ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,203
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ข่าวด่วน! กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ สินทรัพย์ราว 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ ใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศเตรียมลดการถือครองพันธบัตร จาก 70% เหลือ 50% ทำให้สัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดจาก 34.1% เหลือ 21.9% เพื่อกระจายความเสี่ยง
    FB_IMG_1788529152784.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/1EKPZWNkgq/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,203
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โดมิโนกำลังล้มลง!

    ข่าวด่วน: แบล็กสโตนเพิ่งจำกัดการถอนเงินจากกองทุนสินเชื่อส่วนบุคคลมูลค่า 77 พันล้านดอลลาร์เป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน

    พวกเขาคืนเงินให้ผู้ลงทุนได้เพียง 50% ของคำขอ

    บริษัทที่จำกัดการถอนเงิน:

    • Blackstone
    • Blue Owl Capital
    • Apollo Management
    • Ares Management
    • BlackRock
    • Starwood Capital
    https://www.facebook.com/share/p/1D6eCFnPqv/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,203
    ค่าพลัง:
    +97,153
    น้ำมันดีเซล

    จุดชี้เป็นชี้ตาย เงินเฟ้อโลก หนีไม่พ้นราคาน้ำมันดีเซลนี่แหละครับ
    (นักวิเคราะห์หลายคนยังจ้อเรื่องน้ำมันดิบล้นโลก ราคาน้ำมันดิบยังต่ำ (ขึ้นน้อย) กันอยู่เลย)

    กราฟแรก ผมเอาราคาน้ำมันดิบ WTI เทียบกับ ราคาดีเซลตลาด Nymex
    จะเห็นว่าตั้งแต่สงครามอิหร่านเปิดฉาก ราคาน้ำมันดีเซล ที่แต่เดิมวิ่งขึ้นๆ ลงๆ ไปตามราคาน้ำมันดิบ ได้แยกทางกันไปคนละทาง

    อีกรูปเป็นกราฟน้ำมันดีเซล ที่ผมตีเส้นเอง
    จะเห็นว่าตอนนี้ราคาทำ New All Time High ไปแล้ว
    ลุ้นราคาปิดคืนนี้อีกทีว่า ราคาจะลงมาไหม หากราคาลง กราฟ week อาจไม่ทำ new all time high ตามไปด้วย พวกเราก็ยังพอมีหวังว่าราคามันจะยังไม่เตลิดไปไหนไกล
    แต่หากคืนนี้ราคาปิดแล้วกราฟ week ช่วยยืนยันขาขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลด้วยแล้วหละก้อ ... มันก็จะช่วยยืนยันโอกาสที่กราฟจะเป็นรูปแบบ cup & handle ซึ่งมีเป้าราคาน้ำมันดีเซลที่ราคาแกลลอนละ 7 ดอลลาร์ (ปัจจุบัน 4.5 ดอลลาร์ต่อแกลลอน) (เทียบราคาไทยแบบบัญญัติตรายางลำบากเพราะโครงสร้างราคาไม่นิ่ง ปรับเงินอุดหนุนตลอด) หรือตีง่ายๆ ว่า ราคาน่าจะขึ้นไปอีกราวๆ 50% ของราคาในปัจจุบัน

    อีกกราฟเป็นของนาย Northstar เขาใช้การวิเคราะห์กราฟด้วยการเปรียบเทียบกับ cycle ในอดีตที่เคยเกิดขึ้น
    เขาให้เป้าถึง 15 ดอลลาร์ต่อแกลลอน หรือขึ้นไปอีก 2 เท่าตัวจากปัจจุบัน

    ----
    คือที่ผ่านมาเราสนใจแต่เรื่อง bond Yield เรื่องค่าเงินเยน
    แต่ที่มาแบบหลบๆ ซ่อนๆ (เพราะข่าวไปโฟกัสที่ราคาน้ำมันดิบ)
    แถมมาแบบมั่นคงคือราคาน้ำมันดีเซล

    ----

    หลายคนอาจสงสัยว่า ราคาน้ำมันดิบขึ้นน้อย หรือแทบไม่ขึ้น
    (ผมเพิ่งเห็นคลิปในช่องวิเคราะห์ดัง กูรูบอกน้ำมันดิบล้นโลกด้วย)
    แล้วทำไมราคาดีเซลขึ้นเอาขึ้นเอา

    คอขวดของระบบคือ ความสามารถในการกลั่น ครับ
    ตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่ม (จริงๆ ก็ตั้งแต่สงครามยูเครน) เป้าหมายโจมตีของทั้ง 2 ฝ่าย (หรือหากรวมสงครามยูเครนก็เป็น 4 ฝ่าย) ก็คือ โรงกลั่นน้ำมัน
    โรงกลั่นถูกทิ้งระเบิด เสียหาย ทำให้ความสามารถการกลั่นหายไปจากโลกแล้ว 9% (ประมาณ 4.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน)

