ามา ๓๐ - ๔๐ ปี ไม่นึกว่าเชื้อจะยังอยู่ ก็คิดว่าป่วยเป็นอย่างอื่น"

    ส่วนอาตมารู้ว่าตัวเองเป็นมาลาเรีย แต่รักษาไม่หาย ยาใครว่าดีแค่ไหน ลองมาหมดแล้ว จนไปเป็นคนไข้ตัวอย่างของเวชศาสตร์เขตร้อนอยู่เป็น ๑๐ ปี ต้องยอมเซ็นอนุมัติให้เขาใช้ยาโน้นยานี้มาทดลองกับตัวเอง ก็ไม่หาย ครั้งสุดท้ายเขาบอกว่า "ยาตัวนี้ดี ได้มาจากจีน มีโอกาสหายถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์" จึงบอกเขาว่า "ถ้าถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อาตมายอมให้รักษา" เพราะเขาบอกว่า "มีผลข้างเคียงก็คือ ยาอาจจะไปกดภูมิคุ้มกัน" สรุปว่ารักษาโรคไม่หาย แต่ภูมิคุ้มกันหายหมด..!
     
  15. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    ใครแนะนำว่ายาอะไรดี กินหมด ยาผีบอก ยาพระบอก ตำราเก่า ตำราใหม่อะไรเอาหมด แต่ไม่ได้เรื่องสักอย่าง..! จะรู้สึกว่า พอฉันยาชนิดใหม่ลงไปครั้งแรก เชื้อโรคเหมือนหลบไปรอดูว่า กองทัพที่มาหน้าตาเป็นอย่างไร ? ประมาณวันเดียวเท่านั้นแหละ เชื้อโรคตีกระจายเลย เชื้อโรคเก่งกว่ายาทุกอย่าง..! ฉันยาลงไปนี่เห็นผลภายในวันนั้นเลย ก็คือโรคจะสงบลงพักหนึ่ง แล้วพอได้โอกาสเชื้อโรคก็ลุยใหม่..!

    มีคนเขาปลอบใจว่า "พระดีต้องคู่กับมาลาเรีย" ก็เลยบอกไปว่า "ถ้ากูยอมชั่ว แล้วจะหายไหม ?" เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บเกิดจากเศษกรรมปาณาติบาต ขอยืนยันว่าเป็นเศษกรรม เศษกรรมบางอย่างนี่มาช้าจริง ๆ ลองคิดดูว่าจากสัตว์เดรัจฉานมาเป็นคน บางทีผ่านมาเป็นแสน ๆ ชาติแล้ว ปรากฏว่ากรรมส่วนนั้นเพิ่งจะตามทัน..! แต่ว่ากรรมบางอย่างที่ทำไว้กับคน จะมาเร็วมาก

    คราวนี้พอไปศึกษาในเรื่องกรรมเขาบอกเอาไว้ว่า
    ฆ่าสัตว์ใหญ่ โทษหนักกว่าฆ่าสัตว์เล็ก เพราะว่าต้องใช้กำลังใจมากกว่า
    ฆ่าสัตว์มีคุณ โทษหนักกว่าฆ่าสัตว์ที่ไม่มีคุณ
    ฆ่าคน โทษหนักกว่าฆ่าสัตว์ใหญ่
    ฆ่าคนมีศีลมีธรรม โทษหนักกว่าฆ่าคนไม่มีศีลไม่มีธรรม
    แล้วท้ายที่สุดก็ไปประเภทว่า ฆ่าบุคคลที่มีโอกาสบรรลุมรรคผล โทษหนักกว่า
    แล้วก็ไปฆ่าพระอริยเจ้า
    ฆ่าพระอรหันต์


    เรื่องของกรรมเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนมาก ยิ่งกว่าถอดสมการ ๒๐ ชั้น ดังนั้น..ถ้าหากว่าเราไม่เข้าใจจริง ๆ ก็เป็นอะไรที่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ?
     
  16. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    พระพุทธเจ้าตรัสว่า "สี่อย่างในโลกนี้อย่าพึงคิด ผู้ที่คิดมีส่วนของความเป็นบ้า"

    อันดับแรกคือ พุทธวิสัย ความสามารถของพระพุทธเจ้า พระองค์ท่านบำเพ็ญบารมีมาขนาดนั้น ถ้าหากว่าแต่ละชาติเก็บสมบัติเอาไว้ ไม่รู้ว่าท่วมโลกไปกี่เท่า..! เราจะไปรู้ได้อย่างไรว่าพระองค์ท่านรวยขนาดไหน ? ดังนั้น..พุทธวิสัยคือความสามารถของพระองค์ท่าน ได้สั่งสมมานานขนาดนั้นจะไปถึงระดับไหน เราไม่ต้องเสียเวลาไปคิด

    อันดับที่สอง ฌานวิสัย ความสามารถของผู้ทรงฌาน ทรงสมาบัติ ผาดแผลงสำแดงฤทธิ์ได้เกินมนุษย์ปุถุชนทั่ว ๆ ไป เสียเวลาไปคิด

    อันดับที่สาม กรรมวิบาก การส่งผลของกรรม คิดไหวไหม ?

