เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 14 ตุลาคม 2026 เวลา 19:42.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 0 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 0 คน )
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,273
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,277
    ค่าพลัง:
    +27,030
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,273
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,277
    ค่าพลัง:
    +27,030
    วันนี้ตรงกับวันพุธที่ ๑๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ วันนี้ทางคณะสงฆ์อำเภอทองผาภูมิมีการเปิดอบรมนักธรรมชั้นตรี (สนามหลวง) ก่อนสอบ เพียงแต่ว่าปีนี้วัดท่าขนุนของเราไม่มีพระใหม่ จึงมีแต่เจ้าหน้าที่ซึ่งรับผิดชอบ อย่างเช่นกองงานเลขานุการไปทำหน้าที่อยู่ที่นั่น

    คราวนี้
    การสอบในปัจจุบันนั้น ส่วนที่ทำลายความรู้มากที่สุดคือการเก็งข้อสอบ ไม่ว่าจะเป็นนักธรรม บาลี หรือว่าปริยัติสามัญก็ตาม เนื่องเพราะว่าถ้าเราศึกษาแต่ในส่วนที่ครูบาอาจารย์เขาเก็งไว้ว่าจะออก ส่วนอื่นก็ไม่ได้แตะต้อง แล้วจะเอาความรู้มาจากไหน ? ดังนั้น..ในเรื่องของการเรียนการศึกษา เราเรียนเพื่อให้รู้ เมื่อรู้แล้วก็ยังต้องบอกกล่าวต่อคนอื่นเขาได้ด้วย ไม่ใช่เรียนเพื่อให้สอบผ่านเท่านั้น..!

    ในรุ่นที่กระผม/อาตมภาพเรียนอยู่นั้น เขาใช้คำว่า "ท่องแบบ" ก็คือ ต้องท่องตำราได้ทั้งหมด ถ้าอย่างนั้นข้อสอบจะออกมาตรงไหนก็ตอบได้ แต่สมัยนี้ถ้าออกมาแล้วไม่ตรงกับที่เก็งไว้ ก็เป็นอันว่าหมดสภาพ ทำข้อสอบไม่ได้เลย..!

    อย่างวันนี้เป็นการอบรมก่อนสอบวิชาธรรมวิภาคและคิหิปฏิบัติ ซึ่งธรรมวิภาคนั้น ถ้าเรียนกันตามกำหนดเดิมจริง ๆ ก็ตั้งแต่ "ทุกะ" หมวด ๒ ขึ้นไปถึง "โสฬสกะ" หมวด ๑๖ ซึ่งหมวด ๑๖ ก็มี มลทิน ๑๖ อย่าง ที่ลองถามดูว่ารุ่นใหม่ ๆ จะรู้กันหรือไม่ ?

    อะไรคือ มักขะ (หลู่คุณท่าน) สาเถยยะ (โอ้อวด) ถัมภะ (หัวดื้อ) ปลาสะ (ตีเสมอ) ? พวกเราจะไม่รู้เลยว่าทำไมพวกนี้จึงจัดเป็นมลทิน คือความเศร้าหมองของนักปฏิบัติธรรม ส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ที่เห็นออกข้อสอบ ก็ไม่เคยเกิน "ปัญจกะ" คือหมวด ๕ เต็มที่ก็ไม่เกิน "ฉักกะ" หมวด ๖ นอกนั้นเขาเกรงว่าพวกเราจำกันได้ไม่หมด..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,273
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,277
    ค่าพลัง:
    +27,030
    ดังนั้น หลักธรรมที่มีหัวข้อมาก ๆ จึงมักจะโดนตัดทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย กลายเป็นว่ายิ่งเรียนความรู้ก็ยิ่งน้อยลง ถ้าไม่มีการขวนขวายเพิ่มเติมหลังจากที่สอบผ่านแล้ว ก็เป็นอันว่าได้มาแค่นั้น

    แล้วส่วนใหญ่ก็คือพอเรียนไปแล้วก็ทิ้งเลย โดยไม่ได้มีการศึกษาเพิ่มเติมอะไรอีก ก็แปลว่าตัวเองกลายเป็นคนหัวกลวง ไม่มีความรู้หลักธรรมอะไรอยู่ในสมองเลย ทั้ง ๆ ที่
    การศึกษาที่แท้จริงแล้วก็คือ เพื่อให้เรานำหลักธรรมทั้งหลายเหล่านั้นไปประพฤติปฏิบัติ เมื่อทำได้แล้ว ก็จะได้นำไปบอกกล่าว สั่งสอนต่อญาติโยมทั้งหลายอีกทีหนึ่ง