    ระบบการกลั่นน้ำมันเป็นการกลั่นแบบลำดับส่วนครับ
    คือเอาน้ำมันไปต้มให้กลายเป็นไอ แล้วผ่านไปยังหอกลั่น
    ให้มันควบแน่นจากไอ กลับมาเป็นหยดน้ำมัน
    น้ำมันที่หนักก็จะควบแน่นก่อน ก็จะอยู่ส่วนล่างๆ ของหอกลั่น
    น้ำมันพวกที่เบาก็จะควบแน่นท้ายสุด
    ดังนั้นหอกลั่นไม่สามารถเลือกได้ว่าจะกลั่นอะไรมากกว่าอะไร จุดชี้วัดสำคัญคือ คุณภาพของน้ำมันดิบที่ป้อนเข้าไป ว่าจะให้ผลิตภัณฑ์น้ำมันประเภทไหนมากกว่ากัน
    โรงกลั่นที่ทันสมัยหน่อยก็มีระบบเอาน้ำมันหนัก ที่กลั่นเสร็จแล้วไปวนกลั่นซ้ำใหม่ เพื่อให้ได้น้ำมันที่เบากว่า(ดีเซลคือหนักปานกลาง) มากขึ้น
    โรงกลั่นที่ทันสมัย จะได้ดีเซลในสัดส่วนประมาณ 30% ของผลผลิตที่ได้

    จากรูปสุดท้าย (รูปหอกลั่น) จะเห็นว่าการกลั่นจะได้น้ำมันกลุ่มเบนซินประมาณ 45% ความลักลั่นมันอยู่ตรงนี้ครับ ความต้องการใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินแทบไม่ขยายตัวเลย เพราะคนหันไปใช้รถ EV กันมากขึ้น ดังนั้นหากดีเซลขาดแคลน โรงกลั่นเร่งกลั่นน้ำมันดิบ ก็จะได้น้ำมันกลุ่มเบนซินออกมาทุกครั้ง แต่เบนซินขายไม่หมด ก็ต้องเก็บไว้ในถังเก็บเพื่อรอการขาย ถึงจุดหนึ่งเมื่อถังพวกนี้เต็ม มันก็จะย้อนมาบังคับให้โรงกลั่นต้องลดกำลังการกลั่นลง

    จะเห็นว่า เราไม่สามารถเร่ง กำลังการกลั่นน้ำมันดีเซลออกมาได้เร็วนัก
    จะเพิ่มได้ก็ต้องเร่งซ่อมโรงกลั่นที่มีปัญหา แต่จะทำได้อย่างไรหากสงครามยังไม่จบ

    ----------

    เขียนถึงตรงนี้ผมพยายามสือว่า โอกาสที่ราคาดีเซลจะพุ่งทะยานและสร้างปัญหาใหญ่ให้เศรษฐกิจโลกมีสูงมาก และสัญญาณจากกราฟมันชี้นำให้เราเห็นว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ เพราะราคาเป้าหมายมันขึ้นไปไกลมาก
    และมันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่แก้ไม่ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น (อย่างน้อย 1 ปีต่อไปนี้ก็ยังแก้ไม่ได้)

    IMF ให้ rule of thumb ว่า หาก ราคาน้ำมันโดยรวม เพิ่ม 10% และคงอยู่เกือบทั้งปี เงินเฟ้อโลกจะสูงขึ้นราว 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์
    IMF

    แต่กรณีนี้ต่างออกไป เพราะเป็น diesel/middle-distillate shock:

    ราคาเพิ่ม 50% ไม่ใช่ 10%
    diesel เป็นเชื้อเพลิงของภาคผลิตและขนส่ง
    เหตุอาจมาจาก refinery/product shortage ไม่ใช่ crude ขึ้นทั้งกระดาน
    ประเทศผู้นำเข้าพลังงานและประเทศที่พึ่ง road freight จะโดนหนักกว่าค่าเฉลี่ยโลก
    ดังนั้น สำหรับโลก ผลกระทบ headline inflation อาจอยู่ราว +1 ถึง +3 จุดเปอร์เซ็นต์ ในกรณี diesel แพงต่อเนื่อง แต่ประเทศอย่างไทยอาจได้รับผล สูงกว่าค่าเฉลี่ย หากเงินบาทอ่อนและรัฐไม่สามารถอุดหนุนได้เต็มที่

    เมื่อราคาดีเซลสูงขึ้น ก็กระทบต้นทุนสินค้าแทบทุกประเภทตามมาด้วย
    เงินเฟ้อจะสูงตามมา
    และด้วยเหตุนี้ ธนาคารกลางจะต้องเข้ามาดูแล และเครื่องมือที่เขาใช้ก็คงหนีไม่พ้นการขึ้นดอกเบี้ย
    เป็นการขึ้นดอกเบี้ยในขณะที่เศรษฐกิจฐานรากอ่อนแอ
    FB_IMG_1788529228235.jpg FB_IMG_1788529230451.jpg FB_IMG_1788529232109.jpg FB_IMG_1788529234024.jpg
    เราคงหนี STAGFLATION ไม่ออกแล้วหละครับ

    https://www.facebook.com/share/p/1cY5QBSdSo/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,203
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วน!
    ประเทศต่างชาติกำลังถอนทองคำมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ออกจากสหรัฐฯ

    → เนเธอร์แลนด์: 86 ตัน
    → ฝรั่งเศส: 129 ตัน
    → เยอรมนี: 300 ตัน

    นี่ไม่ใช่นักลงทุนรายย่อย

    นี่คือชาติทั้งหลาย!