    อันดับสุดท้าย โลกจินไตย ความเป็นไปของโลก

    สี่อย่างนี้ถ้าใครไปเสียเวลาคิด ก็บ้าเปล่า ๆ

    แบบเดียวกับพระที่ท่านไปถามพระพุทธเจ้าว่า "โลกนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง ? โลกนี้มีที่สิ้นสุดหรือไม่มีที่สิ้นสุด ? ถ้าพระองค์ท่านไม่พยากรณ์ (ไม่ตอบปัญหา) ข้าพระพุทธเจ้าก็จะลาสิกขา (จะสึก)"

    พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า "วันที่บวชเข้ามา ตถาคตสัญญากับเธอหรือเปล่าว่าจะตอบปัญหาเหล่านี้ ?"

    ท่านก็บอกว่า "ไม่ได้สัญญาพระพุทธเจ้าข้า"

    พระพุทธเจ้าก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้น จะสึกก็สึกไป" พระองค์ท่านไม่ได้ว่าอะไร

    ก็ไม่ได้รับปากเอาไว้สักหน่อย เพราะว่าเรื่องพวกนี้ตอบไป คนทั่ว ๆ ไปก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ เหมือนอย่างกับเต่าไปบอกปลาว่า "บนบกมีภูเขา มีต้นไม้ มีดอกไม้ มีก้อนหิน มีสัตว์ ๒ ขา สัตว์ ๔ ขา สัตว์ไม่มีขา" ปลาอยู่ในน้ำก็ได้แต่ฟัง นึกไม่ออกว่าหน้าตาเป็นอย่างไร
     
  17. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    ดังนั้น..เรื่องพวกนี้บางทีเราจะเห็นว่า ถ้าถามไป พระท่านใช้วิธีนิ่ง เพราะว่าเสียเวลาตอบ ตอบไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ แถมพอได้คำตอบแล้ว ยังเอาไปโม้กันอีก ประมาณว่าเรื่องนี้กูรู้ พอเขาถามว่า "รู้มาจากใคร ?" ก็บอกเขาไปว่า "รู้มาจากครูบาอาจารย์ของกู" อีกคนก็ด่าเอาเลย "ครูบาอาจารย์ของมึงรู้จริงหรือเปล่า ?!" กลายเป็นสร้างเวรสร้างกรรม สร้างเรื่องทะเลาะกันไปเปล่า ๆ

    เรื่องของกรรม ไม่ว่าจะกรรมดีหรือกรรมชั่ว จะทำมากทำน้อย ผลก็ตอบแทนเราแน่ คราวนี้การสั่งสมกรรมดีหรือกรรมชั่ว อยู่ที่ว่าเราเห็นประโยชน์หรือเปล่า ? และเห็นโทษหรือเปล่า ? ถ้าเห็นประโยชน์ว่าสร้างกรรมดีแล้วจะได้อะไร ? เราก็จะตั้งหน้าตั้งตาทำ ถ้าเห็นว่าสร้างกรรมชั่วแล้วจะได้อะไร ? เราก็จะละเว้นไม่พยายามทำ

    แต่คราวนี้คนรุ่นใหม่รู้มาก แต่ไม่รู้จริงสักเรื่อง ก็เลยตั้งคำถามกับทุกอย่างที่พ่อแม่ปู่ย่าตาทวดทำมา เพราะเขาถือว่าเขาเป็นคนรุ่นใหม่ ได้รับการศึกษามาแบบต่างประเทศ บางคนก็ดูถูกความรู้เก่า ๆ ของคนรุ่นเก่า

    แบบเดียวกับที่เขาเล่าว่า มีนักธุรกิจคนหนึ่ง จะข้ามไปเที่ยวเกาะ แล้วก็คุยกับคนขับเรือที่ไปส่งว่า "ลุงเคยเข้าโรงแรมชั้นหนึ่งไหม ? เคยกินอาหารราคานั้นราคานี้ หายากแบบนั้นหายากแบบนี้ไหม ?" ลุงก็ตอบว่า "ไม่เคย นอนแต่กระท่อมตัวเอง อาหารก็หาเอา กุ้ง หอย ปู ปลา ในทะเลถมไป"

