เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 8 ตุลาคม 2026 เวลา 20:17.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 1 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 1 คน )
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,272
    ค่าพลัง:
    +27,030
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,272
    ค่าพลัง:
    +27,030
    วันนี้ตรงวันพฤหัสบดีที่ ๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เมื่อครู่ได้กล่าวเอาไว้ว่า "พวกเราไม่มีโอกาสที่จะกราบพร้อมกันได้" ก็เพราะไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรเป็นลำดับต่อไป

    ตัวกระผม/อาตมภาพเองนั้นเมื่อเริ่มทำงาน มีรุ่นพี่ที่ทำมาก่อนแล้ว ๓ ปี แต่กระผม/อาตมภาพทำงานแค่ ๗ เดือน เขาเลื่อนให้ขึ้นไปเป็นหัวหน้าแผนก ขณะที่รุ่นพี่ก็ยังคงเป็นแรงงานทั่วไปอยู่เหมือนเดิม เนื่องเพราะว่าคนส่วนใหญ่แล้วมองงานไม่เป็น ถ้าภาษาสวย ๆ ก็บอกว่า "ขาดวิสัยทัศน์" ก็คือไม่รู้ว่าก้าวต่อไปจะเป็นงานอะไร ?

    แต่ถ้าหากว่าเรามองงานเป็น ก็จะเตรียมการล่วงหน้าเอาไว้ก่อน อย่างเช่นกระผม/อาตมภาพในช่วงที่เป็นเด็กฝึกงาน ก็จะดูว่า "ลูกพี่" เขาทำตรงนี้ แล้วจะขยับไปทำตรงไหนต่อ งานตรงนั้นต้องใช้เครื่องมือเครื่องไม้อะไรบ้าง ก็จะเตรียมเอาไว้พร้อม เมื่ออีกฝ่ายเรียกหา ก็สามารถที่จะส่งให้ได้เลย โดยที่ไม่ต้องวิ่งไปหาใหม่ นี่คือลักษณะของการมองงานล่วงหน้า

    อย่างที่วันก่อนในงานฉลองสัญญาบัตรพัดยศ ของ "ท่านเจ้าคุณหลวงตาโม่ง " - พระเทพวชิรมงคลวิสิฐ" (อาทิตย์ สิริวฑฺฒโน) เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี "ดร. ท่านเจ้าคุณทวี" - พระสุพรรณวชิรโมลี, ดร.(ทวี รตนเมธี ป.ธ. ๖) รองเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวกับพรรคพวกเพื่อนฝูงว่า "งานที่หลวงพ่อเล็กทำวันนี้ ท่านคงคิดล่วงหน้ามาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว"

    ความจริงเรื่องพวกนี้ถ้าหากว่าเราไปเสียเวลาคิด เราก็จะฟุ้งซ่านอีกต่างหาก เพียงแต่ว่าการมองงานนั้น เราจะต้องมองด้วยใจเป็นกลาง มองโดยอุเบกขา จะทำอะไรในก้าวต่อไป พูดง่าย ๆ ก็คืออย่าไปนึกคิดปรุงแต่งเพิ่มเติม เพียงแต่มองว่าก้าวที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ถัดจากนี้ สมควรที่จะต้องทำอะไร ? ซึ่งบุคคลส่วนใหญ่ ถ้าหากว่าคิดงานก็จะฟุ้งซ่าน บางทีก็ฟุ้งไม่เลิกจนนอนไม่หลับ..!