    เป็นเวลาหลายทศวรรษ รัฐบาลต่างชาติเก็บทองคำจำนวนมหาศาลไว้นอกพรมแดนของตนเอง - รวมถึงในสหรัฐฯ

    ตอนนี้ ทิศทางกำลังเปลี่ยน

    ประเทศเหล่านี้ไม่ได้แค่อยากเป็นเจ้าของทองคำ

    พวกเขาต้องการควบคุมโดยตรงเหนือมัน

    และนี่กำลังเกิดขึ้นขณะที่ชาติต่างๆ กำลังประเมินความเสี่ยงจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ใหม่

    บางประเทศกำลังลดการถือครอง

    บางประเทศกำลังกระจายการถือครองทุนสำรอง

    แล้วจีนล่ะ?

    จีนยังคงซื้อทองคำต่อไป!

    รูปแบบนี้กำลังกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจเพิกเฉยได้:

    → ทองคำกำลังถูกนำกลับประเทศ
    → ธนาคารกลางกำลังสะสมทองคำ
    → การกระจายทุนสำรองกำลังเร่งตัว
    → ความเสี่ยงจากพันธบัตรสหรัฐฯ กำลังถูกประเมินใหม่

    นี่ใหญ่กว่าทองคำ

    เป็นเวลาหลายทศวรรษ ความเด่นชัดของดอลลาร์สร้างความต้องการสินทรัพย์สหรัฐฯ มหาศาล

    แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อชาติต่างๆ เริ่มเปลี่ยนโครงสร้างทุนสำรองของพวกเขา?

    จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทองคำจริงๆ ถูกย้ายกลับบ้าน?

    https://www.facebook.com/share/v/1FfseoumpM/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,203
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ข่าวล่าสุด : สินเชื่อส่วนบุคคล

    Blackstone เพิ่งจำกัดการถอนเงินจากกองทุนสินเชื่อส่วนบุคคลหลักของบริษัทเป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน โดยอนุญาตให้นักลงทุนถอนได้เพียงครึ่งหนึ่งของ 10% ที่ขอไว้เท่านั้น นักลงทุนรายใหญ่กำลังเร่งถอนเงินออก!!!
    วิเคราะห์กรณี Blackstone จำกัดการไถ่ถอนกองทุน Private Credit (BCRED)
    เหตุการณ์ที่ Blackstone จำกัดการถอนเงิน (Redemption Cap / Gate) จากกองทุนเรือธงอย่าง BCRED (Blackstone Private Credit Fund) เป็นประเด็นสำคัญในตลาดการเงินโลก โดยมีมิติที่ต้องทำความเข้าใจดังนี้ครับ:

    1. เกิดอะไรขึ้นในเชิงโครงสร้าง?
    การจำกัดตามเกณฑ์ปกติ (5% Cap): กองทุนประเภท Semi-liquid / Non-traded BDC อย่าง BCRED มีการระบุเงื่อนไขไว้ล่วงหน้าแล้วว่า อนุญาตให้ไถ่ถอนคืนได้ไม่เกิน 5% ของ NAV ต่อไตรมาส
    แรงขอไถ่ถอนล้นโควตา: ในรอบนี้นักลงทุนยื่นขอถอนรวมกันประมาณ 10% (ราว 4.4 พันล้านดอลลาร์) ทำให้ Blackstone ต้องใช้สิทธิ์ตามกฎหมายกองทุน จ่ายคืนเพียงครึ่งเดียว (5%) และจัดสรรตามสัดส่วน (Prorated)
    2. ทำไมกลุ่ม Wealth / สถาบัน ถึงแห่ขอถอนเงิน?
    สภาพคล่องตึงตัว: นักลงทุนรายใหญ่และ Family Offices ต้องการดึงเงินสดกลับเพื่อสำรองสภาพคล่อง หรือย้ายเงินไปพักในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนปลอดภัย (เช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น)
    ความกังวลเรื่องคุณภาพหนี้ (Credit Risk): ภาวะดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน ทำให้ภาคธุรกิจขนาดกลางและข่อมที่กู้ยืมผ่าน Private Credit เริ่มแบกรับภาระดอกเบี้ยไม่ไหว ความเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ (Default Rate) จึงปรับตัวสูงขึ้น
    พฤติกรรมแห่ถอนตามกัน (Herd Mentality): เมื่อมีข่าวว่ากองทุนแตะเพดานการถอน นักลงทุนรายอื่นมักกลัวว่าจะติดล็อกในรอบถัดไป จึงรีบส่งคำขอถอนเงินล่วงหน้า
    3. ผลกระทบต่อตลาดและนักลงทุน
    Liquidity Mismatch: สินทรัพย์ของ Private Credit คือ "สินเชื่อระยะยาวที่ไม่มีสภาพคล่อง" (ไม่สามารถเทขายในตลาดเปิดแบบหุ้นได้ทันที) แต่ฝั่งผู้ลงทุนสามารถขอถอนได้ทุกไตรมาส หากไม่จำกัดการถอน กองทุนจะถูกบีบให้ขายหนี้ดีในราคาขาดทุน (Fire Sale)
    ความเชื่อมั่นต่อตลาด Private Markets: ภาพลักษณ์ของกองทุนทางเลือกที่เคยชูโรงเรื่อง "ผลตอบแทนสูง + ผันผวนต่ำ" เริ่มถูกตั้งคำถามเรื่องสภาพคล่องจริงในยามวิกฤต
    สรุปภาพรวม: เหตุการณ์นี้สะท้อนกลไกควบคุมสภาพคล่องที่ทำงานตามข้อกำหนดของกองทุนเพื่อป้องกันไม่ให้กองทุนล่มสลาย แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดสินเชื่อภาคเอกชนกำลังเผชิญแรงกดดันด้านสภาพคล่องและความเสี่ยงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริงครับ

    https://www.facebook.com/share/p/19QGYMBN67/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,203
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Trump เรียกร้อง Fed ลดดอกเบี้ย! ชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่ง หลังจ้างงานเดือน ส.ค. พุ่ง 162,000 ตำแหน่ง
    FB_IMG_1788531681638.jpg
    Trump กล่าวชื่นชมตัวเลขการจ้างงานเดือนสิงหาคมที่ออกมาแข็งแกร่ง โดยนายจ้างสหรัฐฯ เพิ่มการจ้างงาน 162,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก

    เขากลับมาเรียกร้องให้ Fed ลดอัตราดอกเบี้ย โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งขึ้นมาก และมีความน่าเชื่อถือด้านเครดิตดีขึ้นกว่าในช่วงที่ผ่านมา

    Trump มองว่า ประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งควรมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า เพราะถือเป็นประเทศที่มีเครดิตดีกว่า พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ ควรมีอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในโลกเหมือนในอดีต

    นอกจากนี้ยังขู่ว่า หาก Fed ไม่ลดดอกเบี้ย เขาอาจหยุดทำการค้ากับประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้า โดยมองว่าวิธีดังกล่าวดีกว่าการใช้ภาษีศุลกากร

    เขายังเรียกร้องให้ Fed ปรับนโยบายให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ พร้อมมองว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงกำลังทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

    https://www.facebook.com/share/1NyM7MzQje/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,203
    ค่าพลัง:
    +97,153
    #วันนี้ ดีเซลที่อเมริกาแพงสุดประวัติศาสตร์ชาติ (51บ./ลิตร)
    เบนซินแพงสุดตั้งแต่เริ่มรบ (36บ./ลิตร)

    เบนซินยังไม่ล้มพีกนะครับ สถิติสูงสุดประวัติการณ์คือเมื่อตอนสงครามรัสเซีย-ยูเครนเริ่มใหม่ๆ ปี 2022 ส่วนวันนี้ (ศุกร์ 4 ก.ย. 2026) สูงสุดในรอบ 4 ปี ที่ 4.1474 ดอลลาร์/แกลลอน
    ส่วนดีเซล 5.85 ดอลลาร์/แกลลอน สูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้วจ้า
    เพราะสงครามตะวันออกกลาง (ปิดฮอร์มุซ) ก็ส่วนสำคัญ แต่ดีเซลมันโดนบวกอีกส่วน จากยูเครนล่อซะโรงกลั่นรัสเซียแทบไม่เหลือ ต้องปิดซ่อมเกือบทั้งแผ่นดิน ทำให้ supply ในตลาดโลกมันตึงๆ ไปหมด (รัสเซียปกติส่งออกดีเซลเยอะ แต่เบนซินไม่เท่าไหร่)

    https://www.facebook.com/share/1KCHUZQX6r/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,203
    ค่าพลัง:
    +97,153
    กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก “หั่น” พันธบัตรรัฐบาลอเมริกา‼️‼️‼️ หั่นของรัฐบาลยุโรปด้วย แต่ไปเพิ่มของญี่ปุ่น และหันไปเน้นเพิ่มหุ้นกู้ (เอกชน) อเมริกาแทน ...