    นักธุรกิจก็บอกว่า "ชีวิตลุงน่ะหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว" คือไม่มีโอกาสที่จะได้มีประสบการณ์แบบเขา พอนักธุรกิจพูดเสร็จ ลุงก็ถามว่า "ไอ้หนู ไอ้ฟ้าแดง ๆ ที่เห็นนั่นน่ะ รู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น ?" นักธุรกิจบอก "ไม่รู้" ลุงขับเรือก็บอกว่า "โบราณเขาว่า ถ้าฟ้าแดงแบบนี้ พายุใหญ่จะมา เอ็งว่ายน้ำเป็นหรือเปล่า ?" นักธุรกิจบอกว่า "ผมว่ายน้ำไม่เป็นหรอกลุง" ลุงก็ "เออ..ถ้าอย่างนั้นวันนี้่ชีวิตเอ็งก็น่าจะหมดแล้ว" ไม่ใช่หายไปครึ่งหนึ่งนะ แต่หมดแล้ว..!
     
  18. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    เพราะฉะนั้น..เรื่องพวกนี้จึงเป็นเรื่องของมุมมองของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ประสบการณ์ของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน แต่ว่าสำหรับพวกเรา สิ่งหนึ่งที่ต้องมีก็คือ ตถาคตโพธิสัทธา ความเชื่อมั่นในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เพราะว่าถ้าเราไม่เชื่อมั่น สิ่งอื่น ๆ ที่พระองค์ท่านตรัสมา เราก็จะไม่เชื่อไปด้วย

    คราวนี้ความเชื่อมั่นที่เป็นตถาคตโพธิสัทธาในปัจจุบันนี้ มีน้อยมาก เขาไปตั้งคำถามว่า "พระไตรปิฎกเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงหรือ ? เรารู้ได้อย่างไรว่าพระอรหันต์ ๕๐๐ รูปช่วยกันรวบรวมเอาไว้ ? มีใครเกิดทันบ้าง ?" บุคคลประเภทนี้เหมือนอย่างกับว่า อาหารอยู่ตรงหน้า หิวก็หิว แต่กูไม่กิน กูค่อย ๆ ไปเขี่ยดูว่านี่เป็นข้าวชนิดไหน ? ปลูกแบบนาปรังหรือนาปี ? ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ? กินแล้วอิ่มจริงหรือเปล่า ? ก็ปล่อยให้อดตายไปเถอะ..!

    ในปัจจุบันนี้บรรดาบุคคลที่คิดว่าตนเองฉลาดแต่กลับกลายเป็นบุคคลประเภทน้ำล้นแก้ว เติมอะไรลงไปไม่ได้เลย คิดว่า "ถ้าไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ถือว่าฉลาด" โดยอ้างเกสปุตตสูตรหรือกาลามสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ๑๐ อย่าง มีอยู่ข้อหนึ่งว่า "อย่าเชื่อแม้สมณะนี้เป็นครูของเรา"

    ความจริงถ้าเป็นคนฉลาด เขาจะไม่มาตั้งข้อสงสัย เขาจะลงมือทำ ถ้าทำแล้วดีจริง..ก็เคารพเลื่อมใสสุดจิตสุดใจไปเลย ถ้าทำแล้วไม่ดีจริง..ค่อยมาด่ากันทีหลัง ไม่ใช่ยังไม่ทันตั้งท่าทำอะไรเลย เราก็ไปตั้งคำถามกับทุกเรื่อง..!

    โดยเฉพาะประเภทที่ว่า "หลวงพ่อต้องชวนผมถึงจะบวช" พวกนั้นปล่อยมันไปเถอะ ! ดูว่าชาตินี้จะบวชไหม ? หรือไม่ก็ "หลวงพ่อต้องรับรองว่าผมบวชแล้วต้องได้เป็นพระอรหันต์ แล้วผมจะบวช" ปล่อยให้หันอยู่ตรงนี้แหละ..! คือถ้าท่ามาก เรื่องมาก ตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องรอคนอื่น ต้องรอนิมิต ปล่อยให้รอต่อไปก็แล้วกัน เผื่ออีกหลายชาติอาจจะเจอ..!