    เรื่องพวกนี้จึงเป็นอะไรที่เราจะต้องฝึกฝนตนเอง โดยเฉพาะในด้านของสมาธิภาวนา ให้ถึงในระดับฌานใช้งาน ก็คือไม่ว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม ต้องสามารถทรงอารมณ์สมาธิให้สภาพจิตนิ่ง สงบ ระงับ อยู่ในสมาธินั้น ๆ เหมือนกับตอนที่เรานั่งภาวนา

    ถ้าหากว่าทุกท่านสามารถที่จะทำอย่างนี้ได้ เราแค่ยังไม่ทันจะคิด สิ่งต่าง ๆ ก็รู้หมดแล้วว่าควรจะทำอะไร ? อย่างไร ? แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งทั้งหลายพวกนี้ ถ้าเราชินกับการไม่คิด แม้ว่าจะทำให้ รัก โลภ โกรธ หลง เกิดไม่ได้ก็จริง แต่บางทีงานด้านโลก ๆ ก็อาจจะมีอะไรผิดพลาดได้
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,272
    ค่าพลัง:
    +27,030
    อย่างเมื่อวานนี้ กระผม/อาตมภาพรอการนำรถไปเข้าศูนย์ เพื่อเช็คระยะที่ ๕๗๐,๐๐๐ กิโลเมตร ตนเองก็ไปฉันเพลร่วมกับ "พระครูบ่าว" (พระครูกาญจนปริยัติคุณ) เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ประชุมชนาราม (วัดท่ามะขาม) และลูกวัด จนกระทั่ง "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) รับเอารถกลับมาแล้วตามไปกินข้าวบ้าง

    ตัวกระผม/อาตมภาพก็มาซักผ้า ตากผ้าเรียบร้อยแล้ว ก็สงสัยว่าทำไม "น้องเล็ก" ไม่ปิดประตูอาคารปฐมา ? มองไปที่รถก็เห็นแง้มกระจกอยู่ จึงเดินเข้าไปดู อีกฝ่ายถามว่า "ทำไมถึงช้ามาก ?" กระผม/อาตมภาพก็ชะงัก ซึ่งความจริงก็คือจะต้องเดินทางเข้าวัดอุทยาน เพื่อจะได้เตรียมตัวเดินทางไปวัดไร่ขิง (พระอารามหลวง) ได้สะดวก แต่ปรากฏว่าด้วยความที่ไม่คิดอะไรล่วงหน้า ก็เลยลืมงานของตนเองไปหน้าตาเฉย..!

    เป็นเรื่องที่ท่านทั้งหลายถ้าหากว่าทำได้อาจจะงงอยู่เหมือนกัน ก็คือถ้าเราอยากรู้อะไร บางทีแค่วินาทีเดียวก็รู้ไปมากมายมหาศาล ประมาณว่าถ้าต้องเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือก็หลายหน้ากระดาษ แต่เวลาตัดการรู้เห็นออกไป บางทีต้องบอกว่าโง่สนิท..! ก็คือไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำด้วย..!

    เนื่องเพราะว่าญาติโยมส่วนใหญ่ พอถึงเวลาก็คิดแบบนั้น ต้องการแบบนี้ ถ้าหากว่ามีบุญสัมพันธ์ กรรมสัมพันธ์กันมา กระแสทั้งหลายเหล่านี้ก็จะมากระทบ แล้วก็บางทีบางเรื่องก็ทำให้เราต้องเดือดร้อน ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ตัดการรับรู้ไปเลยดีกว่า ไม่ต้องไปยุ่งกับกรรมของใคร อย่างที่เคยได้กล่าวไว้ว่า ถ้าไม่ได้มาล้มทับตีนอยู่ตรงหน้าจนเดินไปไหนไม่ได้ ก็จะไม่ยุ่งกับมันอีก..!

    ท่านทั้งหลายถ้าหากว่าทำถึงระดับนี้ บางทีก็อาจจะงงเหมือนกระผม/อาตมภาพเช่นกัน ก็คือเวลาไม่ต้องการรู้อะไรก็ไม่รู้สักเรื่อง แต่ถ้าต้องการรู้อะไร ก็มักจะรู้มากจนเกินความต้องการไปทุกที การรู้เห็นต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่ต้องจัดการให้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นแล้วก็อาจจะโดนดึงออกนอกลู่นอกทางไป อย่างเช่นท่านผู้พิพากษาที่ได้รับเอหิภิกขุจากพระอรหันตขีณาสพ เป็นต้น