    ก็เป็นภาพที่ ⚠️⚠️⚠️

    Norges Bank Investment Management กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของนอร์เวย์ ส่งหนังสือแจ้งไปทางกระทรวงการคลัง ดังนี้

    จะลดสัดส่วนถือครองพันธบัตรรัฐบาลอเมริกา จาก 34.1% เหลือ 21.9%
    ลดของรัฐบาลในยูโรโซน จาก 16.8% เหลือ 14.1%,

    แต่ไปเพิ่มของญี่ปุ่น จาก 4.6% เป็น 7.4%

    และไปเพิ่มหุ้นกู้ของเอกชนอเมริกา จาก 16.2% เป็น 27.6%

    ...

    จริงๆ แล้ว ตามคอนเซ็ปต์ของ “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” ก็คือ “ไม่(ควร)เสี่ยงมาก” น่ะเอง

    ก็คิดง่ายๆ
    ทุกประเทศ “ทุนสำรองระหว่างประเทศ” reserve มีไว้เผื่อฉุกเฉิน
    บางประเทศ เจียดจากทุนสำรองฯ แบ่งมาตั้งเป็น “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” sovereign wealth fund เพื่อไปลงทุนให้งอกเงย
    ฉะนั้น รับความเสี่ยงได้ นั่นก็ใช่ แต่มิพึงให้มากเกิน ยังไงต้องระวัง

    ทั้งนี้ เวลาจะหั่นสินทรัพย์ไหนในพอร์ตฯ ทิ้งๆ ... ทั่วไปแล้ว คร่าวๆ ก็เพราะ
    1.) มันไม่งอกเงยดังหวัง
    หรือ
    2.) มันเสี่ยงเกินงาม

    ซึ่งพันธบัตรอเมริกาและยุโรปเป็นแบบไหน ...
    ?

    ทางกองทุนฯ นอร์เวย์อธิบายเพียงว่า โยกไปอย่างอื่นที่งอกงามกว่านี้ดีกว่าจ้ะ

    อนึ่ง กองทุนฯ ถือครองสินทรัพย์ทั้งสิ้น มูลค่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์
    เพิ่งจะทำกำไรสูงสุดประวัติการณ์
    หลักๆ ได้จากหุ้น และหนักไปทางหุ้น AI ซะด้วย

    นโยบายล่าสุด โดยรวม จะลดสัดส่วนพันธบัตรในพอร์ตฯ ลง จากราว 70% เหลือ 50% ก็พอ

    ก็ ... จุดจุดจุด

    แล้วแต่จะตีความครับท่าน
    !!!
    เชิญตามสะดวก

    https://www.cnbc.com/2026/09/04/wor...alth-fund-plans-to-cut-treasury-holdings.html

    https://www.facebook.com/share/p/19JY641DFf/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,203
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โลกทั้งใบอาจกำลังพลิกกระบวนครั้งใหญ่ จาก Energy Security สู่ Token Security นี่คือมุมมองที่น่าสนใจมาก จาก ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

    จากวันนี้ที่ปิดฮอร์มุซกระทบพลังงานโลกมโหฬาร ทว่าวันหน้าจะไม่ใช่เรื่อง "ความมั่นคงทางพลังงาน" (ขาดแคลนน้ำมันหรือก๊าซ)แล้วเดือดร้อน แต่เป็นความมั่นคงทาง AI ต่างหาก ที่ไม่สามารถชะงักงัน disruption ได้ (แม้เพียงไม่กี่ชั่วโมง --- ไม่ใช่ยาวเป็นครึ่งปีอย่างสงครามปิดฮอร์มุซ)
    มันหมายความกระไรกันแน่ ...

    (*ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ถ้าเป็นระดับ enterprise ที่ใช้โมเดล AI มันจะคิดตังค์ตามจริงเป็น token ที่ใช้
    แต่ถ้าชาวบ้านใช้ มันจะคล้ายๆ อินเทอร์เน็ตมือถือ จ่ายเหมาตามแพ็คเกจ ลดหลั่นตามระดับ AI แต่ถ้าใช้ token เกินลิมิต ก็จะลดศักยภาพ AI เป็นขั้นต่ำ
    ผมพล่ามเพื่อให้เห็นภาพ : ว่าง่ายๆ token ก็ถือเป็นหน่วยในการประมวลของ generative AI)

    เดิมโลกเราจะกังวลเรื่อง "ความมั่นคงทางพลังงาน" อย่างยิ่ง ต้องมียุทธศาสตร์เพื่อรับมือความเสี่ยงนี้
    (***เดี๋ยวนี้อาจไม่ตระหนกขนาดนั้นแล้ว เพราะก็เห็นว่าฮอร์มุซปิดเป็นเดือนๆ ก็ยังอยู่ได้ ต่อให้อยู่ยากก็เถอะ
    ซึ่งก็ต้องย้ำอีกทีว่าถ้าฮอร์มุซปิดเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เมื่อ 30 หรือ 40 ปีที่แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง นั่นจะ "อยู่ไม่ได้" แน่
    แต่ยุคปัจจุบันมันพอไถไปไหว ; ซึ่งคงไม่ต้องเขียนยืดยาวแล้วว่าทำไม --- oil intensity ต่ำลงมาก เพราะต่างๆ นานา ; เขียนบ่อยแล้ว)