    หรือไม่ก็สั่งสอนรุ่นน้อง รุ่นศิษย์ ให้รู้ตามไปด้วย แต่พอมีการเก็งข้อสอบขึ้นมา จึงทำให้การเรียนของเราตกอยู่ในภาวะเสื่อมทรามมาก ทัศนคติในการเรียนจึงเป็นการเรียนเพื่อให้สอบผ่านเท่านั้น ไม่ได้เรียนเพื่อให้มีความรู้ที่แท้จริง

    หรือไม่ก็ถ้าหากว่าเป็นสายปฏิบัติ กระผม/อาตมภาพเจอเป็นจำนวนมาก ที่ตะเกียกตะกายหาครูบาอาจารย์สายโน้นบ้าง สายนี้บ้าง ศึกษาวิชาการต่าง ๆ แต่ศึกษาอยู่ในลักษณะเหมือนอย่างกับคนโลภมาก เห็นอาหารอยู่ตรงหน้า ก็ตั้งหน้าตั้งตายัดใส่ปากไป โดยที่ไม่ได้รู้รสชาติที่แท้จริงของข้าวปลาอาหารนั้นเลย พูดง่าย ๆ ก็คือโลภที่จะเรียนวิชา แต่ไม่สามารถที่จะทำให้เข้าถึงและรู้จริงได้สักเรื่องหนึ่ง..!

    แต่ก็ยังดีที่ว่าถ้าศึกษาเอาไว้ ยังสามารถถ่ายทอดต่อได้ แต่ก็จะถ่ายทอดได้เฉพาะในส่วนของ "วิชาการ" เท่านั้น ไม่สามารถที่จะบอก "วิธีการ" ที่ถูกต้องได้ เพราะว่าตนเองก็ทำแบบคร่าว ๆ หรือว่าทำแบบลวก ๆ ไม่สามารถเข้าถึงอย่างแท้จริงได้

    แม้กระทั่งสำนักหรือวัดวาอารามต่าง ๆ หลายต่อหลายแห่ง การสร้างวัตถุมงคลก็ใช้วิธีมักง่าย ก็คือชอบแบบไหนก็สั่งโรงงานสร้างมา โดยที่ตัวเองไม่ได้รู้ในเรื่องของอักขระเลขยันต์วิชาการใด ๆ เลย แต่ก็ยังดีที่ว่ามีการนิมนต์ครูบาอาจารย์ที่ท่านมีความสามารถมาในการปลุกเสกให้ ไม่เช่นนั้นก็จะได้แต่เปลือกไปล้วน ๆ เพียงแต่ว่าถ้าถึงเวลา มีบุคคลต้องการจะพึ่งพาเรา เราก็ไม่สามารถที่จะให้เขาพึ่งพิงได้ เพราะว่ารู้ไม่จริงสักเรื่อง..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,273
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,277
    ค่าพลัง:
    +27,030
    จึงควรที่จะปรับทัศนคติเสียใหม่ว่า "เรียนอะไรก็ต้องเรียนให้รู้ ดูอะไรก็ต้องดูให้จำ ทำอะไรก็ต้องทำให้จริง" ไม่อย่างนั้นแล้วเราเองก็จะตกอยู่ในลักษณะของการพิจารณาของบรรพชิตทั้ง ๑๐ หัวข้อ ก็คือ "คุณวิเศษของเรามีหรือไม่ ? เพื่อที่จักได้ไม่เก้อเขินเมื่อเพื่อนสหธรรมิกไต่ถาม"

    ก็แปลว่าในเรื่องของการเรียน จะเป็นบาลีก็ดี จะเป็นนักธรรมก็ดี หรือว่าปริยัติสามัญก็ตาม ควรที่จะศึกษาให้ครบถ้วน ต่อให้กำหนดจดจำไม่ได้ทั้งหมด ก็ต้องให้ผ่านตามาบ้าง ถึงเวลาจะได้บอกได้กล่าวคนอื่นได้ถูกต้องว่า ควรจะไปหาดูได้จากที่ไหน

    เมื่อเช้านี้มีข้อความมาจาก "ท่านอาจารย์สามารถ" - พระครูขันติวรานุสิฐ (สามารถ ขนฺติวโร) เจ้าคณะตำบลโคกคราม เขต ๒ เจ้าอาวาสวัดน้อย (หลวงพ่อเนียม) จังหวัดสุพรรณบุรี ท่านบอกว่า "สมัยผมเรียนบาลี ครูบาอาจารย์อธิบายเรื่องวาจกแทบเป็นแทบตาย ผมไม่เข้าใจเลย เมื่อคืนฟังเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ท่านประธานพูดไม่กี่คำผมเข้าใจแล้ว" แล้วท่านทั้งหลายลองคิดดูว่า ตัวเราที่เรียนบาลีมา ปัจจุบันนี้เข้าใจหรือไม่ ?