    ตอนนี้ให้ตั้งใจสมาทานพระกรรมฐานแล้วเข้าสู่การปฏิบัติกัน
     
  19. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    ก่อนปฏิบัติธรรมช่วงบ่าย วันอาทิตย์ที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ​

    เดี๋ยวลองดูว่าใครมาไม่ทันบ้าง ? นักปฏิบัติธรรมที่ดีจะต้องมีความตรงต่อเวลา ซึ่งก็คือสัจจบารมี เรื่องของบารมี ๑๐ จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ช่วยเหลือเราในการตัดกิเลส ถ้าบารมี ๑๐ ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เราก็ไม่สามารถที่จะตัดกิเลสได้ โดยเฉพาะในส่วนของวิริยบารมี ขันติบารมี และปัญญาบารมี

    บุคคลที่สัจจบารมีไม่บกพร่อง จะเป็นคนตรงต่อเวลา ถ้าหากว่าเราไม่ตรงต่อเวลาบางทีก็เกิดความเสียหาย เราจะเห็นว่าถ้าต้อง "ดีล" งานกับฝรั่ง สำหรับเขาทุกอย่างตรงเวลาเป๊ะ ๆ จะไปถึงก่อนเวลาประมาณ ๕ - ๑๐ นาที ส่วนของพวกเรานัดวันนี้ไปตรงวันก็ดีแล้ว..!

    อาตมาเจอเพื่อนอยู่คนหนึ่ง ถ้าหากว่านัดวันนี้แล้วเขามาวันนี้ถือว่าตรงเวลามากแล้ว จะนัดตีสามแล้วมาสามทุ่มก็เรื่องของเขาแต่เขามา เขาก็ยังอุตส่าห์จำได้นะว่าวันนี้มีนัด..!

    จากที่เพิ่งกลับมาจากทิเบต "นาย Keldor" ซึ่งเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่น เขาบอกว่า คณะนี้เป็นคณะที่อัศจรรย์ที่สุดอยู่ ๒ ประการ ประการแรกก็คือนัดแล้วตรงเวลามาก อย่างเช่นว่านัดเดินทาง ๘.๓๐ น. อย่างช้า ๘.๑๕ น. ก็พร้อมแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะพร้อมตั้งแต่ ๘ โมง เขาบอกว่า นัดคณะอื่น ๘ โมงครึ่ง ถ้า ๙ โมงครึ่งแล้วมา ก็ถือว่าเร็วแล้ว..!
     
  20. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,928
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,222
    ค่าพลัง:
    +26,996
    ประการที่สองก็คือไปที่ไหนก็เอาแต่ทำบุญ คว้าบุญ โกยบุญทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า แม้กระทั่งการเดินหมุนกงล้อมนต์ภาวนาแบบคนทิเบต ซึ่งนักท่องเที่ยวอื่น ๆ เขาไม่ไปหมุนให้เสียเวลา แต่เราถือว่าเขาสร้างขึ้นมาด้วยความเหนื่อยยาก กงล้อมนต์ก็บรรจุพระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ด้วย แค่เห็นก็เป็นธัมมานุสติแล้ว เราก็ไปลงมือหมุนซะเลยหมดเรื่องไป แต่บางวันกว่าจะหมุนครบนี่ระยะทางเป็นกิโลเมตรเลยนะ..!

    "นาย Keldor" เขาบอกว่า เคยเจอคณะที่มาแล้วเอาแต่ทำบุญอยู่เหมือนกัน แต่ว่าเป็นอุบาสกอุบาสิกาของเวียดนาม ซึ่งพวกเราก็เจอตอนไปวัดชิมพู (Chimpu) ซึ่งเป็นที่ตั้งของถ้ำซังโตเพลรี ซึ่งเป็นที่ปฏิบัติธรรมของคุรุปัทมสัมภวะ

    ตอนแรกนึกว่าเป็นคนจีน แต่พอได้ยินเขาพูด ถึงได้รู้ว่าเป็นเวียดนาม พวกนี้ก็ตั้งหน้าตั้งตาไปแสวงบุญเหมือนกัน แต่จุดมุ่งหมายของเขาคนละอย่างกับเรา ก็คือของเขาแสวงบุญเพื่อความสำเร็จอย่างโน้นอย่างนี้ในทางโลก ๆ อย่างเช่นขอให้ครอบครัวสงบสุข ขอให้กิจการการค้าเจริญรุ่งเรือง

    ส่วนพวกเราไปทำบุญ ไปแค่ให้ได้ทำ ทำแล้วก็อุทิศให้เจ้าที่เจ้าทาง ให้ผู้ที่ช่วยดูแลคณะของเรา ท้ายที่สุดก็อุทิศตามแบบของหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ก็คือให้เจ้ากรรมนายเวร ให้เทวดาที่รักษาตัวเรา ให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เหล่านั้นเป็นต้น

    ถ้าใครติดตามบันทึกการเดินทาง ก็จะเห็นว่าคณะของเราไปไหนก็สะดวกไปหมด ฝนฟ้าเขาบอกว่าตก ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ตกไปเถิด แต่ไปตกค่ำ ๆ หลังจากเรากลับถึงโรงแรมแล้ว หรือไม่ก็หลังจากเรากลับขึ้นรถแล้ว..!
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...