    เหมือนรถต้องเติมน้ำมัน
    เหมือนเครื่องจักรต้องใช้น้ำมัน
    เหมือนปั่นไฟฟ้าต้องใช้ก๊าซ
    ...
    ตอนนี้เรามานึกดูว่าโลกเรา(กำลังจะ)หล่อเลี้ยงด้วยสิ่งใด
    อนาคตอันใกล้มากๆ นี้ AI กำลังจะทำแทบทุกสิ่งอย่างแทนมนุษย์
    มันจะขับเคลื่อนทุกสิ่งอย่าง (อย่างที่น้ำมันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโลกในครั้งหนึ่ง)

    ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ชี้ว่า อีก 3-5 ปี โมเดล AI ไหนๆ ก็น่าจะฟรีหมดแล้ว และมันจะแฝงฝังเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ
    อะไรๆ ก็มีหมด ไม่ว่าจะหม้อหุงข้าวยันตู้เย็น

    Token : ว่าง่ายๆ คือหน่วยผลิต intelligence

    Token consumption จะเยอะมากมากมากมากมากในยุคนั้น
    (เหมือนๆ ที่ energy consumption โดยเฉพาะ oil เคยเติบโตมหึมา)
    กระทั่งเกิดคำถามว่าการเติบโตของ supply จะเพียงพอต่อการขยายตัวของ demand หรือไม่ --- ดาต้าเซ็นเตอร์จะพอไหม
    (*ซึ่งจริงๆ มันจะตบกลับมาเรื่อง energy อีกทีว่าจะพอสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ไหม แต่เดี๋ยวก่อน เดี่ยวจะไปอีกประเด็น)

    เอาเป็นว่าถ้าภูมิรัฐศาสตร์ geopolitics เข้ามาแตะการ supply ของ token ล่ะ
    กล่าวคือ การเมืองเวทีโลก การเมืองระหว่างประเทศเข้ามากระทบ คล้ายๆ เรื่องสงครามการค้า (หรือแม้แต่สงคราม ; ถ้าเลือกจู่โจมตรงฮับของดาต้าเซ็นเตอร์ล่ะ)
    เอาเรื่อง "แบน" ก่อน ก็เห็นๆ แล้ว
    ลอง "แบน" ขึ้นมาทีหนึ่ง แทบจะใช้ชีวิตกันต่อไม่ได้เลยนะเมื่อรัน AI ไม่ได้ ในวันหนึ่งวันนั้นที่โลกเราหายใจเข้าออกได้ด้วย AI

    มันจะ disruption กันทั้งระบบ (ยิ่งกว่าที่ OPEC ทำ oil embargo ยุค 1970s ? --- ก็อาจไม่นะ เพราะมันน่าจะคือยุทธศาสตร์ของชาติใหญ่ในตอนนี้ โดยเฉพาะอเมริกาและจีนที่น่าจะ diversify ดาต้าเซ็นเตอร์อยู่)

    ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ยกตัวอย่าง ตอนนี้มีเจ้าใหญ่ไม่กี่เจ้าที่คุมโมเดล AI โลก
    (พร้อมๆ กับที่ enterprise ต่างๆ หันมาพึ่ง AI มากขึ้นทุกทีๆ ๆ)
    (คือตอนนี้มันน่าจะเรียกว่า oligopoly ใช่ไหม มีน้อยรายที่คุม)
    ถ้าเจ้าใหญ่สมมติหายไปสักเจ้า จะทำไง โลกจะยุ่งขนาดไหน

    คือมันก็น่าคิดนะ โลกทั้งใบหลักๆ เรา อีกไม่ช้า ต้องพึ่ง AI อเมริกาหรือจีน แล้วถ้าสมมติอเมริกาหรือจีนสั่ง "แบน" ขึ้นมา ทำยังไง
    อย่าลืมนะ อนาคตอาจมีทรัมป์คนที่สองก็ได้ ใครจะไปรู้

    หรือแม้แต่ในภาพเล็ก อย่างภายในประเทศไทย ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ก็แตะๆ ทำนองว่ากลัวๆ ถ้าเรื่อง AI ในไทย สักวันจะไปเป็นเหมือนเรื่อง "พลังงาน" ที่เป็นประเด็นทางการเมืองไป ... (ซึ่งผมไม่ขอเขียนต่อเองแล้วว่าในเชิงไหน เพราะประชาชนชาวไทยก็น่าจะเห็นภาพ)

    แต่ที่น่ากลัว ผมคิดว่าเพราะพลังงานไม่ว่าจะมีวิวาทะรุนแรงขนาดไหน แต่มัน settle ขึ้นแล้วในประเทศ มัน well-established และ well-organized แล้ว เป็นรูปร่าง
    แต่ถ้า AI นี่มันยังไม่ทันจะก่อร่างเป็นเสาเท่าไหร่เลยนะ แล้วถ้าเราขัดเราแตกกันตั้งแต่ตอนนี้ วันหน้าเราอาจมีเพียงตอม่อกับความว่างเปล่าหรือไม่?

    ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ กล่าวถึงภาพใหญ่ เช่นที่ฟากอเมริกาเริ่มกระจายดาต้าเซ็นเตอร์ไปจุดต่างๆ ของโลก ก็เพื่อ diversify กระจายความเสี่ยงด้าน AI เพราะก็อย่างที่รู้กัน ทรัมป์หนุนเรื่องนี้สุดตัว ทว่าวันหนึ่งข้างหน้าหากทรัมป์ไม่อยู่แล้ว มันก็อาจจะอีกเรื่อง (ยิ่งมันก็มีสายที่กังวลเรื่องการใช้พลังงานเอย สิ่งแวดล้อมเอย)
    เป็นต้น

    จริงๆ มันก็น่าคิดต่อจริงๆ
    วันหนึ่ง geopolitics เข้ามาเขย่า AI มากๆ เรื่องของ token security จะยิ่งใหญ่มาก เพราะ supply ในประเทศถ้ายิ่งเป็นประเทศเล็กจะไม่พอสำหรับ demand น่ะสิ ต้องพึ่งพาการนำเข้า
    แล้ว exposure ในการจะเกิด supply disruption มันจะเสียวกว่า energy ไหมหนา (มันอาจแค่ขยับนโยบายนิดหน่อยก็เสร็จเลยนะ)
    เช่น จู่ๆ ประเทศเพื่อนบ้านสั่ง "แบน" ขึ้นมา
    เช่น จู่ๆ ประเทศสั่ง "แบน" บริษัทขึ้นมา ห้ามส่งออก token ให้ประเทศหนึ่ง (ไม่ว่าบริษัทนั้นจะผลิต token จากในประเทศไหนเพื่อส่งออกไปให้)
    เป็นต้น

    ถ้าจะบอกว่าประเทศยิ่งควรมียุทธศาสตร์แต่แรกเริ่มเพื่อวันข้างหน้า (เช่น เราต้องรีบพึ่งพาตนเองได้ ควรมีดาต้าเซ็นเตอร์ให้มากพอเพื่อรองรับ demand เป็นต้น หรือจะอะไรก็ว่าไป) แหม ก็คงจะต้องบอกตรงๆ ว่ามันเป็นไปได้ยากมาก ยิ่งในฐานะประเทศเล็กๆ เรายังคลำทางอะไรไม่เจอทั้งนั้นท่ามกลางแหที่สลับซับซ้อนมากและใหญ่ยักษ์มาก และเพิ่มอัตราการขยายตัวใหญ่ด้วยและเพิ่มความถักทอโยงใยซับซ้อนด้วย จะไปไหนยังไงในเมื่อโลกทั้งใบยิ่งมองไม่ออก

    คือผมก็เขียนความคิดเพ้อเจ้อของผมประสมๆ ไปกับการจุดประกายของ ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ด้วยแหละครับ
    ที่จริง ดร. ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ยังมีเหลี่ยมมุมที่น่าสนใจอีกหลายประเด็น โดยเฉพาะการปรับตัวมนุษย์เอง
    ผมยกมาในภาพใหญ่ของโลก

    ลองจับตาดู ผมว่ามันจะเป็นจริง
    จากยุค energy security สู่ token security
    นี่จะคือประเด็นใหญ่หลวงของโลก
    เพราะไอ้ความ disruption มันจะอภิมหา "มิอาจเกิดขึ้นได้" ยิ่งกว่าน้ำมันในสมัยก่อนอีก

    แล้วเจอกัน

    https://www.facebook.com/share/p/1Eiv3SVwdv/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    234,203
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนพบ “ตะกั่ว” เกินมาตรฐานกว่า 2 เท่าในหอยแมลงภู่แห้ง แล้วอาหารทะเลแห้งจากจีนที่ขายในไทย...ใครตรวจโลหะหนัก?