    บางทีกระผม/อาตมภาพก็บอกกล่าวกับบางท่านที่เริ่มมีแนวโน้มมาทางด้านนี้ว่า "ถ้าไม่รู้เห็นอะไรถือว่าปลอดภัยที่สุด" พอ ๆ กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่สามารถจะหลอกคนที่ไม่มีโทรศัพท์ได้ แต่ถ้าหากว่ารู้เห็นยิ่งชัดเจนเท่าไร โอกาสที่จะโดนหลอกก็ยิ่งมากเท่านั้น เพราะว่าลีลาการหลอกของมารนั้น ต้องบอกว่าเนียนมาก จนกระทั่งถ้าเราขาดประสบการณ์ ขาดความเฉลียวใจ ก็จะคล้อยตามไปโดยไม่รู้ตัว..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,243
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,272
    ค่าพลัง:
    +27,030
    เหมือนอย่างกับลูกศิษย์ท่านหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติธรรมแบบไม่กินไม่นอน เร่งรัดตัวเองต่อเนื่องกันเป็นเดือน ๆ ท้ายที่สุดร่างกายก็ไม่ไหว สติแตก กระผม/อาตมภาพเอาท่านส่งโรงพยาบาลแล้ว ไปค้นดูบันทึกของท่านถึงได้รู้ เนื่องเพราะมีวันหนึ่งท่านบันทึกว่า "พระมาบอกว่าวาระมรรคผลมาถึงแล้ว ให้เร่งการปฏิบัติให้มาก นักปฏิบัติที่ดีต้องกินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ปฏิบัติให้มาก ยิ่งเร่งรัดมากเท่าไรก็ได้ผลเร็วเท่านั้น" ฟังดูแล้วเหมือนกับถูกต้องทั้งหมด แต่ความจริงแล้วข้อผิดพลาดก็คือตอนช่วงท้ายที่ว่า "ยิ่งเร่งรัดมากเท่าไร ก็ได้ผลมากเท่านั้น"

    ถ้าเราท่านศึกษาในพระไตรปิฎกก็จะเห็นชัดว่า พระอานนท์เดินจงกรมจนเกือบจะสว่าง เพื่อเร่งรัดการปฏิบัติของตนเอง เร่งเท่าไรก็ไม่ได้เสียที ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจว่าเราพักสักหน่อยดีกว่า นั่งลงบนเตียง เพิ่งเอนกายไปได้ครึ่งเดียว ปรากฏว่าสภาพจิตหลุดพ้นพอดี..!

    ดังนั้น..ที่เขาบอกว่า "ยิ่งเร่งรัดตนเองมากเท่าไร ก็ยิ่งได้ผลมากเท่านั้น" จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่ด้วยความที่ตอนต้นมาถูกมาโดยตลอด บุคคลที่ขาดความเฉลียวใจ หรือขาดการพินิจพิจารณา รับประกันว่าเจ๊งแน่นอน..! เพราะเกือบทุกอย่างที่เขาบอกมานั้นใช่หมด ยกเว้นประโยคสุดท้ายที่บอกว่า "ยิ่งเร่งรัดมากเท่าไร ยิ่งได้ผลมากเท่านั้น" ซึ่งเรื่องนี้นั้นไม่ใช่

    การปฏิบัติธรรมนั้นต้องทำพอดี พอเหมาะ พอควร ต้องเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งมัชฌิมาปฏิปทาของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับกำลังกาย กำลังใจ ตลอดจนกระทั่งบารมีที่สั่งสมมา ไม่ใช่ว่าคนหนึ่งแบกข้าวสารได้ ๑๐๐ กิโลกรัม เราจะไปแบกได้เท่าเขา อันนั้นไม่ใช่ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น การรู้เห็น ถ้าหากว่าเราขาดสติ และขาดปัญญา จะเป็นเรื่องที่อันตรายมาก

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพฤหัสบดีที่ ๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...