    การเรียนที่ดีนั้น ตรงไหนที่ยังไม่เข้าใจอย่าได้ปล่อยผ่านไปเฉย ๆ ต้องซักต้องถามชนิดครูบาอาจารย์ไล่เตลิดเปิดเปิงได้ยิ่งดี ไม่เช่นนั้นแล้วเราก็จะไม่รู้ แล้วก้าวในจุดต่อไป เราก็จะก้าวไปแบบคนคลำทางเหมือนคนตาบอด เพราะว่าในเมื่อตอนต้นของเราไม่มั่นใจในความถูกต้องแล้ว ตอนต่อ ๆ ไป เราก็จะผิดพลาดไปเรื่อย หรือไม่ก็ทำไม่ได้ ทำไม่ถึง เพราะว่าความเข้าใจของเรายังมาไม่ถึงตรงจุดนั้น

    การศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องพากเพียรบากบั่นเพื่อให้เกิดความรู้ที่แท้จริง ถึงเวลาลูกศิษย์ลูกหาสอบถาม ต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน อย่างในคุณสมบัติของกัลยาณมิตรที่ว่า "คัมภีรัญ จะ กถังกัตตา" คือ สามารถอธิบายขยายเนื้อความได้ลึกซึ้ง พูดง่าย ๆ ว่าต้องทำตัวเป็นลูกศิษย์ของ "พระมหากัจจายนเถระ" ที่สามารถอธิบายความย่อให้พิสดารได้ แต่ขณะเดียวกัน ก็ควรที่จะอธิบายของยากให้เป็นของง่ายได้ด้วย
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,273
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,277
    ค่าพลัง:
    +27,030
    เรื่องพวกนี้ เราท่านทั้งหลายแค่ศึกษาหรือฟังจากครูบาอาจารย์ ถ้ารู้จักสังเกตก็จะรู้แล้วว่าท่านรู้จริงหรือไม่ ? เนื่องเพราะว่าบุคคลที่รู้จริง หรือว่าเคยผ่านการปฏิบัติแบบนั้นมาจริง ๆ ท่านจะพูดของยากให้เป็นของง่าย แต่ถ้าหากว่าไม่รู้จริง ยิ่งอธิบายก็ยิ่งเข้ารกเข้าพงไปเรื่อย ทำให้ลูกศิษย์เสียประโยชน์ไปเปล่า ๆ

    เพียงแต่ว่าในเรื่องการศึกษาคณะสงฆ์ กระผม/อาตมภาพไปยุ่งเกี่ยวอะไรไม่ได้ แต่ว่าในส่วนของวัดท่าขนุนเรา อยากจะบอกกับท่านทั้งหลายว่า "ถ้าเรียนแล้วก็ต้องรู้ให้จริง แล้วในขณะเดียวกัน ก็ต้องสอนคนอื่นเขาต่อได้ด้วย" เพราะว่าพระภิกษุสามเณรของเรา มีหน้าที่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ถ้าเรียนรู้แล้วบอกต่อไม่ได้ ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้ทำหน้าที่ศายกบุตรพุทธชิโนรสที่แท้จริง กลายเป็นว่าเราบวชมาแล้วเสียเปล่า ไม่ได้ทำหน้าที่สมกับเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา

    จึงต้องสังวรเอาไว้ว่า หน้าที่ของเราไม่ใช่แค่สวดมนต์ ทำวัตร บิณฑบาต กรรมฐานเท่านั้น เรายังจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งรัดการปฏิบัติในศีล สมาธิ ปัญญาของเราให้เข้มข้นเข้าไว้ อย่างน้อย ๆ สามารถเป็นผู้นำคนอื่นในเบื้องต้นได้ก็ยิ่งดี

    ก็คือถ้าหากว่าไม่สามารถจะจบหลักสูตรสูงสุด อย่างเช่นว่าปริญญาเอกทางโลก แต่อย่างน้อย ๆ ในระดับประถม มัธยม หรือประกาศนียบัตร ถ้าถึงปริญญาตรีได้ยิ่งดี ที่เราสามารถที่จะอธิบายให้ญาติโยมทั้งหลาย เข้าใจตามได้อย่างถูกต้อง ก็คือถ้าไม่ได้มากก็ต้องได้น้อย แล้วต้องได้แบบผู้ที่รู้จริงทำจริงด้วย ไม่อย่างนั้นแล้วก็เท่ากับหายใจทิ้ง รอวันตายไปวัน ๆ เท่านั้น

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันพุธที่ ๑๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...