    อาหารทะเลแห้งเป็นของที่หลายบ้านมองว่าเก็บง่าย ใช้สะดวก และซื้อครั้งหนึ่งเก็บไว้ทำอาหารได้นาน

    แต่ของที่ “แห้ง” ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงทุกอย่างจะหายไปพร้อมกับน้ำ

    วันที่ 27 สิงหาคม 2569 สำนักงานกำกับดูแลตลาดมณฑลกวางตุ้ง เปิดผลสุ่มตรวจอาหาร 6 กลุ่ม รวม 613 ตัวอย่าง พบไม่ผ่านมาตรฐาน 17 ตัวอย่าง

    หนึ่งในนั้นคือ “淡菜” หรือหอยแมลงภู่แห้ง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแห้งที่ขายอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง เมืองจ้านเจียง มณฑลกวางตุ้ง

    ผลตรวจพบ “ตะกั่ว” 14.2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

    ขณะที่มาตรฐานกำหนดไว้ไม่เกิน 6.3 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

    เท่ากับตรวจพบประมาณ 2.25 เท่าของค่ามาตรฐาน หรือสูงกว่าเกณฑ์ราว 125%

    ทางการกวางตุ้งจัดกรณีนี้อยู่ในกลุ่ม “การปนเปื้อนโลหะหนัก” และสั่งให้หน่วยงานในพื้นที่ตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง ติดตามเส้นทางสินค้า นำสินค้าที่มีปัญหาออกจากตลาดและเรียกคืนเพื่อควบคุมความเสี่ยง

    .

    ตะกั่วต่างจากอาหารเสียที่บางครั้งเรายังพอเห็นเชื้อรา ได้กลิ่น หรือสังเกตสีผิดปกติ

    ผู้บริโภคไม่สามารถมองหอยแห้งหนึ่งกำมือแล้วรู้ได้เลยว่า มีตะกั่วปนอยู่เท่าไร

    องค์การอนามัยโลกระบุว่า ตะกั่วเป็นโลหะพิษที่สะสมในร่างกายและส่งผลได้หลายระบบ โดยเฉพาะสมอง ระบบประสาท และไต เด็กเล็กเป็นกลุ่มที่ไวต่อผลกระทบมากเป็นพิเศษ

    ดังนั้นของทะเลแห้งที่ดูปกติ กลิ่นปกติ และเก็บไว้ได้นาน ก็ยังต้องพึ่ง “การตรวจจริง” ไม่ใช่สายตาของคนซื้อ

    .

    ประเด็นนี้ไม่ควรจบอยู่ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตในกวางตุ้ง

    ประเทศไทยนำเข้าสินค้ากลุ่มหอยและสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังที่ผ่านการปรุงหรือถนอมอาหารจากจีนในปริมาณมาก

    ข้อมูล WITS ปี 2024 ระบุว่า ไทยนำเข้าสินค้าหมวดนี้จากจีนประมาณ 31.59 ล้านกิโลกรัม มูลค่า 46.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,523 ล้านบาท)

    ตัวเลขนี้เป็นสินค้ารวมหลายชนิด ไม่ใช่หอยแมลงภู่แห้งเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนว่าจีนเป็นแหล่งสินค้ากลุ่มนี้ที่สำคัญของตลาดไทย

    และทุกวันนี้หอยแมลงภู่แห้ง รวมถึงอาหารทะเลแห้งต่าง ๆ ก็หาซื้อผ่านร้านค้าออนไลน์ในไทยได้ง่ายมาก

    คำถามจึงอยู่ที่ก่อนของเหล่านี้จะถูกแบ่งถุง ส่งเข้าร้านอาหาร หรือส่งตรงถึงหน้าบ้าน

    ผู้นำเข้าตรวจ “ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และโลหะหนัก” เป็นประจำหรือไม่?

    ร้านที่แบ่งขายออนไลน์ยังสามารถตามย้อนกลับได้หรือไม่ว่า สินค้ามาจากล็อตไหนและผู้ผลิตรายใด?

    และหากประเทศต้นทางประกาศพบโลหะหนักในสินค้าชนิดหนึ่ง หน่วยงานไทยมีระบบยกระดับตรวจสินค้าประเภทเดียวกันทันทีหรือปล่อยให้ขายต่อไปตามปกติจนกว่าจะมีเหตุในประเทศไทย?

    .

    อาหารทะเลแห้งอาจเก็บอยู่ในครัวได้นานหลายเดือน

    แต่ถ้ามีตะกั่วอยู่ในนั้น

    การเก็บไว้นานขึ้น ไม่ได้ทำให้มันปลอดภัยขึ้นเลย

    .

    แหล่งข้อมูล:
    สำนักงานกำกับดูแลตลาดมณฑลกวางตุ้ง
    中国质量新闻网 (China Quality News Network)
    .
    ข้อมูลประกอบ:
    World Health Organization (WHO)
    World Integrated Trade Solution (WITS) / UN Comtrade
    .
    เพจ : เกษตร นานา
    .
    #เกษตรนานา #หอยแมลงภู่แห้ง #อาหารทะเลแห้ง #ตะกั่ว #โลหะหนัก #อาหารจีน #อาหารนำเข้า #อาหารปนเปื้อน #ความปลอดภัยอาหาร #ผู้บริโภคไทย
    https://www.facebook.com/share/p/1Hd6tjxzY8/
     

แชร์หน้านี้

Loading...